ป้ายคำสั่งสีทองที่สاطท้อนประกายแสงอยู่บนยอดเสาศิลานั้น ไม่ได้ส่งเสียงกรีดร้อง แต่กลับกดทับบรรยากาศรอบบริเวณให้จมดิ่งลงสู่ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง
"เงาโลหิตทมิฬ... ไม่นึกเลยว่าสุนัขรับใช้แห่งตำหนักกระบี่โลหิตจะกล้าตามรังควานมาถึงเขตแดนรกร้างแห่งนี้"
ไป๋ซูหยุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งได้รับการลับจนถึงขีดสุด เขาปรายตามองร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องบน ร่างนั้นแผ่ไอสังหารสีเลือดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาจนเมฆหมอกรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นสีชาด
นี่คือปมปัญหาจากอดีตชาติที่ยังสะสางไม่จบสิ้น แม้เขาจะกลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างของเด็กหนุ่มตระกูลตกยาก ทว่าเงาดำแห่งการหักหลังยังคงไล่ล่าราวกับวิญญาณอาฆาต
"ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า..."
เสียงอันเยือกเย็นราวกับลมหายใจแห่งเหมันต์ดังขึ้นข้างกาย มู่อิงหลันก้าวออกมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว รัศมีสีขาวบริสุทธิ์แผ่ขยายออกจากร่างจนเกล็ดน้ำค้างบนพื้นหญ้าแข็งตัวกลายเป็นผลึกแก้ว นางไม่แม้แต่จะชายตามองมือสังหารผู้นั้นด้วยซ้ำ ดวงเนตรคู่งามดั่งหยกสลักจับจ้องไปยังเบื้องหน้าด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
"อิงหลัน อย่าเพิ่งเร่งร้อน" ไป๋ซูหยุนยกมือขึ้นแตะบ่าเรียวบางของนางเบาๆ สัมผัสไอเย็นเยียบทะลุผ่านเนื้อผ้า ทว่าความอบอุ่นจากจิตวิญญาณของชายหนุ่มกลับทำให้สตรีผู้เยือกชาติต้องชะงักไปเล็กน้อย "หนทางเบื้องหน้าของเรายังอีกยาวไกล เป้าหมายในวันนี้คือการหา 'โสมมรกตทมิฬ' เพื่อหลอมโอสถทะลวงขอบเขตขั้นที่เจ็ด... เราไม่มีเวลามาเล่นสนุกกับสุนัขข้างถนนเหล่านี้"
สิ้นคำพูดของไป๋ซูหยุน ร่างของมือสังหารแห่งตำหนักกระบี่โลหิตก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าๆๆๆ! ไป๋ซูหยุน! เจ้าคิดว่าตัวเองยังเป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างนั้นหรือ? สภาพของเจ้าในตอนนี้เป็นเพียงแค่ขยะที่รอวันถูกเด็ดหัวเท่านั้น! จงมอบเคล็ดวิชากระบี่บรรพกาลมาเสียดีๆ มิฉะนั้น ข้าจะฉีกร่างของพวกเจ้าให้เป็นชิ้นๆ!"
มือสังหารผู้นั้นสะบัดมือ พลังปราณโลหิตควบแน่นกลายเป็นศาสตราวุธนับร้อยเล่มลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ พลังกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่านจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
ทว่าไป๋ซูหยุนกลับเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างเย้ยหยัน เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในตันเถียน (จุดศูนย์กลางพลังปราณ) ของเด็กหนุ่ม ทะเลปราณสีครามหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุหมุน
"ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณ... ในสายตาของข้าในเวลานี้ มันก็เป็นเพียงแค่มดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น"
วิ้ง!
ประกายแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นจากฝ่ามือของไป๋ซูหยุน กระบี่เหล็กไร้ชื่อที่ดูธรรมดาเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น แม้จะไม่มีลวดลายวิจิตรบรรจง ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสลงบนด้ามจับ คลื่นกระบี่อันทรงพลังระดับที่ทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวก็แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต
ฉากต่อสู้อันดุเดือดตระการตาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อ ไป๋ซูหยุนไม่แม้แต่จะขยับเท้าก้าวออกไป ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิมในพริบตา เหลือไว้เพียงภาพติดตาที่สลายกลายเป็นละอองแสง
ฉับพลัน! ท้องนภาที่เคยถูกย้อมด้วยสีเลือดกลับถูกตัดขาดออกเป็นสองส่วนด้วยประกายกระบี่สีครามเส้นเดียว!
ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง มือสังหารในชุดคลุมสีดำแข็งค้างกลางอากาศ ร่างกายของเขายังคงตั้งตรง ทว่าตรงกลางหน้าผากปรากฏรอยปริบางเฉียบดั่งเส้นไหม ก่อนที่ร่างนั้นจะแยกออกเป็นสองส่วนและร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างไร้เสียง
มู่อิงหลันมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ฉายแววชื่นชมอย่างลึกซึ้ง นางรู้ดีว่าชายหนุ่มข้างกายผู้นี้แบกรับความแค้นอันหนักอึ้งเพียงใด ทว่าเขากลับไม่เคยสูญเสียความสุขุมและวิถีแห่งเซียนที่แท้จริงไปเลยแม้แต่น้อย
"ไปกันเถอะ..." ไป๋ซูหยุนเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยกิริยาราบเรียบราวกับเมื่อครู่เขาเพียงแค่ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า "หุบเขาอัสดงรอเราอยู่ สมุนไพรวิญญาณที่จำเป็นต่อการทะลวงขอบเขตกำลังรอให้เราไปเก็บเกี่ยว"
ทั้งสองละทิ้งซากศพไว้เบื้องหลัง และพุ่งทะยานลึกเข้าไปใน "ป่ารกร้างหมื่นอสูร" ดินแดนอาถรรพ์ที่แม้แต่ยอดฝีมือแห่งยุทธภพยังต้องหวาดผวา บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยไอหมอกพิษสีม่วงเข้ม ต้นไม้ใบหญ้าล้วนมีรูปร่างประหลาดคล้ายกรงเล็บอสูรที่พร้อมจะขย้ำผู้บุกรุกทุกเมื่อ
การเดินทวาเดินทางดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงฝีเหยียบที่กระทบกับใบไม้แห้งและเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
ผ่านไปชั่วยามเต็มๆ เบื้องหน้าของพวกเขาคือหุบเขาขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกอัสดงสีเพลิง ผาหินสูงชันตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ที่ใจกลางหุบเขานั้นเอง แสงเรืองรองสีเขียวมรกตสาดส่องทะลุกลุ่มหมอกออกมา—นั่นคือ "โสมมรกตทมิฬ" สมุนไพรวิญญาณระดับสวรรค์ที่เติบโตได้เฉพาะในจุดที่พลังหยินและหยางบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ
"ในที่สุดก็ถึง..." มู่อิงหลันเอ่ยเบาๆ นางสัมผัสได้ถึงพลังปราณธรรมชาติอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากโสมต้นนั้น ทว่าในขณะเดียวกัน สัญชาตญาณของนางก็ร้องเตือนถึงภัยอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ความเงียบสงบนี้
ไป๋ซูหยุนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดเดิน สายตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองสำรวจไปยังบริเวณรอบๆ โสมมรกตทมิฬ ไม่มีร่องรอยของอيสอสูรเฝ้าสมุนไพร... และนั่นแหละคือสิ่งที่ผิดปกติที่สุด
"ระวังตัวด้วย อิงหลัน..." ไป๋ซูหยุนกระซิบเตือน เสียงของเขายังไม่ทันขาดคำ พื้นดินใต้ต้นโสมมรกตทมิฬก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ตึง! ตึง! ตึง!
แผ่นดินแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ไอหมอกสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า รากไม้หนาทึบนับร้อยสายพุ่งขึ้นมารัดรึงต้นโสมเอาไว้ราวกับมันคือชีวิตของมัน ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ดวงตาสสีแดงฉานคู่มหึมาคู่หนึ่งที่ค่อยๆลืมขึ้นจากความมืดมิดใต้พื้นดิน พร้อมกับเสียงคำรามก้องที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งขุนเขา—อสูรบรรพกาลร้อยปีที่หลับใหลตื่นขึ้นแล้ว!
และในวินาทีที่เงาดำมหึมานั้นพุ่งทะยานขึ้นมาจากหลุมลึกเพื่อหมายจะกลืนกินทั้งสองคนให้ดับดิ้นไปพร้อมกับสมุนไพรวิญญาณ... ไป๋ซูหยุนกลับสังเกตเห็นประกายแสงประหลาดบางอย่างที่สลักอยู่บนหน้าผากของอستอสูรตัวนั้น... มันคือตราสัญลักษณ์โบราณที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีจาก "ตำหนักเซียนเก้าชั้นฟ้า" ในอดีตชาติ!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝืนลิขิตฟ้าไปกับไป๋ซูหยุนและมู่อิงหลันใน1บทนี้ด้วยนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 4
สมุนไพรวิญญาณแห่งหุบเขาอัสดง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!