"เงาหัวของพวกมัน... ข้าจองไว้แล้ว"
สุ้มเสียงของไป๋ซูหยุนราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบจนมู่หลานอิงที่นั่งอยู่เบื้องข้างถึงกับเหลือบสายตาขึ้นมอง นางมิได้เอ่ยคำคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ นิ้วเรียวดุจหยกขาวลูบไล้ผ่านด้ามกระบี่เหมันต์นิรันดร์ที่วางพาดตักอย่างแผ่วเบา ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากฝักกระบี่จนหยดน้ำค้างบนโต๊ะไม้ชาตกลงมากระทบพื้นกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในชั่วพริบตา
รถม้าวิญญาณโลหิตควบทะยานผ่านม่านหมอกหนาทึบ เบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏภาพที่ทำให้ผู้คนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"เมืองใหญ่วายุคลั่ง" ศูนย์กลางการค้าและขุมกำลังยุทธ์ที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนบูรพา กำแพงเมืองสูงตระหง่านสร้างจากศิลาดำหมื่นปี สลักอักขระป้องกันลมปราณระดับนภาตระหง่านเสียดฟ้า เบื้องหน้าประตูเมืองเนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับหมื่น ทั้งพ่อค้าวาณิชจากแดนไกล ศิษย์สำนักยุทธ์น้อยใหญ่ในชุดเครื่องแบบหลากหลายสีสัน และเหล่ามือกระบี่เร่ร่อนที่ต่างพกพาศาสตราวุธเปล่งประกายเจิดจ้า
บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันจากลมปราณนับร้อยสายที่ปะทะกันอย่างเงียบเชเชียบ
"เรียนคุณชายไป๋ และแม่นางมู่ ถึงหน้าประตูเมืองแล้วขอรับ" เสียงของเฒ่าหม่าผู้บังคับรถม้าดังลอดเข้ามา น้ำเสียงของเขาเจือความหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย เนื่องจากด่านตรวจด้านหน้านั้นขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดและโหดเหี้ยมของ 'สำนักพยัคฆ์อัคคี' ที่ผูกขาดการเก็บภาษีผ่านเข้าออก
ไป๋ซูหยุนก้าวลงจากรถม้าอย่างเชื่องช้า อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงแดดจนดูราวกับเซียนผู้ไร้มลทิน เส้นผมสีดำสนิทถูกมัดรวบไว้ด้วยปิ่นไม้ไผ่เรียบง่าย ทว่ารัศมีรอบกายเขากลับสงบนิ่งดั่งห้วงมหาสมุทรที่ไม่มีผู้ใดหยั่งถึง ดวงตาคู่คมกวาดตามองไปยังซุ้มประตูเมืองที่มีทหารยามสวมเกราะเพลิงยืนคุมเข้ม
"หยุด! แสดงป้ายผ่านทาง หรือจ่ายค่าผ่านทางคนละสามร้อยศิลาวิญญาณระดับกลาง!"
ทหารยามนายหนึ่งที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดพาดผ่านใบหน้า ก้าวเข้ามาขวางทางพร้อมกับถือหอกยาวเปล่งประกายอัคคีสีแดงฉาน สายตาของมันกวาดมองไปที่ไป๋ซูหยุนและมู่หลานอิงด้วยความโลภและเหยียดหยาม เมื่อเห็นว่าทั้งสองแต่งกายด้วยชุดเรียบง่าย ไม่มีตราสัญลักษณ์ของสำนักใหญ่ใดๆ ประดับอยู่
มู่หลานอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รัศมีเย็นชาแผ่ขยายออกโดยอัตโนมัติจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงหลายองศา ทหารยามกลุ่มนั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงถึงกระดูกดำ
แต่ไป๋ซูหยุนกลับยกมือขึ้นห้ามปรามภรรยาคู่ใจด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
"สามร้อยศิลาวิญญาณระดับกลาง... ค่าผ่านทางแพงถึงเพียงนี้เชียวหรือ" ไป๋ซูหยุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มือขวายื่นออกไปราวกับคว้าจับความว่างเปล่า
"ฮ่าๆๆ เจ้ารastard ไม่มีปัญญาจ่ายหรือไง? ถ้างั้นก็ไสหัวไปซะ! หรือถ้าอยากเข้าเมืองนัก... แม่นางผู้นั้นต้องยอมไปดื่มสุรากับนายน้อยของเราที่หอคอยวายุคลั่งเสียก่อน!" ทหารยามหัวร่อต่อกระซิกอย่างน่าไม่อาย พร้อมกับส่งสายตาแทะโลมไปยังมู่หลานอิง
สิ้นคำพูดนั้น... เวลาในรัศมีร้อยวาเสมือนถูกแช่แข็ง
มู่หลานอิงมิได้ขยับกาย นางเพียงแค่กะพริบตาครั้งหนึ่ง...
*ฉับพลัน!*
ประกายกระบี่สีครามสายหนึ่งลากผ่านอากาศอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ไม่มีใครมองเห็นว่านางชักกระบี่ออกจากฝักตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกที ศีรษะของทหารยามผู้บังอาจล่วงเกินนางก็ลอยละลิ่วหลุดจากบ่า เลือดสีแดงฉาดพุ่งกระฉูดขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมป้ายหินหน้าเมืองให้กลายเป็นสีชาดในพริบตาเดียว
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบริเวณประตูเมืองทันที ฝูงชนที่กำลังเดินเข้าออกต่างหยุดชะงัก หันมามองเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
"มีคนกล้าสังหารคนของสำนักพยัคฆ์อัคคีกลางประตูเมือง!" เสียงอุทานด้วยความตกใจดังระงม
ไป๋ซูหยุนทอดถอนหายใจเบื้องต่ำ เขาก้าวเดินผ่านร่างไร้ศีรษะไปอย่างไม่แยแส สายตาจับจ้องไปยังใจกลางเมืองใหญ่ที่ตึกรามบ้านช่องเรียงรายสลับซับซ้อน ที่ซึ่งความแค้นในอดีตชาติของเขากำลังรอคอยการสะสาง
"เจ้ากล้าหาญนักนะที่บังažรสร้างความวุ่นวายในอาณาเขตของสำนักพยัคฆ์อัคคี!"
เสียงคำรามดังกึกก้องดั่งอสนีบาตฟาดลงมาจากยอดหอคอยสูงระฟ้า แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์พรั่งพรูลงมากดทับฝูงชนจนเข่าทรุด ร่างเงาสีเพลิงสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากฟ้าด้วยความเร็วสูง ปรากฏเป็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมเพลิง มือถือกระบองหนามเหล็กไหลที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีชาด
"นั่น... ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายสำนักพยัคฆ์อัคคี 'หลี่ไห่ถัง'! จอมยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญเคล็ดเพลิงผลาญสวรรค์!" มีคนร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัว
หลี่ไห่ถังจ้องมองซากศพลูกน้องของตนด้วยแววตาดุดันราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด ก่อนจะหันขวับมายังไป๋ซูหยุนและมู่หลานอิง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
"ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นใคร วันนี้ต้องเอาชีวิตและศิลาวิญญาณทั้งหมดชดใช้ความผิด!"
ไป๋ซูหยุนหยุดเดิน เขายังคงไม่หันกลับไปมอง ทว่ามุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันไร้ขอบเขต มือซ้ายยกขึ้นจัดปกเสื้ออย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน
"อิงหลัน... ดูเหมือนว่าสุนัขเฝ้าบ้านยุคนี้ จะไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริงของแผ่นดินนี้เสียแล้ว"
มู่หลานอิงขยับตัวเล็กน้อย เสียงโลหะกระทบฝักกระบี่ดังขึ้น *กริ๊ง...* เป็นสัญญาณเตือนว่า มัจจุราชได้มาเยือนถึงที่แล้ว
ทว่า ในวินาทีที่หลี่ไห่ถังกำลังจะซัดฝ่ามือเพลิงเข้าใส่ทั้งสอง ท้องฟ้าเหนือเมืองใหญ่วายุคลั่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬหนาทึบก่อตัวขึ้นในพริบตา พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทุกตนในรัศมีร้อยลี้
ธงประจำสำนักต่างๆ ในเมืองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ...
*เงาร่างสีทองอร่ามสามร่าง ปรากฏขึ้นบนยอดหอคอยสูงสุด พร้อมกับกระแสลมปราณระดับเซียนแท้จริงที่กดทับลงมาจนผู้คนกระอักเลือดพร้อมกัน!*
"นั่นมัน... สภาผู้อาวุโสสูงสุดแดนลับแล! เหตุใดพวกมันถึงมาปรากฏตัวที่นี่?!" หลี่ไห่ถังหน้าถอดสีทันที ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างหาที่เปรียบมิได้
ไป๋ซูหยุนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แววตาคู่คมฉายประกายลึกล้ำราวกับล่วงรู้บางสิ่งมาก่อนแล้ว
...
*(ลงชื่อ)* **พยัคฆ์ขาวคำราม**
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 12
มุ่งสู่เมืองใหญ่วายุคลั่ง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!