กลิ่นอายอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาพันปีลอยอบอวลอยู่ภายใต้ความมืดมิดของหอคัมภีร์ชั้นเก้า—ชั้นที่ถูกผนึกด้วยค่ายกลอักขระโบราณซึ่งคนนอกไม่อาจล่วงล้ำ
ไป๋ซูหยุนยืนนิ่งสงสงบอยู่หน้าชั้นวางคัมภีร์หนังมังกรสวรรค์ แสงนวลจากไข่มุกราตรีบนผนังสะท้อนใบหน้าด้านข้างที่คมคายราวกับถูกแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่คมลุ่มลึกดั่งห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ในมือของเขากำม้วนคัมภีร์สีทองหม่นที่เพิ่งดึงออกมาจากผนึกกลไก ปราณกระบี่ในกายหมุนวนอย่างเชี่ยวกรากตามคลื่นอารมณ์ที่กระเพื่อมไหว
"เจ้าพบสิ่งที่ตามหาแล้วหรือยัง..."
เสียงหวานใสราวกับธารน้ำแข็งบนยอดเขาไท่ซานดังขึ้นแผ่วเบา มู่อิงหลันก้าวออกมาจากเงาสลัวของเสาศิลา
นางสวมชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ ปิ่นปักผมรูปดอกเหมันต์สะท้อนประกายเย็นเยียบ
แม้ทั่วร่างจะแผ่ไอเย็นชาที่สามารถแช่แข็งวิญญาณของผู้ฝึกยุทธทั่วไปให้กลายเป็นจุล
ทว่ายามที่สายตาของนางทอดมองไปยังชายหนุ่ม แววตานั้นกลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
นางคือธิดาแดนเซียนผู้ไม่เคยชายตามองบุรุษใดในหล้า ทว่ากลับยอมละทิ้งกฏเกณฑ์สวรรค์เพื่อติดตามก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการล้างแค้นเคียงข้างเขา
ไป๋ซูหยุนไม่ตอบคำทันที เขายกปลายนิ้วขึ้นลูบไล้รอยสลักอักษรโบราณบนม้วนคัมภีร์
ผิวหนังที่สัมผัสถูกอักขระนั้นสะท้อนกระแสไฟฟ้าสีม่วงจางๆ บ่งบอกถึงความเก่าแก่และอันตรายที่ซ่อนเร้น
นี่คือ "บันทึกหัตถ์เทวะสวรรค์เก้าชั้นฟ้า"
บันทึกประวัติศาสตร์ลับที่รวบรวมรายชื่อและเหตุการณ์สำคัญของเหล่ามหาเทพในยุคบรรพกาล
ซึ่งรอดพ้นจากการกวาดล้างเมื่อห้าพันปีก่อนได้อย่างน่าอัศจรรย์
"หึ... ช่างเป็นชะตากรรมที่ตลกร้ายเสียจริง"
มุมปากของไป๋ซูหยุนยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลังจนสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงลับ
"ท่านหมายถึงสิ่งใด?" มู่อิงหลันขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้น กลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ประดุจดอกไม้หิมะลอยแตะจมูก
นางก้มลงมองตัวอักษรสีชาดที่ปรากฏขึ้นบนม้วนคัมภีร์หลังจากการถ่าย,
ผ่านลมปราณเข้าไป
ดวงตาคู่สวยของนางหรี่ลงเล็กน้อย เมื่ออ่านพบชื่อที่ถูกบันทึกไว้ในหน้ากระดาษแผ่นนั้น
*‘มหาเทพฉางเซิง... ผู้ทรยศแห่งแดนประจิม’*
บรรยากาศภายในหอคัมภีร์พลันทัศนียภาพเปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บขึ้นมาทันที
ไอปราณกระบี่เหมันต์ของมู่อิงหลันรั่วไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามชั้นหนังสือรอบด้าน
นางจดจำชื่อนี้ได้ดี ในอดีตชาติก่อนที่ไป๋ซูหยุนจะถูกรุมสังหาร ณ ทัณฑ์สถานเก้าสวรรค์
มหาเทพฉางเซิงผู้นี้คือหนึ่งในสหายสนิทผู้ร่วมสาบาน เป็นมือขวาที่ถือครองคลังยุทธภัณฑ์และค่ายกลป้องกันเขตแดนของเขา
แต่ในวินาทีสุดท้ายที่พลังชีวิตของเขาดับสูญ กลับเป็นค่ายกลของสหายผู้นี้เองที่ปิดตายเส้นทางหนีทุกสาย
และส่งกระบี่พิฆาตทะลวงเข้าสู่จุดชีพจรหัวใจของเขาจากด้านหลัง!
"ข้าเคยคิดมาตลอดว่า... การถูกหักหลังโดยศิษย์น้องร่วมสำนักอย่างอี้เทียนเป็นความเจ็บปวดสูงสุดแล้ว"
ไป๋ซูหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัวจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
"แต่ข้ากลับมองข้ามสหายรักผู้ร่วมดื่มสุสาบานใต้ต้นท้อสวรรค์ไปได้... ฉางเซิง เจ้าซ่อนตัวอยู่ใต้เงาของเง็กเซียนฮ่องเต้มาเนิ่นนาน
คิดว่ากาลเวลาห้าพันปีจะทำให้รอยเลือดบนมือของเจ้าจางหายไปได้กระนั้นหรือ?"
มู่อิงหลันเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า
หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความเจ็บปวดแทน แม้เขาจะแสดงออกว่าเป็นคนเย็นชาและเด็ดเดี่ยว
แต่นางรู้ดีว่ารอยแผลเป็นในจิตวิญญาณที่ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดแทงข้างหลังนั้นล้ำลึกเพียงใด
นางยื่นมือเรียวบางดั่งหยกขาวออกไปสัมผัสหลังมือของเขาที่กำลังกำม้วนคัมภีร์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
สัมผัสไออุ่นจากมือนางช่วยบรรเทาคลื่นพายุอารมณ์ในกายเขาให้สงบลงทีละน้อย
"วิถีเซียนเต็มไปด้วยความเน่าเฟะและหน้าเนื้อใจเสือ เจ้าเคยกล่าวไว้เช่นนั้น"
มู่อิงหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นครั้งแรก
"ในเมื่อสวรรค์ไม่ยอมให้ความยุติธรรมแก่เจ้าในชาติก่อน เช่นนั้นในชาตินี้...
ไม่ว่าหนทางเบื้องหน้าจะเป็นกองเพลิงโลกันตร์หรือกองทัพเทพเซียนนับล้าน
กระบี่เหมันต์ในมือข้าจักคอยกวาดล้างเส้นทางให้เจ้าจนกว่าจะถึงตัวมันเอง"
ไป๋ซูหยุนหันกลับมาสบตากับนาง
ประกายความอ่อนโยนฉายชัดขึ้นในห้วงลึกของดวงตาสีดำสนิท
เขายกมืออีกข้างขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มสลวยของนางแผ่วเบา เป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยความผูกพันล้ำลึกที่นอกเหนือจากคำพูดใดๆ
ทว่า—ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังล้อมกรอบไปด้วยความเงียบงันและไออุ่นอันหายากยิ่งนั้นเอง!
*เปรี้ยงงงง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องล่างของหอคัมภีร์
แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนชั้นหนังสือโบราณสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง
ฝุ่นผงและเศษศิลาโปรยปรายลงมาราวกับหิมะตก ผนึกค่ายกลป้องกันเก้าชั้นฟ้าที่ควรจะไร้ผู้เทียมทาน
บัดนี้กลับปรากฏรอยร้าวสีม่วงเข้มกระจายตัวออกเป็นรูปใยแมงมุม!
ไป๋ซูหยุนหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณมหาเทพเตือนภัยพุ่งพล่านถึงขีดสุด
เขากระชับม้วนคัมภีร์ในมือเก็บเข้าแหวนมิติอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นมือขวาตวัดออกไปเบาๆ
ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานออกไปคุ้ม
กันรอบกายเพื่อรับแรงกระแทกจากคลื่นพลังภายนอกที่กำลังบุกรุกเข้ามาอย่างดุเดือด
"มีคนลอบโจมตีค่ายกลพิทักษ์หอคัมภีร์... และพวกมันรู้พิกัดที่เราอยู่!"
มู่อิงหลันชักกระบี่เหมันต์ออกจากฝักทันที
ไอเย็นยะเยือกแผ่พุ่งจนพื้นศิลาเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน
แววตาของนางกลับคืนสู่ความเย็นชาและเฉียบคมดั่งคมดาบอีกครั้ง
แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋ซูหยุนต้องขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม
ไม่ใช่เพราะการบุกรุกของศัตรู...
แต่เป็นเพราะคลื่นพลังปราณที่กำลังแผ่ซ่านเข้ามาทางบันไดวนชั้นแปดนั้น
เป็นพลังปราณคุ้นเคยที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานถึงห้าพันปีเต็ม!
พลังปราณของคนที่ควรจะดับสลายไปพร้อมกับสงครามบรรพกาล—ปราณกระบี่เพลิงสุริยันต์ของมหาเทพฉางเซิง!
"ฮ่าๆๆๆ... ไป๋ซูหยุน สหายรัก!"
เสียงหัวเราะก้องกังวาน เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยจิตสังหารทะลักล้นดังทะลุผ่านม่านค่ายกลเข้ามา
"ข้าไม่นึกเลยว่า เจ้าที่ควรจะแตกดับจิตวิญญาณไปแล้ว จะยังกล้าหวนคืนสู่หอคัมภีร์แห่งนี้เพื่อค้นหาอดีตอันน่าสมเพชของตนเอง...
เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า ข้าจะปล่อยให้ความลับเรื่องในอดีตหลุดรอดออกไปได้ง่ายๆ กันเล่า!"
สิ้นเสียงคำรามร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามประดับลวดลายดวงอาทิตย์เก้าดวงก็ก้าวพ้นขอบประตูชั้นเก้าเข้ามา
ใบหน้านั้นงดงามราวกับเทพเซียน ทว่ารอยยิ้มกลับบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและอำมหิต
และที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือ ด้านหลังของเขามีร่างเงาทะมึนของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายกระบี่สวรรค์อีกสามคนยืนคุมเชิงอยู่
พร้อมกับป้ายคำสั่งในมือที่สลักตราสัญลักษณ์ของ... มหาเทพฉางเซิงโดยตรง!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีแห่งเต๋าอันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
พยัคฆ์ขาวคำราม
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 8
ความลับใต้หอคัมภีร์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!