บันทึกชันสูตรวิญญาณ: เมื่อเหตุผลทางวิทยาศาสตร์พ่ายต่อรอยเลือดอาถรรพ์•ตอนที่ 13

สายใยที่ถักทอ

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
แรงกดอากาศภายในห้องทดลองวิญญาณปฐพีระดับ SSS ลดต่ำลงจนแก้วหูของผมปวดแปลบ ผนังศิลาจารึกรอบด้านบีบตัวเข้าหากันอย่างเชื่องช้า ทว่าไร้ซึ่งความปรานี ราวกับบานพับของหีบศพโบราณที่กำลังปิดผนึกร่างของผมให้อยู่ในสุสานชั่วนิรันดร์ ตัวเลขดิจิทัลสีแดงฉานบนอากาศลอยเด่นเคาท์ดาวน์ถอยหลัง... *04:12... 04:11...* ลมหายใจของผมติดขัด เม็ดเหงื่อกาฬไหลย้อยลงตามกรอบหน้า ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูอาคมนับร้อยดอก ความรู้ทางวิศวกรรมโครงสร้างและฟิสิกส์ที่ผมยึดมั่นมาตลอดชีวิตพังทลายลงสิ้น ณ เบื้องหน้าความจริงอันโหดร้าย—ที่นี่ไม่มีทางออกเชิงกลศาสตร์ ไม่มีสมการทางคณิตศาสตร์ใดคำนวณหาแรงต้านทานของอาคมระดับนี้ได้ "อย่าเพิ่งปล่อยให้ความกลัวมาปิดกั้นการไหลเวียนของจักระในตัวคุณครับ, แทนคุณ" เสียงที่เยือกเย็นแต่มั่นคงดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล รินรดาปรากฏกายเบื้องหน้าผมราวกับสายหมอกยามวิกาล เธอยืนหยัดเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลที่กำลังบีบอัดห้องทดลองนี้อย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงตาสีรัตติกาลของเธอนิ่งสนิท ทว่าประกายในแววตากลับคมกริบยิ่งกว่าใบมีดผ่าตัด "รินรดา! ออกไปซะ... ที่นี่มันอันตรายเกินไป คุณไม่น่าเสี่ยงเข้ามาเลย!" ผมตะโกนแข่งกับเสียงคำรามต่ำๆ ของอาคมที่สะท้อนก้องจากผนังศิลา "ถ้าฉันไม่อยู่... คุณคงกลายเป็นส่วนหนึ่งของผนังศพพวกนี้ไปนานแล้วครับ" เธอกล่าวสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผมต้องชะงัก รินรดาก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอย่างรวดเร็ว ปลายเรียวนิ้วเย็นเฉียบแตะลงที่กลางแผ่นหลังของผมทันที "หลับตาลง แล้วสัมผัสจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง... ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์ แต่ในฐานะภาชนะที่พลังงานไหลผ่าน" ความเย็นวาบแผ่ซ่านจากจุดสัมผัสแล่นพล่านไปทั่วกระดูกสันหลัง ความเจ็บปวดจากการถูกบีบอัดมิติเมื่อครู่ราวกับถูกบรรเทาลงด้วยกระแสพลังงานสายหนึ่งที่เธอถ่ายทอดเข้ามา นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ในนิยายแฟนตาซี แต่มันคือ "ระบบระเบียบของพลังงาน" ที่มีโครงสร้างและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดไม่แพ้วิชาชีพวิศวกรรมที่ผมร่ำเรียนมา "จำไว้... ไสยเวทไม่ใช่เรื่องของความงมงาย แต่มันคือการอ่านรหัสและการแทรกแซงโครงสร้างที่ตามองไม่เห็น" รินรดากระซิบข้างหู น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังและเป็นระเบียบราวกับอาจารย์กำลังบรรยายในห้องเรียนเลคเชอร์ "โครงสร้างของ 'หัวใจแห่งอาคม' ตรงหน้าเราถูกสร้างขึ้นด้วยวงจรยันต์โบราณ 5 ชั้น มันมีความซับซ้อนคล้ายกับระบบโครงสร้างสะพานแขวน... จุดอ่อนของมันไม่ได้อยู่ที่ใจกลาง แต่มอยู่ที่ 'จุดรับแรงเฉือน' บริเวณฐานศิลาทิศหรดี" ผมลืมตาขึ้น มองตามปลายนิ้วมือของรินรดาที่ชี้ไปยังมุมห้อง ทันทีที่เนตรอาคมของผมเปิดใช้งานอย่างเต็มที่ภายใต้การชี้นำของเธอ ภาพของห้องทดลองก็เปลี่ยนไป เส้นแสงสีชาดนับพันเส้นโยงใยถักทอเป็นตาข่ายยักษ์กักขังวิญญาณ และที่มุมทิศหรดีนั้น มีจุดพลังงานสีดำทมิฬกำลังเต้นตุบๆ ราวกับก้อนเนื้อที่มีชีวิต—นั่นคือหัวใจหลักของอาคมเขตแดนนี้ *02:15... 02:14...* เวลาเหลือน้อยเต็มที แรงกดดันมหาศาลทำให้เข่าของผมทรุดฮวบลงกับพื้น แต่รินรดาเอื้อมมือมาประคองไหล่ผมไว้แน่น แรงกดดันที่เธอกดลงมาบนตัวผมไม่ได้เป็นการจำกัดอิสรภาพ แต่เป็นการส่งถ่ายพลังงานเพื่อปรับจังหวะคลื่นสมองของผมให้สอดคล้องกับคลื่นอาคมเบื้องหน้า "ผมต้องทำยังไงครับ?" ผมถาม ลมหายใจหอบกระชั้น "ดึงสมาธิของคุณไปที่ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลาง... รวบรวมกระแสพลังงานในตัวที่นิ่งสงบที่สุด ส่งมันออกไปเหมือนการตอกเสาเข็มลงบนชั้นดินอ่อน อย่าใช้แรงปะทะ แต่ให้ใช้ 'การแทรกซึม' เข้าไปทำลายจุดเชื่อมต่อโครงสร้าง" รินรดาสั่งการอย่างเฉียบขาด สายตาของเธอจับจ้องที่เป้าหมายไม่วางตา "ทำตามที่ฉันบอก... เราจะทะลวงมันไปด้วยกัน" ผมสูดหายใจเข้าลึก, ปิดกั้นเสียงหวีดหวิวรอบตัว ตัดความกลัวออกไปจากสมอง เหลือไว้เพียงตรรกะและการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างที่เฉียบคม—*มุมองศาที่สิบหี่... แรงต้านทานต่ำสุด... จุดเชื่อมต่อความหนาแน่นปานกลาง...* ผมพุ่งปลายนิ้วออกไปข้างหน้าอย่างแม่นยำ พร้อมกับที่รินรดายกมือขึ้นประสานอินทร์ร่ายอาคมเสริมกำลังหนุนหลัง ประจุพลังงานสีทองอร่ามพุ่งทะยานออกจากฝ่ามือของเธอห่อหุ้มปลายนิ้วของผมไว้ ราวกับหัวเจาะไฮดรอลิกอันทรงพลังที่เคลือบด้วยอักขระโบราณ *เปรี้ยงงงงง!* เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนจากการทำลายล้างกวาดเอาเศษฝุ่นละอองและรอยร้าวบนผนังศิลาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ โครงสร้างตาข่ายสีชาดที่เคยปิดตายสั่นกระพืออย่างรุนแรง ก่อนจะปริแตกออกเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ และ... *[ประกาศระบบ: ตรวจพบการทำลาย "หัวใจแห่งอาคม" สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด]* *[เขตแดนต้องห้าม: ห้องทดลองวิญญาณปฐพี (ระดับ SSS) ถูกปลดล็อก]* *[เงื่อนไขรอดชีวิตเสร็จสิ้น: ผู้เล่นได้รับค่าสถานะความเข้ากันได้กับไสยเวทเพิ่มขึ้น +35%]* แสงสีขาวสว่างวาบจนแสบตาพุ่งทะลักผ่านรอยแยกของผนังศิลา กลืนกินความมืดมิดทั้งหมดภายในห้องทดลองจนสลายหายไปในพริบตา เมื่อแสงสว่างจางลงและทัศนียภาพกลับคืนสู่ความปกติ ผมหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นหินเย็นเฉียบ เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ รินรดายืนอยู่ข้างๆ เธอกวาดสายตามองรอบห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่ามีร่องรอยของความโล่งอกฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น "คุณทำได้ดีมากครับ สำหรับการฝึกภาคสนามครั้งแรก" เธอกล่าวเรียบๆ พร้อมยื่นมือเรียวบางมาเบื้องหน้าเพื่อฉุดดึงผมให้ลุกขึ้นยืน ผมเอื้อมมือไปจับมือของเธอแล้วดึงตัวลุกขึ้นยืน ความรู้สึกอุ่นซ่านจากฝ่ามือของเธอยังคงหลงเหลืออยู่ แม้ว่าภัยอันตรายระดับ SSS จะเพิ่งผ่านพ้นไป แต่มันกลับทิ้งความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างเราไว้—สายใยแห่งความเป็นตายที่ถูกถักทอขึ้นจากความเชื่อใจและวิชาไสยเวท "ขอบคุณครับ... รินรดา ถ้าไม่ได้คุณ ผมคงกลายเป็นซากศพฝังผนังไปแล้วจริงๆ" ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ พร้อมกับปัดฝุ่นตามตัว "ไม่ต้องขอบคุณหันทวีหรอกครับ เพราะนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น" รินรดากล่าวเสียงเรียบ เธอหันกลับไปมองยังทางเดินมืดมิดเบื้องหน้าที่เพิ่งเปิดออกจากการทำลายล้างเขตแดน "เพราะดูเหมือนว่า... สิ่งที่เราเพิ่งทำลายไปเมื่อครู่ จะเป็นแค่ประตูบานแรกของสถานที่ที่น่ากลัวกว่านั้น" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงลากโซ่ตรวนดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องลึกของทางเดินลับ พร้อมกับกลิ่นอายของความตายที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมแผ่ซ่านเข้ามาในบรรยากาศ รินรดาชะงักฝีเท้า สีหน้าที่เคยเยือกเย็นมาตลอดกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเงาร่างปริศนาร่างหนึ่งก้าวพ้นความมืดออกมาปรากฏต่อหน้าเรา... ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครทุกตัวในทุกบรรทัดนี้นะครับ - เข็มทิศมองวิญญาณ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกชันสูตรวิญญาณ: เมื่อเหตุผลทางวิทยาศาสตร์พ่ายต่อรอยเลือดอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%