"ความเงียบงันยามวิกาล... หาใช่ความสงบสุขไม่ หากแต่เป็นสุสานของความประมาท"
ไป๋ซูหยุนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องพักรับรองของสำนัก ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาแตะลงบนพื้นผิวชาจีนที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นบางเบา ดวงตาคู่คมกริบดุจพยัคฆ์ซ่อนเล็บไม่ได้มองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า แต่ทอดสายทะลุผ่านผนังไม้ไผ่หนาทึบออกไปไกล สัมผัสจิตวิญญาณอันแหลมคมของมหาเทพผู้หวนคืนรับรู้ได้ถึง ‘ความผิดปกติ’ ในอากาศ ธาตุลมที่เคยพัดพลิ้วตามธรรมชาติบัดนี้กลับบิดเบี้ยว ราวกับถูกคลื่นพลังอำมหิตกดทับจนแทบหยุดนิ่ง
ที่มุมห้อง... มู่อิงหลันนั่งนิ่งสงบดั่งรูปสลักหยกขาว นางหลับตาลงพิงกายเข้ากับเสาไม้ รัศมีไอเย็นบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงจนเกล็ดน้ำค้างบางเบาะจับตัวเป็นน้ำแข็งบนขอบหน้าต่าง แม้ภายนอกนางจะดูเย็นชาและปลีกวิเวกจากโลกหล้า แต่ทว่าประสาทสัมผัสของธิดาแดนเซียนกลับตื่นตัวถึงขีดสุด กระบี่เหมันต์นิรันดร์ที่วางพาดอยู่บนตักส่งเสียงครางฮัมเบาๆ ดั่งรับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
"พวกมันมาเร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้เสียอีก..." นางเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะลืมตา น้ำเสียงราบเรียบเยือกเย็นราวกับลมหนาวพัดผ่านยอดเขาพันศัด แต่นัยน์ตากลับทอประกายคมปลาบดุจใบมีด
"หมาป่าหิวโซย่อมได้กลิ่นเลือดเร็วกว่าปกติเป็นธรรมดา" ไป๋ซูหยุนแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเย้ยหยันต่อโชคชะตาที่ชอบส่งอุปสรรคมาทดสอบวิถีแห่งเต๋าของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า "สำนักโลหิตทมิฬส่งมือสังหารระดับกระดูกเหล็กมาถึงเรือนรับรองชั้นในได้ แสดงว่าโครงสร้างการป้องกันของสำนักเราในตอนนี้คงมีหนอนบ่อนไส้คอยเปิดทางให้อย่างแน่นอน"
*ฟึบ!*
สิ้นเสียงของไป๋ซูหยุน อากาศเบื้องหน้าหน้าต่างก็บิดเบี้ยววูบหนึ่ง ราวกับภาพลวงตาที่ถูกฉีกกระชาก เงาสสีดำสนิทสามร่างพุ่งทะยานผ่านความมืดเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ความเร็วของพวกมันรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ประกายแสงสีเลือดวาบขึ้นจากคมดาบโค้งยาวที่อาบด้วยพิษสลายวิญญาณ เป้าหมายเดียวของพวกมันคือการปลิดชีพไป๋ซูหยุนในคราเดียวโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว!
แต่นั่น... คือการประเมินที่ผิดพลาดมหันต์
*เปรี้ยง!*
ไป๋ซูหยุนไม่ได้ขยับกายลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ เขากลับตวัดแขนเสื้อขึ้นคราหนึ่ง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกดั่งคลื่นกระแทกมหาศาล แรงกดดันระดับขีดจำกัดสวรรค์พุ่งทะยานกดทับร่างทั้งสามจนค้างเติ่งกลางอากาศ แรงปะทะอันมหาศาลทำให้หน้าต่างไม้ไผ่แตกละเอียดเป็นจุล เศษไม้ปลิวว่อนราวกับใบไม้ต้องพายุ
มือสังหารชุดดำคนแรกเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เลือดสดๆทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ดทันทีที่ปะทะเข้ากับปราณกระบี่ของไป๋ซูหยุน มันไม่คาดคิดเลยว่าเป้าหมายที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มขอบเขตสร้างรากฐาน จะซ่อนเร้นพลังที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ไว้เบื้องหลังท่าทีสุขุมนุ่มลึก
"วิชา... ปราณสะท้านภพ! เจ้าเป็นใครกันแน่!" มือสังหารผู้นำกลุ่มแผดเสียงตะโกนอย่างหวาดผวา ก่อนที่ร่างของมันจะถูกแรงกดดันกดกระแทกร่วงลงกระแทกพื้นเรือนจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
มู่อิงหลันขยับกายอย่างงดงาม นางเพียงสะบัดนิ้วเรียวดั่งหยก กระบี่เหมันต์นิรันดร์บนตักก็พุ่งทะยานออกไปราวกับมังกรวารีสีขาวบริสุทธิ์ แสงสีฟ้าจัดจานแผ่ขยายออกเป็นเขตอาคมน้ำแข็งในพริบตา แช่แข็งร่างของมือสังหารคนที่สองและสามให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งกลางอากาศ ก่อนที่ร่างทั้งสองจะร่วงลงมากระแทกพื้นและแตกสลายกลายเป็นผุยผงไปในทันที โดยไม่มีแม้แต่โอกาสได้กรีดร้อง
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องพักอีกครั้ง กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับไอเย็นจัดของกระบี่
ไป๋ซูหยุนลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาก้มลงมองเศษหน้ากากรูปอสูรโลหิตที่ตกอยู่บนพื้น แววตาของเขาลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้น "ดูเหมือนว่า... ผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งสำนักโลหิตทมิฬจะยังไม่เข็ดหลาบจากบทเรียนในอดีตสินะ ส่งมือสังหารมากระจอกเช่นนี้ รังแต่จะมาส่งศพให้ข้าประดับลานบ้านเสียมากกว่า"
"พวกมันไม่ใช่แค่ส่งคนมาลองเชิง" มู่อิงหลันลุกขึ้นยืนเคียงข้างเขา ปลายกระบี่ในมือยังคงมีไอเย็นระเหยออกมาเป็นควันจางๆ นางกวาดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดมิดยามวิกาลภายนอกบัดนี้เต็มไปด้วยจิตสังหารนับร้อยสายที่กำลังเคลื่อนไหวเข้าล้อมรอบเรือนรับรองแห่งนี้ไว้ทุกทิศทุกทาง "ดูนั่นสิ... ค่ำคืนนี้ ทางสำนักโลหิตทมิฬคงลงทุนลงแรงไม่น้อย เพื่อที่จะลบชื่อของเจ้าออกจากสารบบของยุทธภพ"
ไป๋ซูหยุนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน เมฆดำทะมึนเริ่มก่อตัวหนาแน่นขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ สายฟ้าสีม่วงแลบแปลบปลาศอยู่เบื้องบน ราวกับฟ้าดินกำลังจับตาดูการนองเลือดที่จะเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้
เขายกยิ้มที่มุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความทะนงองอาจที่เหนือกว่าผู้ใด "ดี... ในเมื่อพวกมันอยากเห็นจุดจบของข้านัก ข้าก็จะเปิดประตูต้อนรับพวกมันด้วยวิถีกระบี่ที่แม้แต่สวรรค์ยังต้องสั่นสะทว่า..."
ยังไม่ทันที่ไป๋ซูหยุนจะเอ่ยจบประโยค แสงสีทองอร่ามสายหนึ่งก็พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆลงมาจากฟากฟ้าอย่างกะทันหัน แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนพื้นดินรอบเรือนรับรองทรุดฮวบลงไปหลายฉื่อ ร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองปักลายพยัคฆ์เหินเวหาปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าพวกเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา
"ฮ่าๆๆๆ ไป๋ซูหยุน... เจ้าเด็กอวดดี เจ้าคิดว่าเจ้าซ่อนตัวพ้นหรือ? วันนี้คือวันตายของเจ้า และสมบัติบรรพกาลทั้งหมดในตัวเจ้าจะต้องตกเป็นของสำนักโลหิตทมิฬ!"
ไป๋ซูหยุนหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไป แทนที่ด้วยประกายจิตสังหารที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่เขากลับชาติมาเกิดใหม่
ขอขอบคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางฝืนลิขิตฟ้าไปด้วยกันนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 9
เงาดำจากสำนักโลหิตทมิฬ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!