"ศิษย์น้องสี่... เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนักที่กล้าชักนำ 'หมาป่าโลหิต' เข้ามาเหยียบย่ำถึงแดนต้องห้ามสำนักกระบี่เหมันต์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำดั่งระฆังสำริดกังวานขึ้น ท่ามกลางเศษหินและฝุ่นตลบอบอวล ฉินอวี้มิได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ร่างโปร่งบางในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาหยัดยืนอย่างมั่นคง ดวงตาสีดำสนิทดั่งห้วงดาราปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงประกายเยือกเย็นที่สะท้อนเงาของบุรุษชุดดำรูปร่างกำยำผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า
บุรุษผู้นั้นหัวร่อฮี่ฮ่าในลำคอ เสียงหัวเราะแหบพร่าบาดหูราวกับเสียงโลหะเสียดสีกัน มันคือ 'เฟิงอวิ๋น' รองเจ้าสำนักฝ่ายนอก ผู้มีศักดิ์เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเหล่าศิษย์สายตรง แต่ในยามนี้ รัศมีรอบกายของเขากลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายมารโลหิตอันชั่วร้าย
"ฉินอวี้... เจ้ามันก็แค่ไอ้ขยะไร้ลมปราณที่อาศัยเล่ห์กลยันต์อักขระประจบสอพลอเจ้าสำนักมู่หรง วันนี้ต่อให้เจ้าฉลาดเป็นกรดสักเพียงใด ก็มิอาจหนีพ้นความตายไปได้!" เฟิงอวิ๋นแผดเสียงก้อง แววตาดุจเหยี่ยวจ้องมองไปยังแผ่นหลังของฉินอวี้ด้วยความริษยาและเคียดแค้นชิงชังที่สะสมมานานแรมปี
ในยุทธภพนี้ ผู้คนต่างบูชาพลังลมปราณและการฝึกฝนกระบี่จนบรรลุขอบเขตเซียน แต่น้อยคนนักจะล่วงรู้ว่า 'กฎสวรรค์' แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนด้วยระเบียบแห่งอักขระและค่ายกล ฉินอวี้ผู้ไม่มีจุดตันเตียนสำหรับหลอมรวมลมปราณ กลับใช้ปัญญาและสัจธรรมแห่งฟ้าดินถักทอเส้นด้ายพลังขึ้นมาด้วยมือเปล่า
*ฉู่ว์!*
กระบี่เหล็กกล้าในมือของเฟิงอวิ๋นถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ประกายแสงสีเลือดสาดส่องตัดความมืดมิดของห้องโถงลับจนน่ากลัว ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานเข้าใส่ฉินอวี้หมายผ่าร่างออกเป็นสองซีกในกระบวนท่าเดียว
ทว่า ฉินอวี้เพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน นิ้วมือเรียวยาวดั่งหยกขาวสะบัดออกไปอย่างไร้ซุ่มเสียง
"ตื่น!"
สิ้นคำประกาศิตนั้น อากาศรอบกายพลันบิดเบี้ยว แผ่นศิลาโบราณใต้ฝ่าเท้าของเฟิงอวิ๋นเรืองแสงสีทองเรืองรองขึ้นมาเป็นตาข่ายอักขระนับพันตัว ค่ายกล 'ผนึกดาราดับศศิธร' ที่ฉินอวี้แอบวางไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถง พลทำงานเต็มรูปแบบในพริบตา!
*เปรี้ยง! เปรียง! เปรียง!*
แรงกดดันมหาศาลดั่งขุนเขาไท่ซานกดทับลงบนร่างของเฟิงอวิ๋นทันที ปราณกระบี่สีเลือดที่พุ่งเข้ามาเมื่อครู่ถูกพลังอักขระหักเหและบดขยี้จนสลายกลายเป็นละอองแสง เฟิงอวิ๋นใบหน้าเปลี่ยนสีจากแดงก่ำกลายเป็นเขียวคล้ำ เขารู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างกำลังจะแตกละเอียด ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งสวรรค์
"อ๊ากกก... นี่มันวิชาอักขระบ้าบออะไรกัน!" เฟิงอวิ๋นคำรามด้วยความเจ็บปวด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก เหลือเชื่อว่าเด็กหนุ่มผู้ไม่มีลมปราณจะสามารถสร้างเขตอาคมที่กดขี่ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมวิญญาณได้ถึงเพียงนี้
ฉินอวี้ก้าวเดินเข้าไปใกล้ชิดขึ้นทีละน้อย ฝีเท้าของเขามั่นคงและสง่างาม น้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลังอำนาจ กดดันจิตใจของทรพักตร์ผู้นั้นให้ดิ่งลงสู่ห้วงเหวลึก
"วิชากระบี่ของสำนักกระบี่เหมันต์ เน้นความบริสุทธิ์และคุณธรรมแห่งใจ แต่วิญญาณของเจ้ากลับแปดเปื้อนโลหิตของพี่น้องร่วมสำนัก ทรยศต่ออาจารย์และป้ายวิญญาณบรรพชน เฟิงอวิ๋น... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า อำนาจของมารโลหิตจะช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากเงื้อมมือแห่งกรรมตามสนองไปได้?"
"หุบปาก!" เฟิงอวิ๋นตวัดกระบี่ต้านทานแรงกดดันสุดชีวิต พยายามฝืนยกปลายกระบี่ชี้หน้าฉินอวี้ "ต่อให้เจ้ามีค่ายกลวิเศษปานใด แต่ในสำนักตอนนี้... กำลังภายในของข้าหาได้โดดเดี่ยวไม่!"
ฉินอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างภายนอกห้องโถง
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศภายในห้องก็พลันเย็นยะเยือกจนถึงขีดสุด อุณหภูมิลดฮวบลงนับสิบองศาในชั่วลมหายใจ กลิ่นอายกระบี่อันบริสุทธิ์ เย็นชา และสูงส่งจนผู้คนต้องสั่นสะท้านแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณ
เงาร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะบริสุทธิ์ ปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าห้องโถงราวกับเทพเซียนผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ เส้นผมสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกสยายยาวเคลียแผ่นหลัง ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ที่ติ ทว่าเรียบเฉย เย็นชา และไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าในดวงงเนตรคู่นั้นกลับฉายแวววาวประกายสังหารที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด
"มู่หรง... เซียน..." เฟิงอวิ๋นใบถอดสีซีดเผือด ยามเมื่อเห็นเจ้าสำนักผู้เร้นกายฝึกตนมาตลอดสิบปีปรากฏตัวต่อหน้า
แต่นางมิได้ชายตามองเฟิงอวิ๋นแม้แต่หางตา ร่างบางก้าวเดินผ่านกลุ่มควันและค่ายกลอักขระเข้ามาอย่างแผ่วเบาราวกับเดินอยู่บนปุยเมฆ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิก ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของฉินอวี้กระตุกวูบ คือสายตาคู่ที่มักจะเย็นชาต่อคนทั้งหล้า ยามนี้กลับทอดมองมาที่เขาด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งงบ
มู่หรงเซียนหยุดยืนเคียงข้างฉินอวี้ ระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือสัมผัส นางมิได้กล่าววาจาใดๆ กับเขา แต่กระบี่หิมะครามในมือของนางกลับสั่นระริกเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะปกป้องบุรุษผู้นี้ด้วยชีวิต
"ศิษย์พี่เฟิง..." น้ำเสียงของมู่หรงเซียนหวานใสดั่งธารน้ำแข็ง แต่วาจานั้นกลับเย็นเยียบดั่งคมมีดที่กรีดลงบนกระดูก "เจ้ากินข้าวแดงแกงร้อนของสำนักมาเนิ่นนาน เหตุใดจึงเลือกเส้นทางที่ไร้ซึ่งทางกลับเช่นนี้?"
เฟิงอวิ๋นกัดฟันกรอด เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ภายใต้แรงกดดันจากค่ายกลของฉินอวี้และรัศมีปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ของมู่หรงเซียน เขารู้สึกว่าตนเองเป็นดั่งมดปลวกที่รอวันถูกบี้ขยี้
"ฮ่าๆๆๆ... เจ้าสำนักมู่หรง! ท่านคิดว่าท่านเก่งกาจนักหรือ? สำนักกระบี่เหมันต์ในตอนนี้หาได้เป็นของท่านผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว!" เฟิงอวิ๋นแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่เขาจะควักป้ายหยกสีดำทมิฬชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วบดขยี้มันลงบนพื้นดินอย่างแรง!
*เปรี้ยงงงง!*
ท้องนภายามราตรีเหนือสำนักกระบี่เหมันต์พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดมหึมา สายฟ้าสีม่วงเข้มคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนผืนแผ่นดิน แรงกดดันระดับขอบเขตกำเนิดเทพเจ้าพวยพุ่งทะลักเข้ามาจากนอกประตูสำนักอย่างไร้ความปรานี
ดวงตาของมู่หรงเซียนหรี่แคบลงเป็นครั้งแรก นางขยับตัวก้าวมาบังเบื้องหน้าของฉินอวี้โดยสัญชาตญาณ กระบี่หิมะครามในมือชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง ประกายแสงเจิดจรัสสะท้อนความเด็ดเดี่ยว
และในวินาทีนั้นเอง เสียงคำรามกึกก้องราวกับอสูรกายบรรพกาลก็ดังทะลุผ่านม่านค่ายกลป้องกันสำนักเข้ามา พร้อมกับเงาร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเท้าข้ามผ่านซากประตูเข้ามา... บุคคลที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสามร้อยปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของผมด้วยดีเสมอมาครับ - หมึกทองคำข้ามภพ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 15
ศิษย์พี่จอมบงการ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!