ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 14

การฝึกฝนวิถีคู่

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
“วิชากระบี่ของเจ้า... เปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง หากยังยึดติดอยู่กับรูปกายภายนอก” น้ำเสียงราบเรียบดั่งธารน้ำแข็งพันปีดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องโถงลับแห่งตำหนักเหมันต์ มู่หรงเซียนยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองจากผลึกศิลาจันทรา ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาหาใช่ความงามล่มเมืองของนางไม่ หากแต่เป็นรัศมีกระบี่อันคมกริบที่แผ่ออกมาจากร่างโดยไม่ต้องชักอาวุธออกจากฝัก ฉินอวี้มิได้โต้แย้ง เขายังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะอิง ปลายนิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบา ๆ ทิ้งร่องรอยอักขระสีทองจาง ๆ เอาไว้ เป็นเส้นสายที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนดั่งใยแมงมุม ทว่าเมื่อลมปราณในจุดชีพจรของเขาติดขัด อักขระเหล่านั้นก็สลายกลายเป็นเพียงละอองฝุ่น “ข้าไม่มีรากปราณสวรรค์... การจะบังคับให้อักขระสอดประสานกับพลังกระบี่ของเจ้า ย่อมยากยิ่งกว่าการคว้าดวงจันทร์ในก้นบึ้งมหาสมุทร” ฉินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ดวงตาคู่คมทอดมองแผ่นหลังระหงของหญิงสาว ภายในใจมีความรู้สึกหลากหลายซ่อนเร้น แต่มันถูกเก็บกดไว้ภายใต้ความสุขุมเยือกเย็นอย่างแนบเนียน มู่หรงเซียนหันกลับมามองเขา ชั่วขณะหนึ่ง แววตาที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลกกลับไหววูบคล้ายผิวน้ำยามต้องสายลม นางก้าวเข้ามาใกล้ ชายผ้าพลิ้วไหวไร้เสียง ราวกับเซียนสาวผู้ก้าวเดินอยู่บนปุยเมฆ “ผู้คนในยุทธภพต่างหลงงมงายกับพลังปราณ พวกเขาคิดว่ากระบวนท่าที่ทรงพลังที่สุดคือการระเบิดพลังทำลายล้างเพื่อบดขยี้ทุกสิ่ง” มู่หรงเซียนหยุดยืนตรงหน้าฉินอวี้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้ชิดจนเขาสามารถรับรู้ถึงกลิ่นหอมเย็นจาง ๆ คล้ายดอกเหมันต์พันปีจากร่างนาง “แต่เจ้าต่างออกไป ฉินอวี้... เจ้าใช้สติปัญญาถักทอกฎสวรรค์ลงบนแผ่นยันต์ แต่วิถีเช่นนั้นเปราะบางเกินไป หากปราศจากกระบี่คอยคุ้มกัน ยันต์อักขระของเจ้าก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่รอวันถูกฉีกกระชาก” นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไป นิ้วเรียวแตะลงบนกลางหน้าผากของฉินอวี้แผ่วเบา “ลุกขึ้น... วันนี้ข้าจะสอนให้เจ้ารู้จักการ ‘หลอมรวม’ ระหว่างกระบี่ไร้ลักษณ์กับค่ายกลดารา” ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วของนางเข้าสู่จุดตันtian (จุดตันเถียน) ที่ว่างเปล่าของฉินอวี้ มันไม่ใช่การถ่าย ทอดลมปราณเพื่อทะลวงขอบเขตอย่างที่สำนักอื่นทำกัน แต่มันคือการเปิด ‘จิตวิญญาณ’ ให้เชื่อมต่อถึงกัน มู่หรงเซียนกำลังนำพาจิตสำนุกของนางเข้าสู่ห้วงมิติความคิดของเขา เป็นการยินยอมพร้อมใจที่จะเปิดเปลือยความลับแห่งวิชากระบี่สูงสุดให้ชายหนุ่มได้รับรู้ ฉินอวี้สะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ภาพในหัวของเขาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน โลกภายนอกเลือนหาย เหลือเพียงห้วงจักรวาลอันมืดมิด ที่ซึ่งกระบี่นับพันเล่มกำลังลอยเคว้งคว้างท่ามกลางดวงดาวระยิบระยับ นั่นคือเขตแดนจิตวิญญาณของมู่หรงเซียน—งดงาม โดดเดี่ยว และทรงพลังจนน่าหวาดหวั่น “จับมือข้า” เสียงของนางดังก้องอยู่ในห้วงความคิด ฉินอวี้ไม่ลังเล เขายื่นมือออกไปกุมมือเรียวนั้นไว้ สัมผัสแรกที่ได้รับคือความเย็นเฉียบ ทว่าลึกลงไปกลับมีความอบอุ่นระอุเร้นอยู่ภายใน ในวินาทีที่ฝ่ามือประสานกัน พลังงานสองสายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็เริ่มปะทะและหลอมรวม ฝ่ายหนึ่งคือ ‘กระบี่เหมันต์’ ที่เฉียบคม เยือกเย็น และตัดขาดทุกสรรพสิ่ง อีกฝ่ายหนึ่งคือ ‘อักขระสวรรค์’ ที่ลึกลึกล้ำ ซับซ้อน และแปรเปลี่ยนไม่มีที่สิ้นสุด “อย่าฝืนต้านทานกระแสพลังของข้า” มู่หรงเซียนกระซิบข้างหูเขา ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหูของชายหนุ่ม ทำให้นางเซียนผู้เย่อหยิ่งถึงกับใบหน้าขึ้นสีแดงเรื่อจาง ๆ อย่างหาได้ยากยิ่ง “ปล่อยให้จิตของเจ้าเป็นฝักกระบี่... และให้จิตของข้าเป็นคมดาบ” ฉินอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาหลับตาลง ปลดปล่อยความทะนงตนทั้งหมดทิ้งไป ยอมรับความอ่อนแอของร่างกายตนเองเพื่อแลกกับปัญญาอันยิ่งใหญ่ เขากวาดสายตาผ่านมิติแห่งจิตสำนุก นึกถึงค่ายกลดาราเก้าสวรรค์ที่เขาเคยศึกษา *หากปราณไม่มี ย่อมต้องใช้ ‘เจตจำนง’ เป็นสื่อกลาง* “ย้ากกกก!” เสียงคำรามต่ำในลำคอหลุดออกมาจากปากของฉินอวี้ ทั่วทั้งร่างของเขาเปล่งประกายแสงสีทองอร่ามตัดกับแสงสีฟ้าครามของมู่หรงเซียน อักขระโบราณนับหมื่นตัวผุดขึ้นจากพื้นห้องโถง วิ่งวนรอบตัวคนทั้งสองราวกับมังกรเพลิงและมังกรน้ำแข็งที่กำลังเริงระำบำประสานกันอย่างกลมกลืน มู่หรงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางไม่คาดคิดเลยว่าฉินอวี้จะเรียนรู้ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ เขามิได้แค่ทำตามคำสั่งของนาง แต่เขากลับพลิกแพลงเคล็ดวิชาของสำนักกระบี่เหมันต์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลอักขระได้อย่างไร้ที่ติ ในชั่วพริบตานั้น อาณาเขตสิบฟุตรอบตัวคนทั้งสองก็แปรเปลี่ยนเป็นสนามพลังที่น่าสะพรึงกลัว แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกไปจนผนังหินศิลาแกร่งของตำหนักเริ่มปรากฏรอยร้าวลึก นี่คือการประสานพลังที่สมบูรณ์แบบที่สุด—กระบี่ที่ไร้ลักษณ์เพราะมีอักขระหนุนนำ และอักขระที่ไร้เทียมทานเพราะมีกระบี่ปกป้อง! ทั้งสองยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ร่างกายแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียว มู่หรงเซียนเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของฉินอวี้ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและประกายปัญญาอันเฉียบแหลม หัวใจของนางกระตุกวูบ ความรู้สึกพึ่งพาและยอมจำนนต่อบุรุษผู้นี้แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูวิญญาณ นางที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด กลับยินดีที่จะมอบชีวิตและจิตวิญญาณไว้ในกำมือของเขาแต่เพียงผู้เดียว ทว่า... ในขณะที่การหลอมรวมกำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุด เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากเบื้องล่างของภูเขาเหมันต์! *ตูมมมม!* พื้นห้องโถงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ศิลาจันทราด้านบนร่วงหล่นลงมาแตกกระจาย ไอสังหารที่หนาทึบและชั่วร้ายพุ่งทะลวงทะลุค่ายกลป้องกันภายนอกเข้ามาถึงใจกลางตำหนักในชั่วพริบตา มู่หรงเซียนใบหน้าเปลี่ยนสีทันที รังสีฆ่าฟันพวยพุ่งจากร่างนาง “พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดไว้... ผู้อาวุโสโลหิตทมิฬแห่งนิกายมารโลหิต!” ฉินอวี้ลืมตาขึ้น แววตาของเขามีความเย็นชาฉายชัดขึ้นมาวูบหนึ่ง มิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากระชับมือที่กุมกับมู่หรงเซียนแน่นขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังจนนางต้องหันมามอง “มาได้ก็ดี... ข้ากำลังอยากลองทดสอบดูพอดีว่า ค่ายกลกระบี่ผสมผสานชุดแรกในใต้หล้า จะเด็ดหัวสุนัขมารสักตัวได้หรือไม่” ฉับพลันนั้น ประตูหินหนักหมื่นชั่งของห้องโถงลับก็ถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่ว ร่างมหึมาของบุรุษชุดดำผู้หนึ่งก้าวเข้ามา พร้อมกับกลิ่นอายโลหิตที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ และในวินาทีที่แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญผู้นั้น ดวงตาของฉินอวี้ก็หรี่แคบลงทันทีเมื่อตระหนักว่า... นี่มิใช่การบุกรุกธรรมดา แต่มี ‘หนอนบ่อนไส้’ ภายในสำนักที่เปิดทางให้มันเข้ามา! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพอันลึกล้ำนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%