เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 6

โอสถทะลวงด่านสะท้านฟ้า

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"ข้ามิได้สนใจว่าเจ้าจะเป็นศิษย์พี่ผู้ร่วงหล่นจากสวรรค์หรือวิญญาณเร่ร่อนจากขุมนรก... แต่กลิ่นอายโอสถระดับนิลกาฬเมื่อครู่ คือหลักฐานชัดเจนว่าในห้องพักมอมแมมนี้ มี 'สมบัติล้ำค่า' ที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสำนักซ่อนอยู่!" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในถ้ำลึกดังขึ้น พร้อมกับแรงกดดันจากลมปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ที่แผ่ทะลักเข้ามากระแทกประตูไม้เก่าจนแตกละเอียดเป็นผุยผง เศษไม้คมกริบปลิวว่อนราวกับห้วงกระบี่สังหาร แต่ก่อนที่มันจะระคายเคืองผิวของไป๋ซูหยุน รัศมีสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็วาบผ่าน ดับรัศมีลมปราณนั้นจนสลายกลายเป็นไอหมอกในพริบตา มู่อิงหลันยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าเตาหลอมโอสถ ร่างระหงของนางห่อหุ้มด้วยละอองความเย็นยะเยือกที่แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ดวงตาสง่างามคู่นั้นเยียบเย็นดั่งห้วงน้ำแข็งพันปี นางไม่แม้แต่จะชายตามองผู้มาเยือน ทว่าปลายกระบี่เหมันต์นิรันดร์ที่ยังคงอยู่ในฝักกลับส่งเสียง 'กริ๊ง' แผ่วเบา คล้ายเตือนสติว่าคมกระบี่ของนางพร้อมจะปลิดชีพผู้ที่บังอาจก้าวล่วงเข้ามาในเขตอาคมนี้ได้ทุกเมื่อ "ผู้อาวุโส 'หลี่เทียนเจี้ยน' แห่งหอคอยพิพากษา..." ไป๋ซูหยุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีหมองค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของเขาสะท้อนประกายแสงสีทองจางๆ ยามเมื่อมองชายชราในชุดคลุมยาวปักลายพยัคฆ์เหินเวหาที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าธรณีประตู "ดึกดื่นป่านนี้ ท่านไม่จำศีลบำเพ็ญเพียรในถ้ำมังกรอัคคี เหตุใดจึงมีเวลาว่างมาเดินตรวจตราความเรียบร้อยถึงเรือนพักศิษย์นอกสำนักเล่าครับ" หลี่เทียนเจี้ยนหรี่ตาลง มองสำรวจเตาหลอมโอสถที่ยังคงคุกรุ่นไปด้วยกลุ่มควันสีดำสนิทเจือประกายสีม่วงเข้ม กลิ่นอายโอสถที่ลอยอบอวลอยู่ ณ ที่นี้ทำให้เส้นชีพจรทั่วร่างของเขาเต้นเร้าด้วยความกระหาย หากหลอมโอสถระดับนิลกาฬสำเร็จ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เขาทะลวงผ่านคอขวดขอบเขตหลอมรวมวิญญาณไปสู่ขอบเขตแก่นแท้สวรรค์ได้เท่านั้น แต่มันยังอาจยกระดับอายุขัยและโครงสร้างกระดูกลมปราณของเขาให้เหนือล้ำกว่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ในสำนักกระบี่เมฆาคล้อยแห่งนี้ "ไป๋ซูหยุน... เจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้ เมื่อก่อนเป็นเพียงขยะไร้รากปราณที่อาศัยบุญเก่าของอาจารย์ใหญ่ประคับประคองชีวิตรอดมาได้ แต่ไม่นึกเลยว่า หลังจากตกหน้าผามรณะไปคราวก่อน เจ้าจะกลับมาพร้อมกับวิชาแพทย์โอสถและเคล็ดวิชาลึกลับที่แม้แต่ข้ายังมองไม่ออก" หลี่เทียนเจี้ยนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ สายตาโลภ ะสะท้อนผ่านรอยยับย่นบนใบหน้า "ส่งสูตรโอสถและเม็ดยานิลกาฬเม็ดนั้นมาให้ข้าเสียดีๆ มิฉะนั้น... อย่าหาว่าข้าผู้เป็นผู้อาวุโสไม่เตือนเรื่องกฎสำนักที่ลงทัณฑ์ผู้ลักลอบฝึกวิชานอกรีต!" บรรยากาศภายในห้องพักคับแคบพลระอุด้วยจิตสังหารที่เข้มข้นขึ้นเป็นทวีคูณ ลมปราณระดับหลี่เทียนเจี้ยนแผ่ขยายกดทับจนโครงสร้างไม้ของเรือนพักส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอาร์ดคล้ายจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ ทว่าไป๋ซูหยุนกลับมีสีหน้าไร้ความหวาดหวั่น เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายแผ่กลิ่นอายความเย่อหยิ่งทระนงที่หลงเหลือมาจากมหาเทพในอดีตชาติออกมาโดยไม่รู้ตัว "กฎสำนักงั้นหรือ..." มุมปากของไป๋ซูหยุนยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ "กฎนั้นมีไว้สำหรับผู้อ่อนแอที่ก้มหัวให้สวรรค์ แต่สำหรับข้า... ผู้ใดขวางวิถีแห่งเต๋าของข้า ผู้นั้นย่อมต้องชดใช้ด้วยเลือด!" สิ้นคำพูดนั้น ประกายกระบี่ในดวงตาของไป๋ซูหยุนก็พุ่งทะยานออกไปดั่งอสนีบาต หลี่เทียนเจี้ยนสะท้านเฮือกโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกราวกับว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามิใช่ศิษย์นอกสำนักผู้ไร้ค่า แต่เป็นราชันย์โบราณที่กำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งด้วยสายตาดูแคลน "สามหาว!" หลี่เทียนเจี้ยนคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ฝ่ามือขวาห่อหุ้มด้วยลมปราณพยัคฆ์คลั่งซัดตรงเข้าใส่หน้าอกของไป๋ซูหยุนทันที รวดเร็วและรุนแรงราวกับภูเขาถล่มทลาย *เคร้ง!* เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว แต่มันไม่ใช่เสียงหมัดกระทบเนื้อ มู่อิงหลันขยับกายเร็วกว่าความคิด ปลายกระบี่เหมันต์นิรันดร์พุ่งออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว ไอร้อนจากฝ่ามือของหลี่เทียนเจี้ยนถูกแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วเข้าสู่กระดูกจนหลี่เทียนเจี้ยนต้องถอยหลังกรูดไปสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก "ธิดาแดนเซียน... นังเด็กแซ่มู่ เจ้ากล้าลงมือกับผู้อาวุโสสำนักกระบี่เมฆาคล้อยอย่างนั้นหรือ!" หลี่เทียนเจี้ยนกัดฟันกรอด ลมปราณทั่วร่างปั่นป่วนจากการถูกพลังเหมันต์ย้อนกลับเข้าเล่นงาน มู่อิงหลันเก็บกระบี่กลับเข้าฝักด้วยท่าทีสง่างามไร้ที่ติ น้ำเสียงของนางเย็นชาดั่งสายลมหนาวบนยอดเขาไร้รัก "ผู้อาวุโสหลี่... กฎของสำนักห้ามศิษย์ทำร้ายกัน แต่ไม่ได้ห้ามศิษย์ป้องกันตัวจากสุนัขบ้าที่บุกรุกเข้ามาในยามวิกาล หากท่านยังไม่ไสหัวไป เกรงว่ากระบี่ในมือข้าคงต้องขออนุญาตชิมเลือดผู้อาวุโสดูสักครั้ง" ไป๋ซูหยุนยกมือขึ้นแตะไหล่มู่อิงหลันเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หลี่เทียนเจี้ยนด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ เขารู้ดีว่าความโลภของตาเฒ่าผู้นี้ไม่มีทางจบลงเพียงแค่การถูกขับไล่ด้วยกระบี่เดียวอย่างแน่นอน "ผู้อาวุโสหลี่... ท่านอยากได้โอสถทะลวงด่านนักใช่ไหมครับ" ไป๋ซูหยุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยกระแสจิตกดดัน "หากท่านมั่นใจว่ามีปัญญาพอที่จะรับมัน... พรุ่งนี้ยามะโรง จงไปรอข้าที่ 'ลานประลองเป็นตาย' ข้าจะหลอมโอสถเม็ดที่เหนือกว่านี้ให้ท่านดูด้วยตาตนเองหนึ่งเม็ด..." หลี่เทียนเจี้ยนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แม้เขาจะโกรธแค้นจนตัวสั่น แต่คำท้าทายนี้กลับจุดประกายความโลภขั้นสุดยอดในใจเขา ลานประลองเป็นตายหมายความว่าต่อให้ฆ่าอีกฝ่ายทิ้ง สำนักก็จะไม่ยื่นมือเข้าแทรกแซง! "ดี! ดีมาก ไป๋ซูหยุน เจ้าเป็นฝ่ายเอ่ยปากเองนะ พรุ่งนี้ยามะโรง หากเจ้าไม่มาคุกเข่าขอขมาที่ลานประลอง ข้าจะควักเอาดวงวิญญาณของเจ้ามาเซ่นสังเวยกระบี่พยัคฆ์ของข้า!" หลี่เทียนเจี้ยนสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล เขาทะยานร่างหายลับไปจากเรือนพักด้วยความเร็วสูงสุด ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะกลับคืนสู่ความสงบ ไป๋ซูหยุนกลับขมวดคิ้วมุ่น สายตาคมกริบกวาดมองไปยังเงาดำสายหนึ่งที่ไหววับอยู่บนหลังคาเรือนพักฝั่งตรงข้าม ซึ่งกำลังแอบส่งสัญญาณลับบางอย่างออกไปนอกเขตสำนัก เงาดำนั้นมิใช่คนของหอคอยพิพากษา... แต่เป็นสัญลักษณ์รูป 'ดอกบัวโลหิต' ที่สลักอยู่บนชายผ้าของมัน ซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ในเงามืดของสำนักมานานนับร้อยปี! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีแห่งเต๋าอันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%