“ดูเหมือนว่า ‘ชีวิตที่ไม่มีแอร์คอนดิชัน’ ของเธอ... จะกำลังจะถึงจุดจบเร็วกว่าที่คิดนะ เรนิน”
ประโยคทิ้งท้ายที่ยังวนเวียนอยู่ในโสตประสาท ทำเอาเรนินอยากจะขว้างหมอนอิงลายสตรอว์เบอร์รีใส่หน้าคนพูดเหลือเกิน ถ้าติดว่าเจ้าของประโยคนั้นกำลังยืนถือกล่องกระดาษลังใบโต บังใบหน้าคมคายจนเห็นแค่สันจมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันเล็กน้อยล่ะก็นะ
ลมร้อนจากพัดลมตัวเก่าในห้องพักราคาประหยัดพัดตีเข้าที่แผ่นหลังของนักวิจารณ์อาหารสาว จนเส้นผมลู่ติดกรอบหน้า แต่ความหงุดหงิดจากอากาศอบอ้าวกลับเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึก ‘เสียฟอร์ม’ ที่กำลังแล่นพล่านอยู่ในอก เมื่อเช่าห้องซ่อมแอร์ไม่ทันใจจนต้องหอบสังขารมาหลบมุมในครัวเย็นเฉียบของร้านพันวาชั่วคราวแบบนี้
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณมาช่วยขนของสักหน่อย เชฟพันวา” เรนินเชิดหน้าขึ้น เอ่ยเสียงกลั้วความถือดีตามวิสัย ถึงแม้สภาพของเธอในตอนนี้จะดูเหมือนลูกแมวตกน้ำที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากพายุฝนก็เถอะ เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงเลานจ์แวร์ไม่ได้ช่วยให้เธอดูลึกลับน่าเกรงขามขึ้นมาได้เลย
พัน่าวางกล่องกระดาษลงบนเคาน์เตอร์ครัวสแตนเลสขัดเงา เสียงวัตถุกระทบกันเบาๆ ชายหนุ่มปัดมือทั้งสองข้างเข้าหากัน ก่อนจะค่อยๆ ถอดผ้ากันเปื้อนสีเข้มออกเผยให้เห็นลาดไหล่กว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขน ดวงตาสีนิลคู่คมกริบกวาดมองสภาพห้องครัวที่กลายสภาพเป็นโกดังชั่วคราวอย่างพิจารณา
“ถ้าปล่อยให้คุณนอนซับเหงื่อจนเป็นลมแดดคาห้องเช่าแคบๆ นั่น ร้านของผมคงเสียชื่อเสียงแย่ที่มีนักวิจารณ์ปากร้ายมาตายคาที่” พันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ามุมปากหยักลึกกลับยกขึ้นนิดๆ อย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า
“นี่! ปากแบบนี้สินะคะ ถึงได้ไม่มีแฟนสักที” เรนินสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความหมั่นไส้ “ฉันแค่อดทนรอช่างแอร์พรุ่งนี้เช้า ไม่ได้จะมาขออาศัยซุกหัวนอนใต้ชายคาบ้านเชฟหน้าตายสักหน่อย”
“งั้นเหรอครับ... อ้อ ขอโทษที ติดปากไปหน่อย” พันวาชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นเคย ก่อนจะแก้คำพูดในใจเมื่อเห็นสายตาคาดคั้นของหญิงสาว “งั้นเชิญคุณนักวิจารณ์ผู้สูงส่งนอนเบียดกับกองลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในห้องพักพนักงานตามสบายนะครับ ส่วนผมจะปิดร้านและกลับห้องล่ะ”
พูดจบ ร่างสูงก็หมุนตัวทำท่าจะเดินออกไปจริงๆ จังหวะนั้นเองที่เสียงฟ้าร้องคำรามก้องฟ้า ตามด้วยสายฝนห่าใหญ่ที่เทกระหน่ำลงมากระจกหน้าต่างร้านดังสนั่นราวกับฟ้าถลาย แสงไฟนีออนกะพริบไหวอยู่สองสามครั้งก่อนจะดับวูบลง เหลือเพียงความมืดสลัวที่ถูกแทนที่ด้วยแสงไฟสำรองสีส้มอุ่นตา
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ... ก่อนที่เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ตัวใหญ่บนผนังจะส่งเสียงหึ่งเบาๆ แล้วพ่นไอเย็นฉ่ำออกมาตัดกับบรรยากาศอบอ้าวเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
เรนินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอกอดอกแน่นโดยไม่รู้ตัวเมื่อความเย็นแตะผิว
“ไฟดับทั้งย่าน... แล้วรถเมล์เที่ยวสุดท้ายก็คงจมน้ำไปเรียบร้อยแล้ว” พันวาที่หันกลับมามองสถานการณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาไหวระริกคู่นั้นกลับซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้มิดชิด “ดูท่า... คืนนี้คุณคงต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ ‘เชฟหน้าตาย’ คนนี้ยาวๆ จนกว่าฟ้าจะสว่างแล้วล่ะครับ เรนิน”
พื้นที่ในห้องครัวสแตนเลสยามค่ำคืนแคบลงถนัดตา เมื่อเสียงฝนด้านนอกยังคงกระหน่ำซัดสาดใส่กระจกหน้าต่างไม่ขาดสาย บรรยากาศรอบตัวไม่ได้อึดอัดอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม... มันกลับเจือด้วยความเงียบสงบที่แปลกประหลาด กลิ่นหอมจางๆ ของเมล็ดกาแฟคั่วและกลิ่นกายสะอาดๆ ของชายหนุ่มลอยวนอยู่ในอากาศ ทำให้เรนินต้องแอบสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ
พันวาเดินหายเข้าไปในมุมเตรียมอาหารชั่วครู่ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมแก้วเซรามิกสองใบในมือ ควันจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมหวานละมุนของช็อกโกแลตร้อนผสมมาร์ชเมลโลว์
“ดื่มซะ จะได้เลิกทำหน้าเหมือนคนกำลังจะไปออกรบ” พันวาเลื่อนแก้วอุ่นๆ มาวางตรงหน้าหญิงสาวที่นั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้ทรงสูง
เรนินชำเลืองมองแก้วในมือสลับกับใบหน้าคมคายที่ไร้รอยยิ้มเช่นเคย แต่แววตากลับอ่อนโยนลงกว่าปกติ เธอลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะยอมยื่นมือเรียวไปรับแก้วนั้นมาประคองไว้ ความอุ่นซ่านจากเซรามิกแล่นผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างกาย เยียวยาความหงุดหงิดตึงเครียดตลอดทั้งวันให้คลายลงอย่างน่าประหลาด
“ทำไมถึงใจดี... ทั้งที่ฉันเพิ่งจะวิจารณ์สเต็กของคุณซะเละเทะไปเมื่อสัปดาห์ก่อน” เรนินเอ่ยเสียงเบา สายตาจับจ้องอยู่ที่ผิวน้ำช็อกโกแลตร้อนไหวระริก
พันวาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่เว้นระยะห่างพอสมควร ขายาวเหยียดออกเล็กน้อย ดวงตาสีนิลมองตรงมาที่เธอด้วยความหมายลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก “ผมไม่ได้ใจดีกับทุกคนหรอกนะ เรนิน... ผมแค่ไม่ชอบเห็นคนปากเก่งต้องมานั่งหนีบพัดลมตัวจิ๋วแล้วทำหน้าเหมือนโลกจะแตก”
“นี่!” เรนินค้อนขวับ ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษความร้อนของเครื่องดื่มหรือเพราะความเขินกันแน่ “ฉันไม่ได้ทำหน้าแบบนั้นสักหน่อย!”
“หึ...” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของพันวา ดังลอดออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกที่เรนินได้ยินเสียงหัวเราะแบบนั้นจากเชฟหน้านิ่งคนนี้ มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย แต่เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจจนหัวใจของนักวิจารณ์สาวกระตุกวูบ
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว เมื่อพันวาโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย แววตาคมคายคู่นั้นจดจ้องริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันของเธอ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลชวนฝัน แสงไฟสีส้มสลัวขับเน้นให้ใบหน้าของทั้งคู่ยิ่งชัดเจนในความมืด กลิ่นอายความใกล้ชิดทำให้ลมหายใจเริ่มติดขัด
“ถ้าคืนนี้มันยาวนานนัก... เรามาคุยเรื่องอื่นกันดีกว่าไหม” พันวาเอ่ยเสียงกระซิบพร่าต่ำ ใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงแค่คืบ จนเรนินรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่เป่ารดพวงแก้ม
หัวใจของเรนินเต้นระรัวราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ในอก สมองที่เคยฉับไวและมีคำพูดโต้เถียงแพรวพราวกลับขาวโพลนไปหมด เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ขณะที่ปลายนิ้วแกร่งของชายหนุ่มค่อยๆ เอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของเธอออกอย่างแผ่วเบา
“คุย... เรื่องอะไรล่ะคะ” เรนินถามเสียงสั่นโดยไม่ตั้งใจ
พันวายิ้มมุมปาก ดวงตาพราวระยับด้วยประกายความคลั่งรักที่ซ่อนไว้มานาน “เรื่องที่ว่า... ทำไมคุณถึงชอบแวะมาทานอาหารที่ร้านผม ทั้งที่ปากก็บอกว่ารสมมันแย่นักหนา”
ยังไม่ทันที่เรนินจะได้อ้าปากแก้ตัว ประตูหลังร้านที่ควรจะล็อกสนิทกลับส่งเสียง ‘คลิก’ เบาๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องตรงมายังพวกเขาทั้งสองคนอย่างจงใจ!
“อุ๊ย... ขอโทษทีค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะ ‘ช่วงเวลาส่วนตัว’ ของคู่รักข้าวใหม่ปลามันเขานะคะเนี่ย!”
รี้ดเดอร์คะ... งานนี้บอกเลยว่าความสงบยามค่ำคืนกำลังจะพังทลายลงในสามวินาทีนี้แล้วค่ะ! มาลุ้นกันต่อในตอนหน้านะคะว่าจะเกิดอะไรขึ้น!
— สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
เซฟโซนของยัยตัวแสบกับเชฟหน้านิ่ง•ตอนที่ 14
ดาวบนฟ้ากับเชฟบนดิน
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของยัยตัวแสบกับเชฟหน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!