“ท่านจำเขาได้ใช่หรือไม่... เยว่เล่อ?”
น้ำเสียงของจ้าวหานตี้แหบพร่า ทว่าแฝงด้วยกระแสกดดันที่คมกริบราวกับใบมีดที่เพิ่งชักออกจากฝัก เขาไม่ได้มองมาที่ข้า ทว่าสายตากลับจดจ้องไปยังหยดเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนกำแพงศิลาในตรอกมืดมิดนั้น มือที่กุมกระบี่ของเขาขาวซีดจนเห็นเส้นเลือดชัดเจน
ข้าหลับตาลงครู่หนึ่ง กลิ่นอายคาวเลือดที่ตกค้างในอากาศยังคงวนเวียนอยู่ปลายจมูก “คำพูดนั้น... มันไม่ใช่คำเตือนของคนแปลกหน้าเพคะฝ่าบาท แต่มันคือคำพิพากษาของอดีตที่ข้าพยายามฝังกลบ”
หลี่เยว่เล่อสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นอาการสั่นเทาของปลายนิ้ว ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับบุรุษผู้เป็นดั่งหมากตัวสำคัญที่สุดในกระดานอำนาจนี้ จ้าวหานตี้ในอาภรณ์สีเข้มดูแปลกตา แววตาของเขาที่มักจะซ่อนความอ่อนแอเพื่อตบตาอัครมหาเสนาบดีเหวิน บัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยความเด็ดขาดที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน
“เจ้ามีเรื่องที่ยังไม่บอกข้า” เขาขยับกายเข้าใกล้ ระยะห่างที่เคยมีไว้เพื่อรักษาจารีตกลับสลายลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นกำยานจางๆ จากเสื้อคลุมของเขามันช่างน่าหลงใหลและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน “นามของคนที่ทิ้งคำพูดนั้นไว้... คือใคร”
ข้าเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขา ตรงๆ “เขาก็คือเศษซากที่เหลือรอดจากการกวาดล้างสกุลหลี่เมื่อสิบปีก่อน พี่ชายร่วมสายโลหิตที่ข้าคิดว่าตายไปตั้งแต่เปลวเพลิงเผาผลาญจวนของเราแล้วเพคะ”
จ้าวหานตี้ชะงักไป ครู่หนึ่งที่ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่นั้นราวกับกาลเวลาหยุดหมุน เขาไม่ได้ถามซ้ำ ไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กลับยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าข้าเบาๆ ปลายนิ้วของเขาสั่นน้อยๆ อย่างที่เขาไม่อาจซ่อนได้
“เจ้าแบกความแค้นไว้เพียงลำพังมานานเกินไปแล้ว เยว่เล่อ” เขากระซิบ น้ำเสียงเปลี่ยนจากฮ่องเต้ผู้เย็นชามาเป็นบุรุษที่อ่อนไหว “เหวินมู่ฟางกุมอำนาจไว้ในมือก็จริง แต่เขาไม่มีทางเข้าใจถึงความเจ็บปวดที่ข้าและเจ้ากำลังเผชิญหรอก สิ่งที่เขาต้องการคือบัลลังก์ที่ไร้ชีวิต แต่สิ่งที่ข้าต้องการ... คือเจ้าที่ยังยืนหยัดอยู่ข้างกาย”
หัวใจของข้าเต้นรัว ผิดจังหวะไปชั่วขณะ ข้ากำลังเล่นเกมกับอสรพิษ เพื่อกอบกู้เกียรติยศให้วงศ์ตระกูล แต่จ้าวหานตี้กลับกำลังดึงข้าออกไปจากเส้นทางที่วางไว้ ความอบอุ่นจากมือของเขาที่แตะข้างแก้มทำเอาความตั้งใจที่หนักแน่นดุจหินผาเริ่มสั่นคลอน
“ฝ่าบาท... การที่เราเปิดเผยความในใจต่อกันในเวลานี้ มิใช่การเปิดจุดอ่อนให้ศัตรูเห็นหรอกหรือเพคะ?” ข้าถาม แม้จะรู้ดีว่าคำตอบที่รออยู่คืออะไร
“จุดอ่อนงั้นหรือ?” เขาแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะรวบเอวข้าเข้าหาตัวจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผ่นอก “ในวังหลวงแห่งนี้ ความรักคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด หากข้ามีเจ้าเป็นดวงใจ ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะเด็ดหัวข้าได้โดยง่าย... รวมทั้งเหวินมู่ฟางด้วย”
ข้ามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เห็นความโดดเดี่ยวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของฮ่องเต้ผู้ไร้อำนาจ ที่แท้เราต่างก็เป็นเพียงสัตว์ป่าที่ถูกขังในกรงทองรอวันฉีกกระชากผู้คุมกรงด้วยกันทั้งสิ้น
“ถ้าเช่นนั้น” ข้าพึมพำ ตัดสินใจวางมือลงบนแผ่นอกของเขา “หากข้าเลือกที่จะร่วมทางไปกับท่านจนถึงที่สุด... ท่านจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อทำลายล้างมันหรือไม่? อัครมหาเสนาบดีเหวิน และคำสาปแช่งจากอดีตที่ตามหลอกหลอนเราทั้งคู่”
จ้าวหานตี้โน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากของเราจรดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดผิวแก้มข้า “ข้าจะเผาแผ่นดินนี้ให้ราบหากนั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้เจ้าได้ล้างมลทินให้สกุลหลี่”
ในจังหวะที่ข้ากำลังจะเผลอใจไปกับคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มองครักษ์เสื้อแพรก็ดังสะท้อนก้องมาจากสุดทางเดินของตรอก เสียงดาบเหล็กกระทบกับพื้นหินเป็นจังหวะบ่งบอกถึงภัยคุกคามที่ตามมาติดๆ
จ้าวหานตี้ผละออกจากข้าทันที แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่กลับกลายเป็นความดุดันดุจพยัคฆ์ เขาชักกระบี่ออกมาซ่อนไว้ด้านหลัง พร้อมกับขยับตัวมาบังร่างข้าไว้มิด “เจ้าห้ามขยับจากตรงนี้เด็ดขาด... มีคนส่งเทียบเชิญมาให้เราเร็วกว่าที่คิด”
ข้าชะโงกหน้ามองผ่านหัวไหล่เขาไป ในเงามืดเบื้องหน้า ปรากฏร่างสูงโปร่งในชุดสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกปิดด้วยหน้ากากเงินใบเดิมที่ข้าเพิ่งพบในตอนก่อนหน้า แต่ครั้งนี้... ในมือของเขากลับถือสิ่งของบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจของข้าแทบหยุดลง
มันคือป้ายหยกประจำตัวของบิดาข้า... หยกที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับความตายของคนในตระกูล
“ฝ่าบาท... ระวังตัวด้วยเพคะ” ข้ากระซิบพลางชักมีดสั้นที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อออกมา “คนผู้นี้มิใช่แค่พี่ชายของข้า... แต่นี่คือกับดักที่เหวินมู่ฟางเตรียมไว้เพื่อล่อท่านออกมาจากวัง!”
ชายหน้ากากเงินค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมมืด พร้อมกับหัวเราะเสียงต่ำที่สั่นประสาท ก่อนจะโยนหยกชิ้นนั้นลงบนพื้นตรงหน้าเราทั้งคู่ แล้วหันไปคำนับจ้าวหานตี้ด้วยท่าทีเย้ยหยัน “ฝ่าบาท... ยินดีที่ได้พบอีกครั้ง แต่เกรงว่าคนที่จะต้องตายในค่ำคืนนี้ อาจจะไม่ใช่คนในตระกูลหลี่เพียงอย่างเดียว”
ทันใดนั้น เงาสีดำอีกนับสิบสายก็กระโดดลงมาจากหลังคา ล้อมพวกเราไว้ทุกทิศทาง โดยที่ข้าเพิ่งสังเกตเห็นว่า ด้ามดาบของมือสังหารเหล่านั้น... มีตราประทับประจำตัวของอัครมหาเสนาบดีเหวินสลักอยู่ชัดเจน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้กับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
ม่านหมอกลับหยกบรรณาการ•ตอนที่ 40
จุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับหยกบรรณาการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!