เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 13

พบพานนางเซียนผู้เย็นชา

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
ประกายโลหิตสายหนึ่งกรีดผ่านความมืดมิดของหุบเขาหมื่นอสูรราวกับพู่กันอสูรตวัดวาดเส้นตาย ความเงียบงันถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหวีดหวิวของกระบี่ที่กรีดผ่านมวลอากาศจนเกิดประกายไฟสีคราม ปราณกระบี่สายหนึ่งแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายกลางแผ่นหลังของร่างระหงที่กำลังถอยร่นอย่างจนมุม "อิงหลัน... เจ้าไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักกระบี่มารโลหิตได้หรอก ยอมจำนนแต่โดยดี แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าให้มาปรนนิบัติข้าบนเตียง!" เสียงหัวهเราะเยียบเย็นของ ‘หลี่เทียนคุน’ ผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งสำนักมารโลหิตดังสะท้อนก้องกังวาน รอบกายเขาล้อมรอบด้วยธงอักขระมารสีโลหิตเจ็ดผืน ส่งกลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วรัศมีร้อยลี้ มู่อิงหลันกัดริมฝีปากแน่นจนหลั่งรós หยดเลือดสีแดงสดตัดกับใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับหิมะ มือเรียวบางที่กำด้าม ‘กระบี่เหมันต์นิรันดร์’ สั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะอาการบาดเจ็บภายในที่สะสมจากการถูกรุมเร้าสกัดจุดปราณมาตลอดสามวันสามคืน นางหันกลับไปมองกลุ่มเงาร่างนับสิบที่ปิดกั้นทุกเส้นทางถอยร่น แววตาคู่คมดุจหยกน้ำแข็งฉายแววดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยว นางสาบานไว้แล้วว่า ต่อให้จิตวิญญาณต้องแตกดับสลายกลายเป็นธุลี นางก็ไม่มีวันยอมก้มหัวให้พวกเดรัจฉานมารโลหิตเหล่านี้เด็ดขาด วิ้ง—! กระบี่เหมันต์นิรันดร์ส่งเสียงร้องโหยหวนคล้ายรับรู้ถึงชะตากรรม ไอเย็นยะเยือกแผ่พุ่งออกมาราวกับต้องการแช่แข็งทุกสรรพสิ่งในรัศมีสิบวา แต่น่าเสียดายที่จุดตันเทียนของนางในยามนี้ถูกพิษสลายปราณกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะแผ่ขยายอาณาเขตกระบี่น้ำแข็งออกได้เต็มกำลัง "รนหาที่ตาย!" หลี่เทียนคุนแค่นเสียงเย้ยหยัน สะบัดมือส่งกรงเล็บโลหิตพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ทรวงอกของนางในพริบตา ระยะห่างเพียงแค่คืบ! ความตายทาบทับลงบนร่างระหงจนเส้นผมสีดำสนิทปลิวไสว ทว่า... ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ห้วงมิติเบื้องหน้ามู่อิงหลันกลับบิดเบี้ยวราวกับผืนน้ำถูกโยนหินลงไป! ตูมมม! คลื่นกระบี่สีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งระเบิดออกมาจากความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย มันมิใช่ปราณกระบี่ธรรมดา หากแต่เป็นวิถีกระบี่ที่บรรจุปรัชญาแห่งการกำเนิดและการดับสูญ พริบตาที่คลื่นกระบี่นั้นปะทะเข้ากับกรงเล็บโลหิต พลังมารอันเกรี้ยวกราดกลับถูกกลืนกินและสลายกลายเป็นความว่างเปล่าอย่างง่ายดายราวกับหิมะปะทะกับน้ำร้อน! "ผู้ใดกัน!" หลี่เทียนคุนใบหน้าเปลี่ยนสีทันที ถอยหลังไปสามก้าว แววตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก บนยอดกิ่งสนโบราณเบื้องบน ร่างในชุดคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านราวกับเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์กำลังยืนไขว้หลังอย่างสบายอารมณ์ ลมปราณรอบกายสงบนิ่งดั่งบึงน้ำลึกไร้ระลอกคลื่น แต่ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้เหล่าศิษย์สำนักมารโลหิตถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ไป๋ซูหยุนกวาดสายตาเรียบเฉยคมกริบมองลงมา ราวกับกำลังมองฝูงมดปลวกที่ไร้ค่า "สำนักมารโลหิต... ช่างกล้าหาญนัก ถึงกล้ามาล่าสัตว์ในเขตแดนที่ข้าเดินผ่าน" น้ำเสียงของไป๋ซูหยุนราบเรียบทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ "เจ้าเป็นใคร? อย่าได้รนหาที่ตายมายุ่งเรื่องของสำนักมารโลหิต!" หลี่เทียนคุนกัดฟันกรอด แผ่ขยายจิตสังหารระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบกดดันเข้าใส่ไป๋ซูหยุนหวังข่มขวัญ ไป๋ซูหยุนมิได้ตอบคำถาม เขามองเพียงมู่อิงหลันที่กำลังประคองร่างพิงโขดหินด้วยความอ่อนล้า ดวงตานิ่งงันคู่นั้นของนางกำลังจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน—มีความประหลาดใจ มีความระแวงระวัง และมีประกายแสงแห่งความเลื่อมใสวูบผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว "เจ้า... บาดเจ็บไม่เบานี่" ไป๋ซูหยุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว มู่อิงหลันเม้มริมฝีปากแน่น เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความทิฐิประจำตัวตามประสาธิดาแดนเซียน "ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้ผู้ใดมาเวทนา" ไป๋ซูหยุนมุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ "ปากแข็งเสียจริง เลือดที่มุมปากเจยังไม่ยอมแห้งเลยด้วยซ้ำ หากข้ามาช้ากว่านี้อีกครึ่งลมหายใจ เจ้าคงกลายเป็นวิญญาณไร้ญาติไปแล้ว" "เจ้า!" มู่อิงหลันโกรธจนใบหน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงเรื่อ แม้จะเยือกเย็นกับคนทั้งโลกเพียงใด แต่นางกลับไม่เคยพบเจอชายหนุ่มผู้ใดที่กล้าต่อปากต่อคำกับนางด้วยน้ำเสียงสามัญเช่นนี้มาก่อน "ระวังตัวด้วย!" หลี่เทียนคุนเห็นอีกฝ่ายเมินเฉยตนเองราวกับไร้ตัวตน ย่อมเดือดดาลจนเส้นเลือดปูดโปน สะบัดมือเรียก ‘กระบี่กระดูกมาร’ ออกมา พลังมารสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นรูปหัวกะโหลกขนาดยักษ์อ้าปากกว้างพุ่งเข้ากลืนกินทั้งสองคน "รนหาที่ตายแท้ๆ" ไป๋ซูหยุนถอนหายใจเบาๆ ราวกับกำลังรำคาญเสียงแมลงหวี่แมลงวัน นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของไป๋ซูหยุนสะบัดออกเบาๆ ดาบไม้ไผ่ธรรมดาเล่มหนึ่งที่เหน็บไว้ข้างเอวพลันเปล่งแสงสีทองเรืองรอง พุ่งออกจากฝักด้วยความเร็วที่แม้แต่สายตาของยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณก็ยังมองตามไม่ทัน ฉับ! เสียงตัดผ่านอากาศดังขึ้นเพียงครั้งเดียว หัวกะโหลกยักษ์มารโลหิตถูกผ่าออกเป็นสองซีกอย่างเนียนเรียบราวกับตัดเต้าหู้ ปราณกระบี่ที่หลงเหลือพุ่งทะยานต่อไปกวาดร่างของศิษย์สำนักมารโลหิตสัปดนกลุ่มนั้นกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ทิ้งรอยแยกยาวนับพันวาไว้เบื้องล่าง หลี่เทียนคุนเบิกตากว้างค้างเติ่ง กระบี่ในมือร่วงหล่นลงพื้น เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากลำคอของเขาก่อนที่ร่างทั้งร่างจะล้มตึงลงแน่นิ่งไร้ลมหายใจ โดยที่เขายังไม่ทันได้รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายชักกระบี่ออกจากฝักด้วยกระบวนท่าใด! ความเงียบสงบกลับคืนสู่หุบเขาอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้และกลิ่นคาวเลือดที่เจือจางลง ไป๋ซูหยุนก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้มู่อิงหลันช้าๆ ฝีเท้าของเขาเบาราวกับย่างก้าวอยู่บนปุยเมฆ กลิ่นอายจางๆ ของโอสถบรรพกาลผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษเพศลอยเข้าจมูกของนาง ทำให้มู่อิงหลันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาที่เคยเย็นชาราวกับน้ำแข็งนับหมื่นปีในยามนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อยามที่ปลายนิ้วอุ่นของชายหนุ่มเอื้อมมาแตะที่ชีพจรบริเวณข้อมือของนางเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บ "พิษสลายปราณโลหิต... พิษชั้นต่ำเช่นนี้ เจ้าปล่อยให้มันกัดกร่อนเส้นชีพจรเซียนของตัวเองได้อย่างไร?" ไป๋ซูหยุนขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับอาจารย์กำลังสั่งสอนศิษย์ "มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า..." มู่อิงหลันพยายามชักมือกลับ แต่ไป๋ซูหยุนกลับกำข้อมือของนางไว้แน่นขึ้นอย่างมั่นคง แรงกดเบาๆ ที่ส่งผ่านมาทำให้หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะอย่างกะทันหัน ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดไหลซ่านไปตามเส้นเลือด สวนทางกับความหนาวเหน็บที่นางคุ้นเคยมาตลอดชีวิต ไป๋ซูหยุนไม่พูดพร่ำทำเพลง มืออีกข้างพลิกคว่ำเรียกเม็ดยอดโอสถสีเขียวมรกตที่มีลวดลายอักขระโบราณเก้าวงกลมปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ กลิ่นหอมตลบอบอวลเพียงแค่สูดดมก็ทำให้ปราณในร่างของมู่อิงหลันเกิดปฏิกิริยาตอบสนองทันที "อ้าปากซะ" เขาเอ่ยสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปฏิเสธ มู่อิงหลันชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาคู่สวยมองหน้าชายหนุ่มผู้ลึกลับผู้นี้ ลึกลงไปในแววตานั้นไม่มีความโลภ ไม่มีเจตนาร้าย มีเพียงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสุขุมเยือกเย็น นางเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะยอมเปิดริมฝีปากออกอย่างว่าง่ายแต่โดยดี โอสถสวรรค์ละลายในปากทันทีที่สัมผัสลิ้น พลังงานบริสุทธิ์สายหนึ่งพวยพุ่งเข้าสู่ตันเทียน ชำระล้างพิษมารที่ตกค้างจนหมดสิ้นในพริบตาเดียว! มู่อิงหลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่มันโอสถระดับใดกัน? ถึงสามารถแก้พิษสลายปราณที่แม้แต่ผู้อาวุโสในสำนักเซียนยังต้องใช้เวลาขับออกเป็นเดือนได้อย่างง่ายดายภายในลมหายใจเดียว! นางเงยหน้าขึ้นหมายจะเอ่ยปากถามบางอย่าง แต่ทว่าใบหน้าของไป๋ซูหยุนในยามนี้กลับอยู่ห่างจากนางเพียงแค่ลมหายใจกั้น สายตาของเขากำลังจ้องมองริมฝีปากของนางที่เปื้อนคราบเลือดจางๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับนัยน์ตาของนางตรงๆ บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันลงอย่างประหลาด เคมีบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังถักทอเชื่อมโยงคนทั้งสองเข้าหากันอย่างแน่นแฟ้น ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดของหุบเขาอสูร ทว่า... ในวินาทีที่หัวใจของมู่อิงหลันกำลังเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอกนั้นเอง ท้องนภาเบื้องบนที่เคยเงียบสงบก็พลันคำรามกึกก้องด้วยเสียงสายฟ้าฟาดสีดำทมิฬ! เปรี้ยงงง—! เมฆทัณฑ์สวรรค์สีนิลกาฬหนาแน่นนับพันลี้ก่อตัวขึ้นครอบคลุมทั่วทั้งผืนฟ้าอย่างไร้สัญญาณเตือน แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่ง ที่กำลังก้าวทะยานฝ่าม่านเมฆสายฟ้าลงมาเบื้องหน้าของคนทั้งสอง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาทคนฟัง "ไป๋ซูหยุน... ในที่สุดข้าก็หาตัวเจ้าพบ ทัณฑ์สวรรค์เก้าประลัยกัลป์ในวันนี้ คือจุดจบของเจ้า!" --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%