"ไป๋ซูหยุน... เจ้าซ่อนตัวอยู่ที่นี่เอง ข้าตามหาเจ้ามาสามร้อยภพชาติ... ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องรับผิดชอบคำสัญญาที่ให้ไว้บนยอดเขาเหมันต์นิรันดร์แล้ว"
น้ำเสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึกของไป๋ซูหยุน ราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ขาวที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงแดนสวรรค์ชั้นเก้า ทว่าภายในห้องพักอันเงียบสงบของสำนักกระบี่เมฆา มีเพียงแสงเทียนวับแวมที่กำลังจะมอดดับ เงาร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกเก่าๆ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังที่เปลือยเปล่า กล้ามเนื้อทุกมัดตึงเกร็งราวกับเหล็กกล้าที่กำลังถูกเผาไฟในเตาหลอม
ไป๋ซูหยุนลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่นั้นหาใช่ความหวาดหวั่นของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีไม่ หากแต่ล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทรโบราณที่ผ่านกาลเวลามานับอนันต์
*สามร้อยภพชาติอย่างนั้นหรือ? หึ... สวรรค์เบื้องบนช่างเพียรพยายามยิ่งนัก ที่ยังคงจดจำนามของข้า—มหาเทพผู้เหยียบย่ำกฎเกณฑ์ของพวกมันจนแหลกละเอียดได้*
เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อ ปราณสีครามเข้มสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วอย่างควบคุมไม่ได้ จุดชีพจรหลักทั้งเก้าสิบเก้าจุดในร่างกายของเขาถูกพันธนาการไว้ด้วย "โซ่ตรวนแห่งสวรรค์" ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากความอยุติธรรมในอดีตชาติ โซ่ตรวนนี้อุดตันเส้นทางเดินลมปราณ ทำให้เขาเป็นได้เพียงแค่ "ขยะไร้ค่า" ที่แม้แต่ศิษย์สาย外 (นอก) ก็ยังกล้าเหยียบย่ำ
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง ประตูไม้ห้องพักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา
ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราศีกระจ่างราวกับหิมะแรกฤดู ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านปกคลุมทั่วห้องจนหยาดน้ำค้างบนหน้าต่างกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง มู่อิงหลัน นางเซียนผู้เยือกเย็นและไร้ความรู้สึกต่อสรรพสิ่งในใต้หล้า นางมองเด็กหนุ่มด้วยแววตาที่ซับซ้อนเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง
"เจ้ากำลังฝืน..." น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างล้ำลึก "โซ่ตรวนสวรรค์เส้นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทะลวงด้วยพลังปราณระดับหลอมรวมลมปราณขั้นต้นได้ หากเจ้าดึงดันทำต่อ เส้นชีพจรหัวใจจะแตกสลาย และเจ้าจะตายอย่างทรมาน"
ไป๋ซูหยุนเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งทระนงที่ทำให้นางเซียนผู้สูงส่งถึงกับใจกระตุกวูบ
"อิงหลัน..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่มั่นคง "เจ้าคิดว่าข้าคือใคร? ข้าคือผู้ที่เคยใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวท้าทายบัลลังก์เทวะมาแล้ว โซ่ตรวนสวรรค์สารเลวนี้ เป็นเพียงเศษเหล็กขึ้นสนิมในสายตาข้าเท่านั้น"
มู่อิงหลันเม้มริมฝีปากแน่น นางก้าวเข้ามาใกล้ แผ่ไอเย็นคุ้มกันรอบกายของเขาเพื่อป้องกันไม่ให้พลังปราณย้อนกลับมาทำลายร่าง "ข้าไม่ได้กลัวว่าเจ้าจะตาย... แต่ข้ากลัวว่า หากเจ้าตาย ข้าจะต้องรอคอยไปอีกสามร้อยภพชาติโดยไม่มีเจ้าเคียงข้างอีก"
คำพูดนี้ หากหลุดออกจากปากผู้อื่นคงเป็นเพียงคำหวานเลี่ยน ทว่าจากริมฝีปากของนางเซียนผู้เยือกเย็น กลับหนักแน่นและจริงจังดั่งคำสาบานแห่งวิญญาณ
ไป๋ซูหยุนมองนางด้วยแววตาที่อ่อนลงวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวขั้นสุด "เช่นนั้น... จงดูให้ดี ว่าข้าจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอย่างไร"
เขานั่งขัดสมาธิลงอีกครั้ง หลับตาลงตั้งจิตเป็นหนึ่งเดียว ร่างกายของเขาเริ่มเปล่งแสงสีทองเรืองรองออกมาจากใต้ผิวหนัง นั่นคือ "เคล็ดวิชากลืนนภาฝืนลิขิต" วิชาบรรพกาลที่แม้แต่เจ้าสำนักแดนเซียนยังไม่เคยล่วงรู้
*ครืนนน—!*
ทันใดนั้น ท้องน้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบ เหนือสำนักกระบี่เมฆากลับปรากฏกลุ่มเมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สายฟ้าสีม่วงเข้มแลบแปลบปลาบอยู่ใจกลางเมฆ เสียงคำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วสารทิศ แรงกดดันจากฟ้าดินแผ่ซ่านลงมาจนเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสในสำนักต้องสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดผวา
"นั่นมัน... คลื่นพลังอะไรกัน?" ผู้อาวุโสสูงสุดที่กำลังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำปิดตาย เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนกระอักเลือดออกมาคำโต "ปราณฟ้าดินกำลังแปรปรวน... มีใครบางคนกำลังฝืนทะลวงขอบเขตขั้นสะท้านฟ้าในเขตสำนักของเรา!"
ภายในห้องพัก ไป๋ซูหยุนคำรามลั่นในลำคอ กล้ามเนื้อทั่วร่างขยายใหญ่ขึ้นเส้นเลือดปูดโปน เม็ดเหงื่อผสมกับเลือดสีดำที่ขับพิษและสิ่งสกปรกออกจากร่างกายไหลรินอาบผิวหนัง
โซ่ตรวนแห่งสวรรค์ที่พันธนาการจุดชีพจรเริ่มส่งเสียง "แกร็ก... แกร็ก..." ราวกับโลหะที่กำลังจะแตกหักภายใต้แรงอัดมหาศาล
มู่อิงหลันยืนมือสั่นอยู่ข้างกาย นางใช้กระบี่เหมันต์ปักลงกับพื้นเพื่อค้ำยันไม่ให้ตนเองล้มลงจากแรงกดดันระดับมหาเทพที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม
"แตกสลายซะ—!"
ไป๋ซูหยุนแผดเสียงคำรามสะท้อนก้องฟ้า ปราณสายสีทองและสีครามระเบิดออกจากร่างพร้อมกัน พลังทำลายล้างพุ่งทะลุหลังคาเรือนไม้จนพังทลายเป็นเสี่ยงๆ เสาแสงพรรณรายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แหวกกลุ่มเมฆสีดำสนิทออกเป็นสองซีกอย่างน่าอัศจรรย์!
เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์นับพันชีวิตต่างพากันวิ่งออกมาจากห้องพัก พวกเขาแหงนมองท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ภาพที่ปรากฏคือเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนหยัดท่ามกลางสายฟ้าฟาดฟัน โดยมีร่างของนางเซียนผู้เยือกเย็นยืนคุ้มกันอยู่เบื้องล่าง
แต่ทว่า... ในวินาทีที่จุดชีพจรเส้นสุดท้ายถูกปลดปล่อย และพลังของไป๋ซูหยุนกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ท้องฟ้าเบื้องบนกลับมิได้สงบลง รอยแยกสีแดงฉานสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นกลางกลุ่มเมฆ ดั่งดวงตาของอสูรยักษ์ที่กำลังลืมตาตื่นขึ้นมามองมดปลวกที่บังaaniฝ่าฝืนกฎ
เสียงระฆังสำนวนโบราณดังขึ้นสามครั้งซ้อน... *ก๊อง! ก๊อง! ก๊อง!*
และก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว ประตูมิติสีทองอร่ามที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณนับหมื่นตัว ก็เปิดออกช้าๆ พร้อมกับเงาร่างของ "ผู้ลงทัณฑ์แห่งสวรรค์" สามร่างที่ก้าวเท้าเหยียบย่างลงมาจากฟากฟ้า นามและรัศมีพลังของพวกมัน... ทำให้ทวีปเบื้องล่างทั้งทวีปต้องสั่นสะท้านไปถึงรากแก้ว!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีแห่งเซียนผู้ฝืนลิขิตนี้นะครับ
— พยัคฆ์ขาวคำราม
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชากลืนนภาฝืนลิขิต
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!