"ตระกูลไป๋แห่งสำนักเมฆาอัคคี... สิ้นชื่อไปตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้ว เจ้าคิดว่าเศษสวะที่เพิ่งปีนป่ายขึ้นมาจากก้นเหวเช่นเจ้า จะเอาอะไรมาต่อรองกับกฎเหล็กของหุบเขาพันกระบี่!"
เสียงคำรามเจือจิตสังหารระเบิดก้องลานทดสอบพลัง ศิษย์พี่ใหญ่ 'หานเทียน' ยืนหยัดด้วยท่าทีองอาจ ชุดคลุมสีครามปักลายพยัคฆ์เหินฟ้าสะบัดสะไกตามแรงกดดันของขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นที่เจ็ด รอบกายของเขาหมุนวนด้วยกระแสลมปราณอัคคีที่ร้อนระอุจนอากาศบิดเบี้ยว รัศมีการกดดันแผ่ซ่านลงมาดั่งภูเขาขนาดยักษ์กดทับบ่าของทุกคนในรัศมีร้อยเมตร
รอบลานหิน ศิษย์นับร้อยต่างกลั้นหายใจ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่ครึ่งคำ ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นจนแทบหยุดหายใจนั้น ร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาของ ไป๋ซูหยุน กลับยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับยอดเขาที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อพายุร้าย
ดวงตาคมกริบดั่งกระบี่โบราณของไป๋ซูหยุนกวาดมองผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มมิได้แสดงอาการตื่นตระหนก หรือแม้แต่ความโกรธเกรี้ยว รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากกลับเปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันที่ล้ำลึกเกินกว่าวัย
"กฎเหล็กหรือ?" ไป๋ซูหยุนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าก้องกังวานเสียดแทงลึกลงไปในจิตใจของผู้ฟัง "ในสายตาของข้า กฎของสำนักที่ใช้กดขี่ผู้อ่อนแอ... ก็เป็นเพียงแค่เศษกระดาษที่รอวันถูกฉีกขาดด้วยคมกระบี่เท่านั้น หานเทียน เจ้าคิดว่าการก้าวสู่ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นเจ็ด จะทำให้เจ้ากลายเป็นฟ้าดินกระนั้นหรือ?"
คำพูดนั้นราวกับน้ำมันราดลงบนกองเพลิง สีหน้าของหานเทียนบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาบัดนี้แดงก่ำด้วยโทสะ "สามหาม! เจ้าเด็กเหลือขอ กล้าดีอย่างไรมาหยามเกียรติศิษย์พี่ใหญ่ วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างฟ้ากับเหว ว่าการมีชีวิตอยู่มันทรมานยิ่งกว่าความตายอย่างไร!"
*ตูม!*
คลื่นพลังอัคคีระเบิดออกจากร่างของหานเทียนในพริบตา ฝ่ามือขวาแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บอัคคีทะยานเข้าหาไป๋ซูหยุนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปราณความร้อนแผดเผาพื้นหินจนแตกร้าวเป็นทางยาว รัศมีการโจมตีนี้หากเป็นศิษย์ทั่วไปคงแหลกสลายกลายเป็นจุลไปนานแล้ว
ทว่า ไป๋ซูหยุนยังคงยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นป้องกัน
*ฉับพลันนั้นเอง...*
เงาร่างสีขาวดุจหิมะโปรยปรายก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของไป๋ซูหยุนอย่างไร้ซุ่มเสียง มู่อิงหลัน ยืนตระหง่านดั่งเทพธิดาน้ำแข็ง นางมิได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ไอเย็นยะเยือกที่หนתหนากว่าหมื่นปีก็แผ่พุ่งออกไปปะทะกับกรงเล็บอัคคีทันที
*เปรี้ยง! เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว!*
คลื่นพลังสองขั้ว ร้อนแรงและหนתเหน็บ ปะทะกันจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกวงกว้าง กระเบื้องลานหินนับร้อยแผ่นแตกละเอียดเป็นผุยผง หานเทียนถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด เมื่อพบว่าพลังของตนถูกต้านทานไว้ได้อย่างง่ายดายด้วยสตรีผู้เยือกเย็นนางนี้
"อิงหลัน! เจ้า... เจ้ากล้าขัดขวางการลงทณฑ์ของสำนักงั้นหรือ?" หานเทียนกัดฟันกรอด แววตาฉายแววริษยาและหวาดระแวงระคนกัน เขารู้ดีว่าพลังของธิดาแดนเซียนผู้นี้ลึกล้ำเพียงใด แม้แต่ผู้อยู่ในขอบเขตเดียวกันยังต้องเกรงกลัว
มู่อิงหลันไม่แม้แต่จะชายตามองเขา ดวงตาดุจหินหยกคู่นั้นมองตรงไปเบื้องหน้า น้ำเสียงราบเรียบแต่เยือกเย็นจนสลักลงในกระดูก "คนของข้า... ใครก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง หากเจ้ายังกล้าก้าวล่วงแม้แต่ก้าวเดียว กระบี่เหมันต์เล่มนี้ จะเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของเจ้า"
คำพูดนั้นเด็ดเดี่ยวและไร้ความปรานี ยิ่งทำให้หานเทียนรู้สึกเสียหน้าต่อหน้าศิษย์นับร้อย เขาแผดเสียงคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง "ดี! ดีมาก! ในเมื่อพวกเจ้าสมคบคิดกันฝ่าฝืนกฎ วันนี้ข้าในนามของศิษย์พี่ใหญ่ จะใช้กระบวนท่า 'อัคคีผลาญนภา' สยบพวกเจ้าทั้งสองคนพร้อมกัน!"
รัศมีพลังของหานเทียนพุ่งทะยานถึงขีดสุด บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อตัวเป็นรูปพยัคฆ์เพลิงคำรามก้อง นี่คือวิชาลับประจำตระกูลของเขา ที่แม้แต่ผู้อาวุโสบางท่านยังต้องชื่นชม
ทว่า ในวินาทีที่พยัคฆ์เพลิงกำลังจะพุ่งทะยานลงมาบดขยี้ มือเรียวยาวของไป๋ซูหยุนก็วางลงบนบ่าของมู่อิงหลันเบาๆ เป็นสัญญาณให้นางถอยไปครึ่งก้าว
"พอแค่นี้เถอะครับ..." ไป๋ซูหยุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจอย่างประหลาด
ชายหนุ่มก้าวเท้าออกมาข้างหน้า ดวงตาดำสนิทคู่นั้นทอประกายแสงสีทองจางๆ ลึกล้ำดั่งห้วงจักรวาล ในมือของเขาไม่มีอาวุธใดๆ นอกจากนิ้วมือที่เรียงชิดติดกันดั่งคมกระบี่
"เจ้า...!" หานเทียนโกรธจนแทบกระออกเลือด ที่เด็กหนุ่มผู้นี้แสดงท่าทีดูแคลนเขาถึงเพียงนี้ "ตายเสียเถอะไอ้สวะ!"
พยัคฆ์เพลิงมหึมาพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วแสง ทุกผู้คนต่างปิดตาลงด้วยความหวาดกลัว ภาพของไป๋ซูหยุนที่จะถูกแผดเผาจนไม่เหลือซากประทับอยู่ในความคิดของทุกคนแล้ว
ทว่า... มีเพียงไป๋ซูหยุนเท่านั้นที่ยิ้ม
เขายกนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้น วาดผ่านอากาศเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกตารางนิ้วที่ปลายนิ้วผ่านไป กลับปรากฏร่องรอยของอักขระโบราณสีทองเปล่งประกายเจิดจ้า กลิ่นอายแห่งวิถีกระบี่ดั้งเดิมที่หลับใหลมานับหมื่นปีถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในพริบตา
"วิถีกระบี่บรรพกาล... กระบี่เดียวทะลวงสวรรค์"
*ฟิ้ว!*
ประกายแสงสีทองเส้นบางเฉียบราวเส้นไหม พุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง ไม่มีแรงลมพายุโหมกระหน่ำ มีเพียงความเงียบงันชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
*ฉับ!*
แสงสีทองตัดผ่านร่างของพยัคฆ์เพลิงอย่างง่ายดายราวกับใช้มีดตัดเต้าหู้ พลังอัคคีอันเกรี้ยวกราดสลายกลายเป็นอากาศธาตุในพริบตา และก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว ประกายแสงนั้นก็หยุดลงที่ลำคอของหานเทียน ห่างจากผิวเนื้อเพียงแค่มิลลิเมตรเดียวเท่านั้น!
เหงื่อกาฬเม็ดโตผุดขึ้นเต็มใบหน้าของหานเทียน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ความร้อนระอุเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหนาวยะเยือกที่แล่นริ้วจากไขสันหลังขึ้นสู่สมอง เขารับรู้ได้ทันทีว่า... หากไป๋ซูหยุนต้องการ หัวของเขาคงหลุดจากบ่าไปตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกแล้ว
"เจ้า... เจ้าใช้เคล็ดวิชาอะไร..." หานเทียนละล่ำละลักเอ่ยออกมา เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
ไป๋ซูหยุนลดมือลง สายตาคมกริบก้มลงมองศิษย์พี่ใหญ่ผู้เคยเย่อหยิ่งที่บัดนี้ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความหมดแรง
"ข้าบอกแล้วว่า เจ้ามันก็แค่กบในกะลา" ไป๋ซูหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าเฉียบคมดั่งใบมีด "จำบทเรียนนี้เอาไว้... ว่าบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พูดคำว่ากฎ"
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วลานทดสอบ ไม่มีใครกล้าหายใจดัง ศิษย์นับร้อยต่างมองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวและยำเกรง ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ยิ่งใหญ่ถูกสยบลงได้ภายในกระบวนท่าเดียว!
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง...
*เปรี้ยง! เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวจากท้องนภเบื้องบน ทั้งที่ไร้เค้าลางของเมฆฝน!*
มวลเมฆสีดำทมิฬพวยพุ่งปกคลุมหุบเขาพันกระบี่ในพริบตา แรงกดดันระดับมหาเทพที่ทรงพลังยิ่งกว่าหานเทียนนับร้อยเท่าแผ่ซ่านลงมาจากยอดเขาสูงสุด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกวาดผ่านจิตใจของทุกคน
"ช่างสามหามนัก... กล้าหาญสังหารคนของเราในเขตหวงห้าม ไป๋ซูหยุน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการกลับชาติมาเกิดครั้งนี้ จะทำให้เจ้ารอดพ้นจากเงื้อมมือของ 'ผู้อาวุโสสูงสุด' ไปได้?"
สิ้นเสียงนั้น ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายกระบี่โลหิตก็ปรากฏขึ้นบนยอดเสาศิลาเบื้องบน พร้อมกับป้ายคำสั่งสีทองสำแดงประกายแสงสะท้อนดวงตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร... และใบหน้าที่ทำให้ไป๋ซูหยุนต้องหรี่ตาลงด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 3
ตบหน้าศิษย์พี่ใหญ่ผู้เย่อหยิ่ง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!