ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 13

ปริศนาตราประทับสวรรค์

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"อักขระเจ็ดสหายสะท้อนเงา... กำลังถูกแผดเผาจากภายใน" เสียงกระซิบที่ลอดผ่านริมฝีปากของฉินอวี้แหบพร่าและสั่นเทาเล็กน้อย ทว่าแววตาทั้งคู่กลับคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในฝักไม้เก่าคร่ำคร่า เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากมนของชายหนุ่ม ไหลหยดลงตามแนวสันกรามคมสัน สะท้อนแสงสีครามเรืองรองที่เปล่งออกมาจากแผ่นอกเปลือยเปล่าของตนเอง ในยามนี้ ร่างกายของเขาไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหนังมังสาธรรมดาอีกต่อไป หากแต่เปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่ถูกตวัดด้วยพู่กันแห่งสวรรค์ เส้นสายสีทองและอักขระโบราณนับพันตัวกำลังดิ้นพล่านอยู่ใต้ผิวหนัง ราวกับมีชีวิตและกำลังพยายามแหวกว่ายออกมาจากพันธนาการแห่งกาลเวลา เบื้องหน้าของเขาคือความเงียบงันอันหนักอึ้ง มู่หรงเซียน เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ผู้สง่างามดั่งเทพเซียนไร้ใจ ยืนนิ่งสนิทอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวเล็กน้อยตามแรงกระแสลมปราณรอบกายที่แปรปรวน ทว่าดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี กลับสั่นไหวระริกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางยื่นมือเรียวดุจหยกสลักออกไปอย่างช้าๆ ปลายเรียวนิ้วสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสลงบนผิวเนื้อบริเวณหน้าอกของฉินอวี้ที่ร้อนระอุราวกับเตาหลอมโลหะ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส กระแสความเย็นยะเยือกจากวิชาเหมันต์ร้อยปีของนางก็ถูกถ่ายเทเข้าไปเพื่อระงับความร้อนระอุ ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความร้อนรุ่ม คือภาพที่ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ชั้นผิวหนังของชายหนุ่ม ลึกลงไปในจุดตันเถียนที่ควรจะว่างเปล่าสำหรับผู้ไร้พรสวรรค์ด้านลมปราณ กลับมีวัตถุลึกลับชิ้นหนึ่งฝังรากลึกอยู่... ตราประทับสีทองหม่นขนาดเท่ากำปั้น ที่สลักลวดลายสัตว์ประหลาดโบราณสี่ทิศและอักขระสวรรค์ที่ไม่เคยมีบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพใดๆ มันกำลังหมุนวนช้าๆ และในทุกๆ รอบของการหมุน มันได้ดูดกลืนพลังฟ้าดินรอบกายเข้ามาเป็นของตนเองอย่างบ้าคลั่ง! "นี่มัน... ไม่ใช่ลมปราณของเจ้า" มู่หรงเซียนเอ่ยขึ้น เสียงของนางแหบพร่าและเย็นเยียบกว่าทุกครา ลมหายใจของนางสะดุดไปวูบหนึ่งเมื่อตระหนักถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัว "ตราประทับนี้... มันกำลังใช้ร่างของเจ้าเป็นค่ายกลกักขังเพื่อผนึกบางสิ่งบางอย่าง... หรือบางที... เจ้าอาจเป็นเพียง 'ภาชนะ' ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่เจ้าเกิด" ฉินอวี้แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้ความเจ็บปวดจากการถูกแผดเผาภายในจะเสียดแทงลึกถึงกระดูกดำ "ภาชนะกระนั้นหรือ? ต่อให้เป็นเงื้อมมือของสวรรค์ หากต้องการใช้ชีวิตของฉินอวี้ผู้นี้เป็นเบี้ยเดินกระดาน มันก็ต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนสาหัสเช่นกัน" เขากัดฟันกรอด ฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นทาบลงบนหน้าอกของตนเองเพื่อกดจุดชีพจรผนึกปราณ แม้จะรู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นเพียงการยื้อเวลาอันน้อยนิดก็ตาม ปัญญาและวิชาค่ายกลที่เขาฝึกฝนมาตลอดชีวิตกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบในหัว สมองของเขาทำการคำนวณโครงสร้างของอักขระบนตราประทับนั้นอย่างบ้าคลั่ง 'ตราประทับสวรรค์เก้าทิศ... ไม่ผิดแน่! นี่คือค่ายกลบรรพกาลที่สูญหายไปเมื่อหมื่นปีก่อน มันถูกใช้เพื่อคุมขัง 'วิญญาณแห่งบรรพจารย์' หรือไม่ก็... พลังที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้' ฉินอวี้คิดในใจ ดวงตาเป็นประกายวับด้วยความตื่นรู้ผสมผสานกับความอันตราย มู่หรงเซียนมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่ม หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกแปลกประหลาดที่นางไม่เคยรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัวสูญเสีย หรือความปรารถนาที่จะปกป้องเขาด้วยชีวิต กำลังกัดกินความเย็นชาที่นางสะสมมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียร นางไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่ากฎเกณฑ์ของสำนักกระบี่เหมันต์จะบัญญัติไว้ว่าอย่างไร นางไม่สนว่ายุทธภพจะมองว่านางเป็นมารหรือเซียน มือเรียวงามของนางสอดประสานเข้ากับมือของฉินอวี้ที่ทาบอยู่บนหน้าอก พลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์สายหนึ่งพวยพุ่งออกจากฝ่ามือของนาง หลอมรวมเข้ากับกระแสเลือดและเส้นชีพจรของชายหนุ่มโดยตรงเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้ง ความเย็นและIความร้อนปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดัง 'ฉี่' ราวกับหยดน้ำกระทบบนเตาไฟ ร่างกายของทั้งสองสั่นสะท้านพร้อมกัน "อย่าฝืน... เจ้าจะควบคุมมันลำพังไม่ได้" มู่หรงเซียนกล่าวเสียงเครียด ดวงตาคู่สวยมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาของนางในยามนี้เต็มไปด้วยความห่วงใยที่ยอมจำนนต่อหัวใจตนเองอย่างสิ้นเชิง "ข้าจะช่วยเจ้าแบกรับครึ่งหนึ่ง หากวันนี้เจ้าต้องดับสูญ... ข้ามู่หรงเซียนก็จะขอติดตามดวงวิญญาณของเจ้าไปสู่ปรภพ ไม่ขอมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนยอดเขาเหมันต์อีกแม้แต่วินาทีเดียว" คำพูดของนางเรียบง่าย ทว่าทรงพลังยิ่งกว่ากระบี่วิเศษเล่มใดในใต้หล้า มันคือคำปฏิญาณแห่งความรักและความตายที่สลักลงในห้วงวิญญาณ ฉินอวี้ชะงักไปเล็กน้อย เขามองหญิงสาวผู้สง่างามเย็นชาที่บัดนี้ยอมทุ่มเททุกสิ่งเพื่อเขา ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในอกท่ามกลางเปลวเพลิงที่แผดเผา เขายกมืออีกข้างขึ้นสัมผัสแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างทะนุถนอมเป็นครั้งแรก ปัดปอนหยาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผมของนางแผ่วเบา "เซียนเอ๋อร์... เจ้าช่างโง่เขลานัก" ฉินอวี้ระบายยิ้มอ่อนโยนที่หาดูได้ยากยิ่ง "ข้ายังไม่อยากตาย และยังไม่อนุญาตให้ความตายพรากเจ้าไปจากอ้อมแขนนี้... ในเมื่อสวรรค์มอบตราประทับนี้มาให้ข้า เช่นนั้นข้าก็จะใช้ปัญญาของข้า... หลอมรวมมันเป็นอาวุธสำหรับพวกเรา!" สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม เขาก็สะบัดนิ้วมือวาดอักขระกลางอากาศอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด เลือดสดๆ ที่ไหลซึมออกมาจากปลายนิ้วถูกใช้เป็นหมึกวาดค่ายกลย้อนกลับ ทันใดนั้น ตราประทับสีทองหม่นในอกของฉินอวี้ก็ส่งเสียงคำรามกึกก้องราวกับอสุนีบาตฟาดลงกลางใจภพ แสงสีทองสว่างวาบจนกลบรัศมีทุกสิ่งในห้องโถงลับจนหมดสิ้น พลังงานมหาศาลระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม แรงกระแทกมหาศาลซัดร่างของทั้งคู่กระเด็นชนกำแพงหินศิลาโบราณจนแตกละเอียด ทว่าในวินาทีที่วิกฤตถึงขีดสุดนั้นเอง... ปัง! ผนังชั้นในสุดของห้องโถงลับที่ควรจะเป็นทางตัน กลับพังทลายลงมาอย่างไร้สาเหตุ เผยให้เห็นทางเดินทอดยาวสู่ความมืดมิดที่ลึกเข้าไปในใจกลางภูเขา และที่ปลายสุดของความมืดนั้น มีเงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังยืนหันหลังให้ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงจากขุมนรก "ฮ่าๆๆๆ... ในที่สุด ตราประทับสวรรค์ก็ตื่นขึ้นแล้ว... ข้ารอวันนี้มาสามร้อยปีเต็ม!" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมา ณ ที่นี้นะครับ - หมึกทองคำข้ามภพ -
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%