กลิ่นอับชื้นของกระดาษไขและหมึกพิมพ์ราคาถูก คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดจนขึ้นคราบ แทนคุณใช้ปลายนิ้วมือข้างหนึ่งกดขยับกรอบแว่นสายตา ขณะที่มืออีกข้างกำลังใช้ด้ามปากกาหมึกซึมเคาะลงบนโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ—ทีละครั้ง สองครั้ง สามครั้ง—ดั่งเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลังสู่ความจริงอันน่าสะพรึงกลัว
"คุณกำลังใช้ตรรกะทางวิศวกรรมมาอธิบายสิ่งที่แม้แต่ตำราโบราณยังส่ายหน้า"
เสียงหวานแต่เย็นเยียบของรินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดินของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากม้วนกระดาษแปลนแปลกประหลาดที่กางอยู่บนโต๊ะยาว ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบหน้าม้ายังคงจดจ้องอยู่กับเส้นสายลายเส้นทางสถาปัตยกรรมที่ดูราวกับเขาวงกตมากกว่าแผนผังอาคารพาณิชย์ทั่วไป
"เพราะโลกนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ รินรดา" แทนคุณตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย พยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวเล็กๆ ในอก "รอยร้าวที่ฐานรากของอาคาร 'ศิรินทร์ทาวเวอร์' ไม่ได้เกิดจากแรงอาฆาตของวิญญาณเร่ร่อน แต่มันเกิดจากการคำนวณโมเมนต์ดัดที่ผิดพลาดของวิศวกรผู้ออกแบบต่างหาก... อย่างน้อย นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองมาตลอด"
เขาก้มลงมองแผ่นพิมพ์เขียวแผ่นสุดท้าย ซึ่งเป็นแปลนโครงสร้างชั้นที่สิบสาม ชั้นที่ถูกเว้นว่างไว้ในเอกสารราชการ แต่กลับถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในเอกสารลับชุดนี้
ในฐานะวิศวกรโครงสร้าง แทนคุณคุ้นเคยกับเส้นร่างเหล่านี้ดี เส้นทึบคือคานคอนกรีต เส้นประคือแนวท่อประปาและสายไฟ ส่วนเส้นกากบาทคือเสาเข็มรับน้ำหนัก แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวาบจนต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ คือ 'สัญลักษณ์' ที่แทรกตัวอยู่ตามจุดอับสายตาของแปลนตึกเหล่านี้
มันไม่ใช่สัญลักษณ์ทางวิศวกรรมมาตรฐานสากล
แทนคุณหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องอย่างละเอียด เส้นสายสีดำที่ควรจะเป็นผนังปูนฉาบเรียบ กลับถูกแทรกด้วยอักขระขอมโบราณขนาดจิ๋วที่เขียนด้วยหมึกแดงซ้อนทับลงไปอย่างแนบเนียน หากมองด้วยตาเปล่าในยามแสงปกติ มันจะกลืนไปกับลายเส้นพิมพ์เขียวจนดูเหมือนเป็นรอยเปื้อนของหมึกพิมพ์ แต่เมื่อเนตรอาคมในตัวของแทนคุณตื่นตัว—แม้เขาจะพยายามปิดกั้นมันมาตลอด—อักขระเหล่านั้นกลับเรืองแสงสีชาดจางๆ ขึ้นมาในมโนสำนึก ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนที่บาดลึกโสตประสาทจนเขาต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
"คุณเห็นมันแล้วใช่ไหมครับ... สารวัตร" แทนคุณเงยหน้าขึ้น พลางส่งกระดาษแผ่นนั้นให้ชายร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงผนังอยู่มุมห้อง
สารวัตรกวินรับม้วนกระดาษมาพินิจพิเคราะห์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นายตำรวจหนุ่มถอนหายใจยาว พลางคลี่กระดาษออกให้กว้างขึ้น นิ้วหยาบกร้านลูบไปตามรอยเส้นประบริเวณเสาหลักของโครงสร้าง "ผมไม่ใช่นักไสยเวทแบบคุณ แทนคุณ และสารภาพตามตรงว่าผมยังไม่เชื่อเรื่องผีสางอะไรนั่น... แต่ในฐานะตำรวจที่ผ่านคดีฆาตกรรมมาโชกโชน ผมบอกได้ทันทีว่า เส้นสายพวกนี้มันถูกวางผังไว้ราวกับ 'ค่ายกล' มากกว่าจะเป็นแปลนตึกเพื่ออยู่อาศัย"
"ถูกต้องครับ" รินรดาเสริม น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่ทรงพลัง "ไม่ใช่แค่ค่ายกลธรรมดา แต่มันคือ 'ยันต์ตะขาบดูดวิญญาณ' โครงสร้างตึกทั้งหลังถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นเสมือนมหาสถูปกักขังพลังงานชีวิต ทุกครั้งที่มีคนก้าวเท้าเข้ามาในอาคารนี้ แรงกดทับของโครงสร้างจะถูกดึงดูดเข้าหาจุดศูนย์กลาง ซึ่งก็คือห้องใต้ดิน... ที่ที่เรากำลังยืนอยู่"
บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงถนัดตา ราวกับอุณหภูมิรอบกายลดต่ำลงไปหลายองศาในชั่วพริบตาเดียว แสงไฟนีออนบนเพดานกะพริบไหวราวกับมันกำลังหายใจร่วมกับใครบางคนในห้องนี้
แทนคุณขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขากวาดสายตามองไปรอบห้องเก็บเอกสาร ปลายนิ้วสัมผัสกับขอบโต๊ะไม้เพื่อเรียกสติ "ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง แปลว่าการตายของคนงานก่อสร้างสามคนที่ตกลงมาจากชั้นสิบสามเมื่อเดือนก่อน ไม่ใช่อุบัติเหตุ... และไม่ใช่ความประมาท แต่เป็นการ 'สังเวย' เพื่อปลุกพลังงานบางอย่างให้เสร็จสมบูรณ์"
กวินหรี่ตาลง คมตาฉายแววเฉียบคมของนักสืบมืออาชีพ "ถ้าตึกนี้คือกับดัก แล้วใครคือคนสร้าง? และเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร?"
ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำตอบ เสียงกุกกักประหลาดก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูห้องเก็บเอกสาร เสียงนั้นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ แต่มันเป็นเสียงลากวัตถุหนักๆ บนพื้นปูน พร้อมกับเสียงโลหะเสียดสีกันดัง *เอี๊ยด... เอี๊ยด...* ชวนขนหัวลุก
รินรดาขยับตัวเข้ามาใกล้แทนคุณโดยสัญชาตญาณ มือเรียวบางดึงยันต์กระดาษสีเหลืองเก่าคร่ำครึออกจากอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายความระแวดระวังขั้นสุด "มีบางอย่างกำลังมา... และมันไม่ได้มาแบบแขกผู้มีเกียรติ"
แทนคุณสูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความหวาดกลัว เนตรอาคมที่เขาพยายามปิดตายมาตลอดถูกบังคับให้เปิดออกอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ก่อนที่โลกสีปกติจะถูกแทนที่ด้วยมิติสีเทามืดหม่น เส้นสายอักขระบนพิมพ์เขียวในมือของเขาเริ่มส่งเสียงหวีดหิวแหลมสูง และในวินาทีนั้นเองที่ประตูกระจกฝ้าของห้องเก็บเอกสาร ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนทาบทับลงมา
เงาร่างนั้นไม่มีศีรษะ... แต่มีรอยเลือดพุ่งทะลักออกมาจากลำคอราวกับน้ำพุ
กวินชักอาวุธปืนพกประจำกายออกจากซองอย่างคล่องแคล่ว ลำกล้องปืนเล็งตรงไปยังประตูห้องทันทีด้วยสัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แม้ในใจจะรู้ดีว่ากระสุนตะกั่วอาจไม่มีผลกับสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้ก็ตาม
"ถอยไปครับสารวัตร" แทนคุณก้าวขึ้นมาขวางหน้า พร้อมกับยกแผ่นพิมพ์เขียวขึ้นต้านทานแรงกดดันมหาศาลที่แผ่พุ่งเข้ามา "นี่ไม่ใช่คดีที่ใช้กฎหมายตัดสิน... แต่เป็นเรื่องที่เราต้องสะสางด้วยวิถีของวิศวกรผู้มองเห็นความลับหลังม่านความตาย"
เงาร่างไร้หัวที่อยู่เบื้องหลังประตูกระจกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่มือสีดำสนิทและยาวผิดมนุษย์จะค่อยๆ ยื่นออกมา วางแปะลงบนกระจกใสอย่างช้าๆ จนเกิดรอยร้าวเป็นทางยาว พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของทุกคนโดยไม่ได้ใช้เสียงเปล่งออกมา—
*"ยินดีต้อนรับสู่ชั้นที่สิบสาม... ผู้ร่วมสร้างคนต่อไป"*
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและก้าวข้ามขอบAเขตแห่งเหตุผลไปด้วยกันนะครับ
บันทึกชันสูตรวิญญาณ: เมื่อเหตุผลทางวิทยาศาสตร์พ่ายต่อรอยเลือดอาถรรพ์•ตอนที่ 7
คำสาปในพิมพ์เขียว
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกชันสูตรวิญญาณ: เมื่อเหตุผลทางวิทยาศาสตร์พ่ายต่อรอยเลือดอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!