กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ยังคงลอยวนอยู่เหนือน่านฟ้าสำนักเมฆาคารวะ ทว่าความเงียบงันในยามนี้กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องของความตาย บนลานฝึกยุทธ์หินแกรนิตสีนิลกว้างใหญ่ ศิษย์นับร้อยชีวิตต่างยืนอัดแน่นอยู่โดยรอบ ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงหายใจดังเกินควร สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังจุดศูนย์กลาง—ร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาของไป๋ซูหยุน ที่ยืนไขว่ห้างถือกระบี่ไม้ไผ่เก่าๆ เล่มหนึ่งไว้อย่างไม่แยแส
"เด็กน้อยสามหาว... ถึงเจ้าจะแสดงปาฏิหาริย์อันใดบนหอคอยทดสอบสวรรค์ แต่วันนี้ที่นี่ คือลานประลองยุทธ์ของผู้อาวุโส บังอาจลบหลู่กฎเหล็กสำนัก สมควรถูกสับเป็นหมื่นชิ้น!"
เสียงคำรามราวฟ้าผ่าดังขึ้นจากปากของ 'หานหลง' ผู้คุมกฎแดนใน ร่างกำยำสูงใหญ่ราวแปดฉื่อของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามและรังสีอำมหิตระดับ 'ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์' ลมปราณสีทองแดงแผ่พุ่งออกรอบตัวจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นลายใยแมงมุม เขาคือนักสู้แถวหน้าผู้ใช้กระบองเหล็กนิลกาฬ หนักแปดร้อยชั่ง เป็นอาวุธคู่กาย ความดุดันของหานหลงทำให้เหล่าศิษย์สายในต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว
ไป๋ซูหยุนปรายตามองคู่ต่อสู้เพียงนิด แววตาดำขลับคู่นั้นดูล้ำลึกราวกับห้วงจักรวาล หาได้มีความตื่นตระหนกไม่ เขายกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นบนไหล่อย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่บาดลึกถึงกระดูกดำ
"ผู้อาวุโสส่งสุนัขรับใช้เช่นเจ้ามาลองเชิง... ดูท่าผู้อาวุโสฝ่ายในคงนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้วกระมัง เพราะหวาดกลัวเงาหัวของตัวเอง"
"สามหาวที่สุด!" หานหลงแผดเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปนทั่วลำคอ กระบองเหล็กนิลกาฬในมือถูกเหวี่ยงควงจนเกิดเสียงแหวกอากาศหวีดหิว "รับกระบวนท่า 'อัสนีทลายปฐพี' ของข้าซะ!"
ตูม!
ร่างของหานหลงหายวับไปจากจุดเดิม คลื่นพลังลมปราณรุนแรงถูกระเบิดออกในพริบตาเดียว แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าของทุกคนจนเข่าแทบทรุด ความเร็วของเขารวดเรวปานสายฟ้าแลบ สมกับที่เป็นมือดีอันดับต้นๆ ของฝ่ายใน กระบองเหล็กยักษ์เงื้อง่าหมายฟาดลงกลางกระหม่อมของไป๋ซูหยุนให้แหลกเป็นจุลในคราเดียว
ทว่า... ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง ไป๋ซูหยุนมิได้ขยับกายถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว
เขากลับหลับตาลงช้าๆ ห้วงเวลาบนลานประลองราวกับถูกหยุดนิ่ง รัศมีกระบี่อันบางเบาแต่เด็ดเดี่ยวสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วที่กุมด้ามกระบี่ไม้ไผ่ มันไม่ใช่พลังปราณที่รุนแรงป่าเถื่อน หากแต่เป็น 'เจตจำนงแห่งกระบี่' ที่เหนือกาลเวลาและกฎเกณฑ์ทั้งปวง
*แววตาของมู่อิงหลันที่ยืนกอดอกอยู่ใต้ร่มเงาต้นสนพันปีทอประกายระยิบระยับ นางพึงพอใจยิ่งนัก... วิชานี้ของเขายังคงงดงามและเด็ดเดี่ยวไร้ช่องโหว่เช่นเดิม*
"สายไปแล้ว..." ไป๋ซูหยุนพึมพำเบาๆ ราวกับกระซิบกับสายลม
ฟรึบ!
ประกายแสงสีขาวนวลเส้นหนึ่งสว่างวาบขึ้นเพียงเสี้ยวลมหายใจ มันตัดผ่านความมืดมิดของห้วงอากาศอย่างไร้เสียง ไร้แรงปะทะ แต่กลับเฉียบคมจนแม้แต่สัจธรรมแห่งฟ้าดินยังต้องหลบทาง กระบี่ไม้ไผ่ในมือของเด็กหนุ่มมิได้ถูกชักออกจากฝักจนสุด มันเพียงขยับปลายกระบี่ชี้ตรงไปข้างหน้าอย่างเรียบง่าย
เปรี้ยง! ฉับพลัน!
ร่างของหานหลงที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วดุจพายุกลับแข็งค้างกลางอากาศ กระบองเหล็กนิลกาฬในมือหยุดชะงักห่างจากหัวของไป๋ซูหยุนเพียงคืบเดียวเท่านั้น รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของหานหลง ก่อนที่รอยร้าวสายนั้นจะลามเลียลงมายังปลายคาง หน้าอก และจรดปลายเท้า
กริ๊ก...
สิ้นเสียงประหลาดนั้น เสื้อผ้าและเกราะป้องกันระดับวิญญาณของหานหลงก็ขาดสะบั้นออกเป็นสองซีกอย่างสะอาดหมดจด เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกมาจากรอยตัดที่เรียบเนียนราวกระจกเงา ร่างกำยำทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ดวงตาเบิกโพ้างوนค้างด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด เขาพยายามจะอ้าปากพูดบางอย่าง แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว ลมหายใจสุดท้ายขาดห้วงไปพร้อมกับสติที่ดับวูบ
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมลานประลองอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ ศิษย์ทุกคนต่างอ้าปากค้าง ตาค้าง แข็งทื่อราดดั่งรูปปั้นหิน ไม่มีใครเชื่อสายตาตัวเองว่า มืออันดับต้นๆ ของฝ่ายในผู้ใช้กระบองเหล็กหนักแปดร้อยชั่ง จะพ่ายแพ้ต่อ 'กระบี่เดียว' ของเด็กหนุ่มขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่ห้าได้อย่างอนาถปานนี้
ไป๋ซูหยุนเก็บกระบี่ไม้ไผ่เข้าที่เดิม ใบหน้ายังคงราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแห่งความลำพอง เขาชำเลืองสายตาไปยังระเบียงชั้นสองของตำหนักผู้อาวุโส ซึ่งบัดนี้หน้าต่างไม้แกะสลักถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือดของผู้อาวุโสใหญ่ผู้กุมอำนาจ
"ส่งศพของสุนัขตัวนี้คืนให้เจ้าของมันไป... และฝากบอกผู้อาวุโสใหญ่ด้วยว่า หากยังส่งสุนัขไร้ค่ามาเห่าหอนแถวนี้อีก ครั้งหน้า สิ่งที่จะขาดหาใช่แค่เสื้อผ้าและลมหายใจของมันไม่ แต่อาจเป็นหัวสุนัขทั้งพวงบนบ่าของพวกท่านเอง"
เสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมด้วยอำนาจกดดันสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสที่แอบซ่อนตัวอยู่ถึงกับอกสั่นขวัญหาย
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง ท้องนภาเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มอย่างกะทันหัน อักขระโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นบนม่านเมฆ พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของฟ้าดินที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแดนเซียน
มู่อิงหลันขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากันเล็กน้อย นางก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวไป๋ซูหยุนทันที "ซูหยุน... ระวังตัวด้วย มีบางอย่างกำลังแหวกมิติลงมา... และมันไม่ใช่คนจากสำนักนี้"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีแห่งเต๋าอันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 7
การท้าประลองบนลานสำนัก
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!