“ฝ่าบาท... การตัดสินใจเรื่องงบประมาณคลังหลวงครั้งนี้ หากพระองค์ยังดึงดันที่จะปรับลดส่วนแบ่งจากกองเสบียงหัวเมืองชายแดน เกรงว่ากลุ่มพ่อค้าผู้สนับสนุนราชสำนักคงจะไม่อาจยอมรับได้ อัครมหาเสนาบดีเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กที่ตอกลงบนฝ่ามือของบุรุษบนบัลลังก์”
จ้าวหานตี้มิได้โต้ตอบทันที เขาเพียงแต่วางพู่กันในมือลงช้าๆ เสียงไม้กระทบจานหมึกดัง ‘กริ๊ก’ ก้องไปทั่วท้องพระโรงที่เงียบเชียบจนน่าอึดอัด ดวงตาสีเข้มดุจก้นบึ้งของมหาสมุทรจ้องมองไปยังชายชราผู้กุมอำนาจล้นฟ้าเบื้องล่างด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
หลี่เยว่เล่อที่ยืนอยู่หลังม่านบังตาในฐานะอาลักษณ์หลวง ก้มหน้าต่ำลงซ่อนประกายตาสว่างวาบ นางรับรู้ได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของฮ่องเต้ นี่ไม่ใช่จ้าวหานตี้ผู้ถูกกักขังในกรงทองคนเดิมอีกต่อไป สิ่งที่นางเห็นในยามนี้ คือเสือที่ลับเล็บจนคมกริบรอคอยจังหวะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยว
“ท่านอัครมหาเสนาบดี...” จ้าวหานตี้เปรยขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างประหลาด “เราเพียงแค่สงสัยว่า... ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่ความอยู่รอดของแผ่นดินต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเหล่าพ่อค้า มากกว่าความอิ่มท้องของเหล่าทหารที่สละเลือดเนื้อปกป้องชายแดน?”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ อัครมหาเสนาบดีเหวินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปาก “ฝ่าบาททรงมีเมตตาจิต นั่นเป็นเรื่องดี แต่การบริหารแผ่นดินต้องใช้ ‘ความเป็นจริง’ ไม่ใช่ ‘อุดมการณ์’ พ่ะย่ะค่ะ”
“ความเป็นจริงของท่าน คือการปล่อยให้คลังหลวงว่างเปล่าในขณะที่คฤหาสน์ของท่านมีทองคำกองท่วมหัวเช่นนั้นหรือ?”
สิ้นคำถามนั้น ท้องพระโรงแทบหยุดหายใจ เหล่าขุนนางต่างก้มหน้าก้มตาตัวสั่นเทา ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง หลิวเยว่เล่อบีบมือตัวเองแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก จ้าวหานตี้กำลังเดิมพันด้วยชีวิต—เขากำลังเปิดหน้าสู้โดยไม่สนใจการเสแสร้งอีกต่อไป
เหวินอี้เหลียงเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ฉายแวววาวโรจน์ด้วยโทสะที่ถูกกดทับ “ฝ่าบาท... ทรงรับสั่งสิ่งใดออกมา ทรงทราบหรือไม่ว่าคำพูดเช่นนี้อาจทำลายความสงบสุขของราชสำนัก?”
“ความสงบสุข? หรือความสะดวกสบายของพวกท่านกันแน่?” จ้าวหานตี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่เคยดูอ่อนแอ บัดนี้ดูสง่างามและทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเดินลงมาจากบัลลังก์ช้าๆ ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนจังหวะแห่งหายนะสำหรับใครบางคน “เราเป็นฮ่องเต้ หรือเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ท่านปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการกันแน่?”
เขาหยุดยืนตรงหน้าอัครมหาเสนาบดีเหวิน ระยะห่างเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจทำให้หลี่เยว่เล่อแทบหยุดหายใจ นางก้าวออกมาจากหลังม่านเพียงเล็กน้อยเพื่อสังเกตการณ์ แววตาของนางประสานกับจ้าวหานตี้เพียงเสี้ยววินาที—นั่นคือสัญญาณที่นางรอคอย
“เยว่เล่อ” จ้าวหานตี้เรียกชื่อนางโดยไม่หันกลับไปมอง “อ่านฎีกาฉบับสุดท้ายที่ข้าให้เจ้าตรวจสอบเมื่อคืนนี้”
หลี่เยว่เล่อสูดหายใจเข้าลึก พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว นางหยิบม้วนกระดาษที่เตรียมไว้ออกมา นางรู้ดีว่าทันทีที่อ่านจบ สงครามกลางเมืองที่ซ่อนอยู่ใต้พรมจะถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่มีทางหวนคืน
“ฎีกาฉบับนี้... คือหลักฐานการลักลอบขนถ่ายเสบียงหลวงออกนอกด่านเพื่อขายให้กับศัตรูต่างเมือง โดยมีตราประทับของกรมคลังและลายเซ็นของบุตรชายอัครมหาเสนาบดีเหวินกำกับอยู่เจ้าค่ะ”
เสียงของนางกังวานและชัดเจน ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขุนนางที่เริ่มแตกตื่น อัครมหาเสนาบดีเหวินหน้าถอดสี มือที่ถือป้ายตำแหน่งสั่นระริกด้วยความโกรธแค้น
“เจ้า! นังอาลักษณ์ชั้นต่ำ เจ้ากล้าใส่ร้ายข้า!” เหวินอี้เหลียงตวาดเสียงกร้าว มือคว้าดาบที่เหน็บเอวขององครักษ์ใกล้ตัวหมายจะปลิดชีพหลี่เยว่เล่อทันที
ทว่า ก่อนที่คมดาบจะพุ่งถึงตัวนาง ร่างของจ้าวหานตี้ก็ก้าวเข้ามาขวางไว้ด้วยความเร็วที่เหนือคาด มือแข็งแกร่งของฮ่องเต้คว้าข้อมือของอัครมหาเสนาบดีไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้กระดูกของชายชราลั่นกรอบ
“ท่านจะทำอะไร อัครมหาเสนาบดี?” จ้าวหานตี้ถาม เสียงกระซิบนั้นเย็นเยือกดั่งน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ “ท่านกำลังจะพิสูจน์ให้ทุกคนในที่นี้เห็นใช่หรือไม่ ว่าท่านไม่ใช่เพียงแค่ขุนนางที่คดโกง แต่ท่านยังเป็น ‘กบฏ’ ที่กล้าลงมือสังหารเจ้าเหนือหัวกลางท้องพระโรง!”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารรักษาพระองค์จำนวนมากก็ดังขึ้นจากประตูด้านนอก เสียงเหล็กกระทบพื้นหินดังระงมไปทั่วบริเวณ ประตูบานยักษ์ถูกผลักออกพร้อมกับกองกำลังที่นำโดยแม่ทัพหลวน ผู้ซึ่งเคยประกาศตนเป็นกลางบัดนี้กลับชักดาบออกมาขวางทางออกทั้งหมดไว้
เหวินอี้เหลียงเบิกตากว้าง หันมองซ้ายขวาอย่างจนตรอก ก่อนที่เสียงหัวเราะเย้ยหยันจะหลุดออกมาจากลำคอของเขา “ฮ่องเต้... ท่านคิดว่าแค่กองทหารเพียงเท่านี้จะเปลี่ยนแผ่นดินได้งั้นหรือ? ท่านลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นผู้คุมค่ายทหารกองหลวง?”
เขากระชากมือออกแล้วถอยหลังไปสองก้าว พร้อมกับที่ขุนนางกว่าครึ่งท้องพระโรงเดินไปยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเขา บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
ในขณะที่หลี่เยว่เล่อกำลังจะก้าวถอยหลังเพื่อหาทางหนี เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยหลวงก็ดังขึ้นอย่างไม่คาดฝัน! ไม่ใช่เสียงระฆังประจำวัน แต่เป็นเสียงระฆังที่ดังก้องเพียงครั้งเดียวในรอบร้อยปี... เสียงระฆังเรียกกำลังพลจากหุบเขาเงาจันทร์ที่ถูกลืมไปแล้ว
จ้าวหานตี้หันมาสบตานาง แววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นความอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความเศร้าโศก “เยว่เล่อ... ถึงเวลาที่เจ้าต้องเลือกว่าจะอยู่เคียงข้างข้า หรือจะยอมให้ความแค้นที่ฝังใจทำลายอนาคตของเจ้าลงไปพร้อมกับความพินาศในวันนี้”
เขาเอื้อมมือมาคว้ามือของนางไว้แน่น ในขณะที่อัครมหาเสนาบดีเหวินแสยะยิ้ม “สายไปแล้วฝ่าบาท กองทัพเงาจันทร์ที่ท่านรอคอย... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยท่าน แต่พวกเขามาเพื่อ ‘ทวงคืน’ หัวของฮ่องเต้คนสุดท้ายแห่งราชวงศ์!”
สิ้นคำกล่าวของเหวินอี้เหลียง หญิงสาวในชุดสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นบนระเบียงเหนือท้องพระโรง ในมือของนางถือธนูที่ง้างสายไว้พร้อม และเป้าหมายของลูกธนูดอกนั้น มิใช่ใครอื่น นอกจากจ้าวหานตี้... และหลี่เยว่เล่อที่ยืนอยู่เคียงข้างเขา!
หวังว่าทุกท่านจะยังคงร่วมลุ้นและเป็นกำลังใจให้กับเยว่เล่อในห้วงวิกฤตที่คาดไม่ถึงนี้ไปพร้อมกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
ม่านหมอกลับหยกบรรณาการ•ตอนที่ 30
ความเห็นอกเห็นใจ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับหยกบรรณาการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!