“หม่อมฉันเลือกทางที่สาม... ทางที่ฝ่าบาทและหม่อมฉันจะยืนอยู่เหนือกว่าหมากบนกระดานนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงตัวหมากให้คนอื่นเขี่ยทิ้ง”
เยว่เล่อกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความรู้สึกของจ้าวหานตี้ แววตาของนางนิ่งสนิทดุจผิวน้ำในบ่อลึกที่ไร้เงาสะท้อนของความหวาดกลัว ฮ่องเต้หนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่จับต้นแขนนางอยู่บีบแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยออกอย่างเด็ดขาด
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเหล่าขุนนางกลุ่มอำนาจเก่าที่นำโดยอัครมหาเสนาบดีเหวินดังใกล้เข้ามา ความเงียบในตำหนักทรงอักษรถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เยว่เล่อหันไปมองกาน้ำชาหยกขาวที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลแปลกประหลาดออกมา จมูกของนางไวต่อกลิ่นสารพิษที่ผ่านการหมักบ่มด้วยดอกไม้มีพิษชนิดหนึ่งที่มักใช้สังหารเงียบในราชสำนัก
“ฝ่าบาท... อย่าเพิ่งดื่ม” นางกระซิบเพียงคำสั้นๆ โดยไม่หันไปมองหน้าเขา
จ้าวหานตี้ที่กำลังจะยกถ้วยน้ำชาขึ้นจรดริมฝีปากหยุดกึก สายตาเขาส่งประกายคมปลาบมายังนางเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะแสร้งทำเป็นไอหนักแล้วปัดถ้วยชานั้นจนตกลงพื้นแตกกระจาย น้ำชาสีใสซึมลงบนพรมลายมังกรจนกลายเป็นรอยด่างดำที่ค่อยๆ ขยายวงกว้างจนกลายเป็นสีคล้ำ
ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกกว้างโดยไม่มีการขออนุญาต อัครมหาเสนาบดีเหวินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อมจอมปลอม เบื้องหลังเขาคือเหล่าขุนนางที่จ้องมองมายังพวกเขาราวกับจะกดให้จมดิน
“กระหม่อมนำยาบำรุงมาถวายฝ่าบาทตามพระประสงค์ของไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ” เหวินกวงเอ่ยพลางเหลือบมองเศษถ้วยชาบนพื้น แววตาของเขาวูบไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเรียบเฉย “ดูเหมือนฝ่าบาทจะทรงกังวลใจเรื่องบ้านเมืองจนไม่มีแก่ใจจะเสวยน้ำชา... หรือว่ากลัวกระหม่อมจะวางยาพิษพ่ะย่ะค่ะ?”
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบจนถึงขีดสุด เยว่เล่อก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างอรชรในชุดนางกำนัลดูโดดเด่นท่ามกลางเหล่าบุรุษผู้ทรงอำนาจ นางย่อกายลงงดงามไร้ที่ติ “ท่านอัครมหาเสนาบดีกล่าวเกินไปแล้วเพคะ ฝ่าบาทเพียงแต่ทรงประทานให้แมวทรงเลี้ยงที่แอบเข้ามาในตำหนักเมื่อครู่ได้รับประทานก่อน มิคาดว่าความซนของสัตว์เลี้ยงจะทำให้ถ้วยชาล้ำค่าแตกเสียหายเช่นนี้”
เหวินกวงแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาจ้องเขม็งมาที่นาง “นางกำนัลผู้นี้ฝีปากกล้าดีนี่... ข้าจำได้ว่าเจ้าคือคนที่ดูแลเรื่องเครื่องเสวยในวันนี้ใช่หรือไม่?”
“เป็นหม่อมฉันเองเพคะ” เยว่เล่อสบตาเขาตรงๆ ไม่มีอาการสั่นไหว
“ดี... ถ้าเช่นนั้น เจ้าคงรู้นะว่าหากเกิดความผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวในสิ่งที่ฝ่าบาทเสวย โทษทัณฑ์ที่เจ้าต้องได้รับคือการถูกโบยจนตายที่หน้าประตูวัง” เหวินกวงเดินเข้ามาใกล้ เยว่เล่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวชายชราผู้นี้ เขาจงใจกดดันนางด้วยอำนาจที่มี
ทว่าก่อนที่เหวินกวงจะพูดอะไรต่อ เยว่เล่อกลับหยิบถ้วยชาอีกใบที่ยังไม่ได้ถูกดื่มขึ้นมา แล้วส่งยิ้มให้เขา “ท่านอัครมหาเสนาบดีเป็นห่วงฝ่าบาทถึงเพียงนี้ หม่อมฉันในฐานะผู้ดูแลย่อมซาบซึ้งใจ หากท่านไม่รังเกียจ เชิญท่านร่วมจิบชากับฝ่าบาทเพื่อเป็นขวัญกำลังใจสักถ้วยดีหรือไม่เพคะ?”
มือที่ถือถ้วยชาของนางนิ่งสนิท ทว่าในใจกลับเต้นระรัว เมื่อครู่นี้เพียงสัมผัสกลิ่นนางก็รู้แล้วว่านี่คือ 'หญ้ากู่หวน' หากผู้ใดดื่มเข้าไปจะรู้สึกอ่อนแรงลงทีละน้อยจนกระทั่งหัวใจหยุดเต้นในสามชั่วยาม หากนางบังคับให้เหวินกวงดื่ม เขาต้องมีพิรุธแน่นอน
เหวินกวงชะงักไป สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดัน “เจ้ากล้าบังคับข้าหรือ?”
“มิกล้าเพคะ เพียงแต่ฝ่าบาททรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผู้ใดที่นำอาหารมาถวาย จะต้องร่วมรับประทานก่อนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ... หรือว่าท่านอัครมหาเสนาบดี... มีเหตุผลอื่นที่ไม่อาจดื่มได้?” จ้าวหานตี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กดดันผู้ที่อยู่เบื้องหน้าด้วยบารมีของกษัตริย์ที่ไม่ได้ถูกลดทอน
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ขุนนางรอบข้างเริ่มซุบซิบกันด้วยความตระหนก เหวินกวงกำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ เขาไม่คิดว่านางกำนัลตัวเล็กๆ ผู้นี้จะกล้าหักหน้าเขาต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้
ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าของทหารรักษาพระองค์กลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาด้านนอก ทว่าคนผู้นั้นกลับไม่ใช่องครักษ์ของเหวินกวง กลับเป็นขุนนางกรมพิธีการที่หน้าตาตื่นตระหนกพร้อมกับราชโองการในมือ
“รายงานฝ่าบาท! เกิดเหตุจลาจลที่คลังเสบียงหลวง... มีคนพบหลักฐานการทุจริตในตระกูลของอัครมหาเสนาบดีเหวินที่แอบกักตุนอาวุธไว้ใต้โกดังข้าวสารพ่ะย่ะค่ะ!”
เหวินกวงหน้าถอดสีทันที เขาหันมาจ้องหน้าเยว่เล่อด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เยว่เล่อไม่หลบสายตา นางรู้ดีว่านี่คือจุดพลิกผันที่นางวางแผนร่วมกับจ้าวหานตี้มาตลอดหลายคืนที่ผ่านมา
ทว่าสิ่งที่นางไม่ได้คาดคิดคือ ทันใดนั้นเหวินกวงกลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “อาวุธงั้นหรือ? เจ้าคิดว่าแค่หลักฐานปั้นแต่งเพียงชิ้นเดียวจะโค่นข้าลงได้หรือฝ่าบาท? ท่านลืมไปแล้วหรือว่า ใครเป็นคนคุมกำลังทหารนอกวังทั้งหมดในเวลานี้!”
เขาชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งตรงมายังจ้าวหานตี้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน เยว่เล่อกรีดร้องด้วยความตกใจพร้อมพุ่งตัวเอาตัวเองเข้าขวางคมกระบี่นั้นไว้โดยสัญชาตญาณ!
คมเหล็กเย็นเฉียบเสียดแทงเข้าที่หัวไหล่ของนางจนเลือดสีสดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นพรมที่ยังเปื้อนคราบน้ำชาพิษ จ้าวหานตี้เบิกตากว้าง ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย เยว่เล่อที่ล้มลงในอ้อมแขนของเขากลับคว้าบางอย่างที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อออกมาแล้วปักลงที่ข้อมือของเหวินกวงอย่างแม่นยำ
“ท่านอาจจะคุมทหารได้... แต่ท่านลืมไปว่าในวังหลวงแห่งนี้... เข็มพิษที่อาบด้วยเลือดของเจ้าหน้าที่หอสมุดหลวงไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะต้านทานได้ไหว!”
เยว่เล่อเค้นเสียงบอกพลางยิ้มเยาะทั้งที่ใบหน้าซีดเผือด เหวินกวงชะงักกึก ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้นพร้อมกับกระบี่ที่หลุดจากมือ ทว่าในวินาทีที่ความตายกำลังมาเยือนเหวินกวง ประตูตำหนักก็ถูกเปิดออกอีกครั้งโดยคนที่ไม่ควรจะปรากฏตัวที่นี่...
ไทเฮาเสด็จเข้ามาพร้อมกับทหารองครักษ์นับร้อยที่ชักกระบี่ล้อมรอบตัวจ้าวหานตี้ไว้จนหมดสิ้น นางกวาดสายตามองภาพเหตุการณ์ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาทุกคนต้องหยุดหายใจ
“ฝ่าบาท... ดูเหมือนการลอบปลงพระชนม์ในครั้งนี้ จะมี 'นักฆ่า' ที่แท้จริงยืนอยู่ข้างพระวรกายของพระองค์มาตลอดเลยนะเพคะ”
หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นกับก้าวต่อไปของเยว่เล่อนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ม่านหมอกลับหยกบรรณาการ•ตอนที่ 10
การเสี่ยงภัยครั้งแรก
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับหยกบรรณาการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!