เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 14

การประลองยุทธ์ประจำเมือง

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
เสียงประทับตราหยกกระแทกลงบนแผ่นป้ายเหล็กกล้าดัง *ก้องกังวาน* สะท้อนก้องไปทั่วโถงลงทะเบียนสำนักประลองยุทธ์เมืองเมฆาอัคคี ป้ายประจำตัวหมายเลขเก้าสิบเก้าถูกเลื่อนส่งมาตรงหน้า พร้อมกับสายตาริษยาและเหยียดหยามจากเหล่าผู้ฝึกตนรอบด้านที่จับจ้องมายังร่างอันผอมบางแต่มั่นคงของเด็กหนุ่ม "หมายเลขเก้าสิบเก้า... ขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด?" นายทหารผู้ดูแลการลงทะเบียนเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาสสมเพชเวทนา ก่อนจะหัวเราะร่วนออกมาเสียงดัง "ฮ่าๆๆ ปีนี้พวกสวะจากสำนักนอกด่านช่างกล้าหาญเสียจริง ส่งเด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมาเป็นอาหารให้แก่ศิษย์สายตรงของเจ็ดตระกูลใหญ่ หรือพวกเจ้าคิดว่าคัมภีร์ 'บรรพกาลสุริยันจันทรา' เป็นเพียงแค่เศษขยะข้างทางที่ใครเก็บไปก็ได้กันเล่า?" บรรยากาศรอบโถงกว้างพลันเงียบสงบลงชั่วพริบตา เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังระงมขึ้นจากมุมมืด ทว่าไป๋ซูหยุนกลับมิได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยวหรือหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยราวน้ำในบึงลึก นัยน์ตาคู่คมดุจพญาอินทรีทอประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง เขายื่นมือเรียวยาวดั่งหยกขาวไปหยิบป้ายเหล็กขึ้นมาอย่างเชื่องช้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่น่าเกรงขามโดยไม่ต้องเค้นพลัง "คัมภีร์โบราณชิ้นนั้นจะตกเป็นของใคร... มิใช่เรื่องที่สุนัขเฝ้าประตูเช่นท่านจะต้องมาวิตกกังวลกระมังครับ" *เปรี้ยง!* แรงกดดันจากจิตสังหารอันบางเบาแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งพันปีแผ่ซ่านออกจากร่างของไป๋ซูหยุนชั่วแวบเดียว นายทหารผู้ดูแลการลงทะเบียนถึงกับหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดไปสามก้าวโดยไม่รู้ตัว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังราวกับเพิ่งเดินผ่านประตูนรกมาหมาดๆ เมื่อครู่นี้เขารู้สึกเหมือนถูกคมกระบี่นับพันเล่มจ่ออยู่ที่ลำคอ ทั้งที่เด็กหนุ่มตรงหน้ายังไม่ได้ชักอาวุธใดๆ ออกมาเลยด้วยซ้ำ "เจ้า...!" นายทหารเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความอัปยศอดสู แต่เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาคู่นั้น เขากล่าวต่อไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ "ซูหยุน..." เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะละลายความหนาแน่นของจิตสังหารในโถงลงทะเบียนให้สลายหายไปในพริบตา มู่อิงหลันก้าวเดินเข้ามาเคียงข้าง ร่างระหงภายใต้ชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราศีนางเซียนแผ่ซ่านความเย็นเยียบจนอุณหภูมิในรัศมีสิบจั้งลดฮวบลงอย่างฉับพลัน นางปรายตามองนายทหารผู้นั้นเพียงแวบเดียวด้วยสายตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ราวกับมองดูเศษธุลีดินข้างทาง ทำให้นายทหารผู้นั้นถึงกับตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขั้วหัวใจ "อย่าเสียเวลากับคนไร้ค่าเหล่านี้เลยครับ" ไป๋ซูหยุนหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้รักษาระยะความอ่อนโยนไว้เฉพาะนาง "การประลองรอบแรกจะเริ่มในอีกหนึ่งก้านธูปนี้แล้ว เราไปรอที่ลานประลองกันเถอะครับ" มู่อิงหลันพยักหน้าน้อยๆ แววตาคู่สวยที่เคยเย็นชากลับทอประกายอ่อนแสงลงยามเมื่อทอดมองบุรุษหนุ่มผู้นี้ นางรู้ดีว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการเดินทางมาเยือนเมืองเมฆาอัคคีมิใช่เพียงแค่การแย่งชิงคัมภีร์โบราณเพื่อเสริมสร้างฐานะ แต่เป็นการทวงคืนหนี้เลือดที่ตระกูลใหญ่ในอดีตเคยฝากไว้เมื่อชาติภพก่อน และที่สำคัญที่สุด... นางไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาพรากเขาไปจากเบื้องข้างนางเป็นครั้งที่สองอย่างเด็ดขาด ณ ลานประลองกลางเมืองเมฆาอัคคี บรรยากาศเนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับหมื่นที่หลั่งไหลกันมามุงดูมหกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ปริมณฑลถูกล้อมรอบด้วยเสาหินอัคคีสತ್ತศิลาที่สลักอักขระโบราณคุ้มกันเขตอาคมหนาแน่น ตรงใจกลางคือเวทีประลองศิลาทมิฬขนาดมหึมาที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันจนแสบตา บนอัฒจันทร์ฝั่งทิศเหนือ ซึ่งเป็นเขตที่นั่งของผู้ทรงอิทธิพลและผู้นำเจ็ดตระกูลใหญ่ สายตานับคู่ต่างจับจ้องลงมายังเวทีด้วยความกระหายใคร่รู้ "ฮึ่ม! ได้ยินว่าปีนี้มีพวกมดปลวกจากแดนไกลกล้าส่งชื่อเข้าร่วมประลองด้วยหรือ?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากประมุขตระกูลหลี่ นามว่า 'หลี่เทียนป้า' ผู้ครอบครองวิชาฝ่ามือเพลิงผลาญสวรรค์ เขาแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน พลางเหลือบมองไปยังบุตรชายคนโต 'หลี่มู่หยาง' อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองเมฆาอัคคีผู้ถือครองขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เก้า หลี่มู่หยางนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม ใบหน้าหยิ่งผยองแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาลูบแหวนมิติบนนิ้วโป้งเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย่อหยัน "ท่านพ่อไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ขยะก็คือขยะวันยังค่ำ ต่อให้พวกมันรวบรวมความกล้าขึ้นมาเหยียบย่างบนเวทีนี้ได้ สุดท้ายก็เป็นได้เพียงกระสอบทรายให้ข้าได้ฝึกซ้อมมือคลายเส้นก่อนจะไปหยิบครองคัมภีร์โบราณเท่านั้นเอง" เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังระเบิดขึ้นทั่วทั้งสนาม เมื่อเสียงฆ้องโบราณดังขึ้นสามครั้งติดกัน เป็นสัญญาณเริ่มต้นการประลองรอบคัดเลือกอย่างเป็นทางการ! "การประลองคู่แรก! ไป๋ซูหยุน จากสำนักนอกด่าน ปะทะกับ... หลิวเฟิง ศิษย์เอกสำนักกระบี่โลหิต!" สิ้นเสียงประกาศของกรรมการ ท่ามกลางสายตานับหมื่นคู่ ร่างของบุรุษร่างกำยำในชุดคลุมสีเลือดก็พุ่งทะยานขึ้นสู่เวทีประลองด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว เขาถือกระบี่ใหญ่ยาวสามฉื่อพาดบ่า แววตาดุดันเหี้ยมเกรียมจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มผู้ก้าวเดินขึ้นมาอีกด้านอย่างไม่ปิดบังจิตสังหาร หลิวเฟิงหัวเราะเสียงดังลั่นจนแก้วหูคนฟังแทบแตก "ไอ้หนู! เจ้าคือคนที่กล้าหาญหรือรนหาที่ตายกันแน่ ถึงได้เลือกใช้ชื่อสำนักกระจอกๆ นั้น ข้าจะให้โอกาสเจ้าคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาข้าสามครั้ง แล้วยอมกลิ้งลงจากเวทีไปเสียแต่โดยดี มิฉะนั้น... กระบี่ในมือของข้าเล่มนี้คงต้องลิ้มลองรสชาติเลือดสดๆ ของเด็กน้อยอย่างเจ้าเสียแล้ว!" ไป๋ซูหยุนหยุดยืนห่างออกไปสิบก้าว เขายังคงเอามือไขว้หลัง ใบหน้าสงบนิ่งราวกับสายน้ำที่ไร้คลื่นลม มือข้างหนึ่งแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาๆ ที่เหน็บไว้ข้างเอว รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างน่าขนลุก "กระบี่โลหิตของสำนักเจ้า... ร่ำเรียนมาเพื่อรatรังแกผู้อื่นสินะครับ" ไป๋ซูหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากลับก้องกังวานชัดเจนไปทั่วทุกมุมสนาม "น่าเสียดาย... ที่วิชากระบี่ระดับต่ำต้อยเช่นนั้น แม้แต่จะมาขัดรองเท้าให้ข้า... ก็ยังไม่คู่ควรเลยด้วยซ้ำ" *ฮือฮา—!* เสียงอุทานด้วยความตกใจดังเซ็งแซ่ขึ้นจากฝูงชนทันที ทุกคนต่างคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้คงจะสติฟั่นเฟือนไปแล้วจึงกล้ากล่าววาจาท้าทายศิษย์เอกสำนักกระบี่โลหิตผู้มีชื่อเสียงน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ต่อหน้าธารกำนัล หลิวเฟิงหน้าดำคร่ำเครียด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความโกรธเกรี้ยวจนถึงขีดสุด เขาคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด "ไอ้สารเลว! เจ้าหาที่ตายเองนะ!" *ฉวะ—!* ประกายแสงสีเลือดสว่างวาบขึ้นท่ามกลางอากาศ หลิวเฟิงระเบิดพลังลมปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่แปดออกมาจนถึงขีดสุด ร่างของเขากลายเป็นเงาสมציดพุ่งเข้าหาไป๋ซูหยุนพร้อมกับกระบี่ใหญ่ที่หวาดผ่าลงมากลางกระหม่อมอย่างรุนแรง หมายจะผ่าร่างของเด็กหนุ่มออกเป็นสองซีกในกระบวนท่าเดียว! แรงกดดันจากลมปราณสีเลือดแผ่ซ่ายจนพื้นศิลาเวทีปริร้าวเป็นทางยาว ผู้ชมหลายคนถึงกับอุทานปิดตาด้วยความหวาดเสียว ทว่า... ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง ไป๋ซูหยุนกลับยังคงยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลิวเฟิง เขามั่นใจว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคงจะหวาดกลัวจนขยับตัวไม่ได้ไปเสียแล้ว ทว่า... ทันใดนั้นเอง นัยน์ตาของไป๋ซูหยุนก็เปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามประกายแสงเจิดจ้า รัศมีลมปราณบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งทะลักทะลายพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาราวกับมังกรคำราม! นิ้วเรียวยาวของไป๋ซูหยุนขยับสัมผัสด้ามกระบี่ไม้ไผ่... *กริ๊ง...* เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังแว่วกังวานราวกับเสียงเพลงแห่งความตาย และในวินาทีที่คมกระบี่ไม้เล่มนั้นถูกชักออกมาจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว... -------------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%