ความเงียบงันในยามวิกาล ณ โรงเตี๊ยมเมฆาคารวะหาได้มีความสงบสุขไม่ บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของกลุ่มมือสังหารเงาทมิฬทั้งเจ็ด พวกมันล้วนเป็นยอดฝีมือระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ที่ผ่านการอาบเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ในวินาทีนี้ กลับรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังยืนอยู่เบื้องปากเหวแห่งความตายอย่างไร้ทางหนี
ไป๋ซูหยุนหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไป แทนที่ด้วยประกายจิตสังหารที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่เขากลับชาติมาเกิดใหม่
ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดุจห้วงเหวลึกในแดนเซียน มันไม่ใช่สายตาของมนุษย์ปุถุชน แต่เป็นสายตาของมหาเทพผู้เคยกุมชะตาฟ้าดินมาแล้ว การปรากฏขึ้นของจิตสังหารนี้ทำให้มรรคาแห่งลมปราณโดยรอบแปรปรวน อากาศรอบตัวพล Lข็งค้าง กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามที่ร่วงหล่นกระทบพื้น เสียง *แกร็ก* ดังขึ้นเบาๆ ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่!" หัวหน้านวมมือสังหารแผדเสียงคำรามในลำคอด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นเทาโดยไม่ฟังคำสั่ง มันพยายามรวบรวมลมปราณโลหิตเพื่อกระตุ้นวิชาลับหลบหนี แต่ทว่า... ร่างกายกลับหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก
มู่อิงหลันที่ยืนอยู่เคียงข้างยังคงสงบนิ่งดั่งสายธารน้ำแข็ง นางไม่ได้ชักกระบี่เหมันต์นิรันดร์ออกมา เพียงแต่ใช้นัยน์ตาคู่คมกวาดมองกลุ่มมดปลวกเหล่านี้ด้วยความเวทนา มือเรียวบางลูบไล้ด้ามกระบี่เบาๆ ส่งกระแสลมปราณคุ้มกันแผ่ขยายออกไป ปิดกั้นทุกเส้นทางหลบหนีของศัตรูอย่างแนบเนียน เคมีระหว่างคนทั้งสองในยามนี้นั้นทรงพลังและสง่างาม จอมยุทธ์ผู้ทะนงในวิถีกระบี่และนางเซียนผู้เยือกเย็นหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวราวกับภาพวาดอันศักดิ์สิทธิ์
"พวกเจ้ากล้าลอบสังหารข้า ย่อมต้องเตรียมใจที่จะกลายเป็นปุ๋ยใต้ต้นไม่นานนี้ไว้แล้วกระมัง" เสียงของไป๋ซูหยุนราบเรียบ ทว่าก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคน
"ฆ่ามัน! ร่วมมือกันโจมตีพร้อมกัน!" หัวหน้ามือสังหารแผดเสียงสั่งการเป็นครั้งสุดท้าย มันรู้ดีว่าหากรอช้า พวกมันจะไม่มีแม้แต่โอกาสได้ขยับตัว
เงาดาบคมกริบเจ็ดสายพุ่งเข้าหาไป๋ซูหยุนจากทุกทิศทุกทาง ประกายแสงสีเขียวเข้มเคลือบด้วยพิษร้ายแรงสะท้อนกับแสงจันทร์ยามค่ำคืนจนแสบตา วิชานี้คือ "ย่างก้าวเงาดับสูญ" ที่ขึ้นชื่อเรื่องความรวดเร็วและไร้ร่องรอย ในสายตาของชาวยุทธทั่วไป การรุมกินโต๊ะเช่นนี้ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตตื่นรู้ก็ยากที่จะรับมือได้ครบทุกด้าน
ทว่า... ไป๋ซูหยุนหาได้หลบเลี่ยงไม่
เขาก้าวเท้าซ้ายออกไปครึ่งกوان วิถีแห่งลมปราณรอบตัวหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น นิ้วมือเรียวยาวของเขาวางทาบลงบนด้ามกระบี่สนิมเขรอะที่เหน็บอยู่ข้างเอว
นั่นไม่ใช่กระบี่วิเศษอันใด เป็นเพียงกระบี่เหล็กกล้าไร้ค่าเล่มหนึ่งที่ซื้อมาจากแผงลอยข้างทาง แต่เมื่อมันอยู่ใมมือของไป๋ซูหยุน มันกลับส่งเสียงครางฮือราวกับมังกรบรรพกาลที่หลับใหลมานานนับหมื่นปีและกำลังจะตื่นจากการจำศีล
*ฉับพลัน... โลกทั้งใบราวกับหยุดนิ่ง*
เวลาในโรงเตี๊ยมคล้ายถูกยืดออก สายตาของมู่อิงหลันจับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มด้วยความชื่นชมและลุ่มลึก นางรู้ดีว่าวิถีกระบี่ของเขานั้นเหนือล้ำเกินกว่าที่ผู้ใดในยุทธภพนี้จะจินตนาการได้
ชิ้ง!
เสียงเหล็กกระทบฝักดังขึ้นเพียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานสะท้านไปถึงสรวงสวรรค์
กระบี่ชักออกจากฝักแล้ว!
ประกายแสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาราวกับเสาอัสนีบาต ผ่าแหวกเมฆหมอกยามค่ำคืนจนเปิดออกเป็นช่องว่าง เผยให้เห็นดวงจันทร์สีเลือดที่สาดส่องลงมาทาบทามร่างของไป๋ซูหยุนให้ดูคล้ายเทพเจ้าแห่งความตาย
แสงกระบี่นั้นรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้า รวดเร็วยิ่งกว่าความคิดของผู้คน
ไม่มีการปะทะ ไม่มีเสียงต่อสู้ยืดเยื้อ มีเพียงประกายแสงสีเงินยวดยวงที่วาดผ่านความมืดมิดเป็นเส้นตรงเส้นเดียว พาดผ่านร่างของมือสังหารทั้งเจ็ดในชั่วพริบตาเดียว
ทุกการเคลื่อนไหวหยุดชะงัก เงาดาบของมือสังหารสลายกลายเป็นผุยผง พิษร้ายแรงที่พวกมันภาคภูมิใจไม่ทันได้ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังของเป้าหมายด้วยซ้ำ ปราณกระบี่อันบริสุทธิ์และทรงพลังได้ตัดผ่านกระดูก เส้นเอ็น และดวงจิตของพวกมันจนแหลกสลายเป็นจุลในดาบเดียว
ซ่า...
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน ร่างของมือสังหารทั้งเจ็ดค่อยๆ แยกออกเป็นสองส่วนอย่างสมบูรณ์แบบ เลือดสีดำพุ่งทะลักออกจากบาดแผลก่อนที่ร่างไร้ลมหายใจจะทรุดฮวบลงกระแทกพื้นพร้อมกันเสียงดังสนั่น โรงเตี๊ยมทั้งหลังสั่นสะเทือน โครงสร้างไม้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
ความสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้แต่มู่อิงหลันเองก็ยังต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความร้ายกาจของกระบวนท่านี้แม้แต่นางในยามที่อยู่แดนเซียนก็ยังหาได้พบเจอบ่อยนัก
ไป๋ซูหยุนสะบัดข้อมือเบาๆ หยาดโลหิตสีแดงฉานหยดหนึ่งกระเด็นหลุดจากคมกระบี่ ก่อนที่เขาจะเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยกิริยาที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ราวกับเมื่อครู่เขาเพียงแค่ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า หาใช่การสังหารยอดฝีมือเจ็ดคนในดาบเดียวไม่
"ฝีมือของพวกมดปลวกนับวันยิ่งน่าเบื่อหน่ายเสียจริง" ไป๋ซูหยุนพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงเจือความเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังจะกลับคืนมา ร่างกายของไป๋ซูหยุนกลับชะงักกึก สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังทิศทางเบื้องบนของท้องฟ้าที่ปรากฏรอยแยกมิติสีดำสนิท
รอยแยกนั้นกำลังขยายใหญ่ขึ้น พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่กดทับลงมาจากเบื้องบน แรงกดดันนี้รุนแรงเสียจนทำให้พื้นดินรอบโรงเตี๊ยมยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายฉื่อ มู่อิงหลันหน้านิ่วคิ้วขมวดทันที นางรีบก้าวเข้ามาประชิดตัวไป๋ซูหยุน กระบี่เหมันต์นิรันดร์ในมือสั่นระริกด้วยความตื่นตัว
กลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากรอยแยกมิตินั้น... กลิ่นอายของศัตรูจากอดีตชาติที่ตามรอยพวกเขามาถึงโลกเบื้องล่างนี้แล้ว!
"ซูหยุน ระวังตัวด้วย..." มู่อิงหลันเอ่ยเสียงเครียด กระแสลมปราณเหมันต์ถูกปลดปล่อยออกมาปกป้องรอบกาย
ไป๋ซูหยุนไม่ตอบคำถาม เขากลับแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง ดวงตาเปล่งประกายแสงสีทองอร่ามข้ามผ่านกาลเวลา
"ในที่สุด... พวกมันก็ส่งสุนัขรับใช้มาเปิดทางให้อีกแล้วสินะ..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่วิถีเซียนเคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะครับ
*(ลงชื่อ)* **พยัคฆ์ขาวคำราม**
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 10
กระบี่ชักออกจากฝัก
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!