“เจ้ากล้าดียังไงถึงคิดจะพาข้าออกไปในที่ที่ไร้การคุ้มกันเช่นนั้น!”
หลี่เยว่เล่อกระแทกพัดจีบลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม เสียงดัง ‘ปัง’ ก้องไปทั่วตำหนักลับที่มืดสลัว เธอจ้องมองชายหนุ่มเบื้องหน้าที่กำลังนั่งพินิจพิเคราะห์แผนที่กองทัพด้วยท่าทีเรียบเฉย ราวกับสิ่งที่เพิ่งเอ่ยออกมาเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศ
จ้าวหานตี้วางพู่กันในมือลงช้าๆ นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์ซ่อนเล็บเงยขึ้นสบตาหญิงสาว แสงเทียนวูบไหวสะท้อนความดุดันที่เขาซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากฮ่องเต้อ่อนแอ “ถ้าเจ้ายังหวังจะทวงคืนความยุติธรรมให้สกุลหลี่ การนั่งกางตำราอยู่ในวังหลวงที่มีแต่สายตาของตาแก่เหวินคอยจับจ้อง... เจ้าคิดหรือว่านั่นคือทางรอด?”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาใกล้จนหลี่เยว่เล่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากกายชายหนุ่ม “แม่ทัพซ่งเหยียนคือคนเดียวที่กุมกำลังพลนอกกำแพงเมืองไว้ครึ่งหนึ่ง หากเขารู้ความจริงว่าข้าไม่ได้เป็นหุ่นเชิดอย่างที่เสนาบดีเหวินป่าวประกาศ... หมากตานี้คือโอกาสเดียวที่เหลืออยู่”
หลี่เยว่เล่อแค่นยิ้ม มุมปากของเธอกระตุกเล็กน้อย “แม่ทัพซ่งเป็นคนซื่อตรง ถ้าเขารู้ว่าฮ่องเต้แอบหนีออกมาเพื่อพบเขาเพียงลำพังด้วยเหตุผลเรื่องการกู้บัลลังก์ เขาจะมองว่าท่านคือผู้มีวิสัยทัศน์ หรือคือเด็กน้อยที่เอาชีวิตมาทิ้งกันแน่เพคะ?”
“นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องมีเจ้าไปด้วย” จ้าวหานตี้ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นจนแทบไม่มีช่องว่าง “เจ้าเป็นคนเดียวที่รู้จุดอ่อนของตระกูลแม่ทัพซ่ง และเป็นคนเดียวที่รู้ว่าต้องพูดอย่างไรให้ขุนนางน้ำดีผู้นี้ ยอมถวายหัวให้เรา”
หอคอยลับในคืนนี้เงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของหลี่เยว่เล่อเต้นเป็นจังหวะที่หนักแน่น เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ขจัดความหวั่นเกรงในใจออกไป การปลอมตัวออกจากวังในครั้งนี้ไม่ต่างจากการเดินบนเส้นด้ายที่ถูกคมมีดเชือดเฉือนตลอดเวลา แต่มันคือโอกาสเดียวที่จะเปลี่ยนจากเบี้ยให้กลายเป็นขุน
...
ตลาดนัดยามวิกาลนอกกำแพงวังหลวงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจากโรงฆ่าสัตว์และกลิ่นอายความเสื่อมโทรมที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของราชธานี หลี่เยว่เล่อในชุดบุรุษผ้าแพรสีหม่น สวมหมวกปีกกว้างบดบังใบหน้าเกือบมิด เดินนำหน้าจ้าวหานตี้ที่อยู่ในคราบพ่อค้าหนุ่มผู้มั่งคั่งแต่ดูอ่อนต่อโลก
“อย่าทำตัวเด่นเกินไป” เธอสั่งผ่านไรฟัน เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มข้างกายยังคงกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยท่าทีสำรวจภูมิประเทศเหมือนกำลังตรวจตรากองทัพ
“ข้าอดไม่ได้ที่จะมอง” จ้าวหานตี้กระซิบตอบ “เสนาบดีเหวินบอกข้าเสมอว่าใต้เท้าของข้าคือแผ่นดินที่ร่มเย็น แต่สิ่งที่ข้าเห็นตอนนี้... มันคือความอดอยากที่รอวันระเบิด”
หลี่เยว่เล่อไม่ตอบ เธอหยุดเดินเมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมท้ายตลาดที่ดูทรุดโทรม ที่นี่คือจุดนัดพบที่เธอนัดหมายไว้กับสายสืบของแม่ทัพซ่ง ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็พุ่งวาบลงมาจากหลังคาด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ คนผู้นั้นสวมชุดสีดำสนิท มีเพียงดวงตาคู่คมที่จ้องมองมาอย่างระแวดระวัง
“ใครส่งพวกเจ้ามา?” เสียงแหบพร่าดังก้องออกมาจากใต้ผ้าคลุมหน้า
หลี่เยว่เล่อก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ไม่หลบเลี่ยงสายตา เธอหยิบป้ายหยกประจำตัวที่ได้รับมาจากบิดาชูขึ้นในอากาศ “บอกท่านแม่ทัพซ่งว่า ‘นกที่ถูกขังในกรงทอง กำลังรอวันสยายปีกพาท่านกลับสู่ความถูกต้อง’ ”
ชายชุดดำชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะผายมือเชิญให้เข้าไปด้านในอย่างนอบน้อม
ภายในห้องลับชั้นใต้ดินของโรงเตี๊ยม แม่ทัพซ่งเหยียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการรบ เขาสวมชุดเกราะอ่อนที่ดูเหมือนพร้อมจะสู้ศึกได้ทุกเมื่อ เมื่อเห็นชายหนุ่มที่เดินตามหลังหลี่เยว่เล่อเข้ามา ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
“ฝ่าบาท...” เสียงของแม่ทัพซ่งสั่นเครือ เขากำลังจะคุกเข่าลง แต่หลี่เยว่เล่อรีบส่งสัญญาณให้หยุด
“ท่านแม่ทัพ ท่านยังไม่ควรเปิดเผยตัวตนของฝ่าบาทตอนนี้” เธอกระซิบ “พวกเรามาที่นี่เพื่อถามความภักดีของท่าน... ว่าท่านยังเป็นแม่ทัพของแผ่นดิน หรือเป็นเพียงสุนัขรับใช้ของเสนาบดีเหวินที่คอยกุมบังเหียนท่านอยู่กันแน่!”
แม่ทัพซ่งเหยียนเงียบไปครู่ใหญ่ เขามองฮ่องเต้ที่ดูมีแววตาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ก่อนจะหันมามองหลี่เยว่เล่อด้วยสายตาที่ซับซ้อน “ข้าเฝ้ารอวันนี้มานานเกินไป... แต่น่าเสียดาย ที่ดูเหมือนข้าจะไม่ใช่คนเดียวที่อยากพบฝ่าบาทในคืนนี้”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที เสียงฝีเท้าหนักๆ นับสิบกำลังล้อมโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไว้ หางตาของหลี่เยว่เล่อเหลือบเห็นเงาตะคุ่มหลายสิบสายผ่านช่องว่างของหน้าต่างห้องใต้ดิน เธอรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาติดกับ!
จ้าวหานตี้ชักกระบี่พกออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ซ่งเหยียน... เจ้าไม่ได้เป็นคนแจ้งข่าวพวกมันใช่หรือไม่?”
แม่ทัพซ่งเหยียนก้มหน้าลงต่ำ เสียงของเขาหนักแน่น “ฝ่าบาท... คนของเสนาบดีเหวินอยู่ข้างบนนั้นแล้ว พวกมันบังคับให้ข้าเลือก ระหว่างความภักดีต่อบัลลังก์ กับชีวิตของครอบครัวที่ถูกจับเป็นตัวประกัน”
จ้าวหานตี้แค่นยิ้มพลางหันมามองหลี่เยว่เล่อ “ดูเหมือนค่ำคืนนี้จะยาวนานกว่าที่คิดนะ เล่อเอ๋อร์”
หลี่เยว่เล่อหยิบเข็มพิษออกมาจากแขนเสื้อ สายตาของเธอมุ่งมั่นไปยังประตูทางออก “ถ้าชีวิตนี้ต้องแลกด้วยการเปิดโปงความโสมมของพวกมัน... ก็ขอให้มันได้เห็นว่า ‘เหยื่อ’ ที่พวกมันคิดว่าเชื่องช้า แท้จริงแล้วคือคมมีดที่พร้อมจะเชือดคอพวกมันเสียเอง”
ทันใดนั้น ประตูห้องลับถูกถีบพังเข้ามาพร้อมกับกลุ่มนักฆ่าชุดดำที่ชักกระบี่ออกมาพร้อมกัน ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก ไม่ใช่จำนวนของนักฆ่า แต่เป็นร่างของชายชราในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ก้าวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกริม
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจจริงๆ” เสนาบดีเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บ “การพบกันของฮ่องเต้ผู้เงียบขรึมกับแม่ทัพผู้ทรยศ... น่าเสียดายที่ในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินนี้ บทสรุปของพวกเจ้าคงถูกบันทึกไว้ว่าเป็นการ ‘กบฏ’ ที่จบลงด้วยความตายเพียงเท่านั้น”
หลี่เยว่เล่อกระชับเข็มในมือแน่น หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึก เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการเริ่มต้นของสงครามที่ไม่มีวันหันหลังกลับ... ทว่าในจังหวะที่คมกระบี่ของเหล่านักฆ่าพุ่งเข้ามา จ้าวหานตี้กลับคว้าตัวเธอไปด้านหลังแล้วกระซิบด้วยเสียงที่ไร้ความกลัวว่า “อย่าตกใจ... เพราะคนที่จะตายในคืนนี้ ไม่ใช่พวกเรา”
หวังว่าตอนที่ 21 นี้จะถูกใจนักอ่านทุกท่านนะคะ หลิวเยี่ยนซีตั้งใจเขียนบทนี้ให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง หากมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถคอมเมนต์บอกกันได้เสมอค่ะ!
ม่านหมอกลับหยกบรรณาการ•ตอนที่ 21
การเดินทางนอกกำแพงวัง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับหยกบรรณาการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!