รสคาวสนิมเหล็กคละคลุ้งอวลอยู่ในโพรงปาก ผสมปนเปกับกลิ่นอับชื้นของโคลนตมและเศษฟางเน่า
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถางดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ราวกับเสียงแมลงวันรบกวนที่น่ารำคาญ ยามเมื่อสติสัมปชัญญะของไป๋ซูหยุนถูกกระชากให้กลับคืนสู่ความจริง ความเจ็บปวดร้าวรานราวกับกระดูกทุกชิ้นในร่างถูกบดขยี้ด้วยค้อนเหล็กแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์
"ไอ้เศษสวะไป๋ซูหยุน... แกคิดว่าปีนขึ้นมาเป็นศิษย์สายในของสำนักเมฆาคารวะแล้วจะสูงส่งขึ้นมาได้งั้นหรือ? หึ! ร่างกายไร้รากชีพจร ขยะที่แม้แต่ลมปราณยังกักเก็บไม่ได้เช่นแก มีค่าไม่ต่างอะไรกับสุนัขข้างถนนตัวหนึ่ง!"
เสียงตวาดกร้าวของศิษย์พี่ใหญ่ "จ้าวหลง" ดังสะท้อนก้องภายในเรือนพักเก่าคร่ำคร่า พร้อมกับแรงถีบอันหนักหน่วงที่อัดเข้าบริเวณลิ้นปี่อย่างจัง จนไป๋ซูหยุนกระีอักลิ่มเลือดสีดำคล้ำออกมาคำใหญ่ ร่างกายที่ผอมโซบอบช้ำล้มกลิ้งไปกระแทกกับเสาไม้ผุพังอย่างหมดสภาพ
จ้าวหลงและสมุนอีกสามคนยืนมองด้วยสายตากลั่นแกล้งและเหยียดหยาม พวกมันคือศิษย์สายในที่มีเบื้องหลังเป็นผู้อาวุโสในสำนัก การรังแกศิษย์ที่ไร้ที่พึ่งเช่นไป๋ซูหยุนคือความบันเทิงอันไร้ซึ่งต้นทุนในแต่ละวัน
แต่ทว่า... แววตาที่ควรจะหวาดกลัวหรืออ้อนวอนขอชีวิต กลับมิได้ปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย
ไป๋ซูหยุนค่อยๆ เงยศีรษะขึ้นช้าๆ เส้นผมสีดำสนิทที่เปียกชุ่มด้วยเหงื่อและคราบเลือดปรกใบหน้าซีดเซียว ทว่านัยน์ตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาลางเลือนนั้น กลับฉายแววประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลอันมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง ประกายตานั้นเยือกเย็น ดุดัน และเปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดันอันน่าสะพรึงกลัว จนจ้าวหลงที่กำลังจะเงื้อมือซ้อมต่อ ถึงกับชะงักค้างโดยไม่รู้ตัว ความหนาวยะเยือกแล่นพล่านขึ้นมาจากกระดูกสันหลังอย่างกะทันหัน
*สายตาแบบนี้มัน... อะไรกัน?* จ้าวหลงกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง หัวใจเต้นระรัวโดยไร้เหตุผล
ในห้วงความคิดของไป๋ซูหยุนเวลานี้ คลื่นความทรงจำอันมหาศาลกำลังไหลทะลักเข้าใส่ราวกับเขื่อนแตก ภาพอดีตชาติอันรุ่งโรจน์เมื่อครั้งที่เขายังเป็น "มหาเทพโลหิตสวรรค์" ผู้กุมชะตาฟ้าดิน ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของแดนเซียน ทว่ากลับถูกหักหลังโดยสหายสนิทและคนรักในยุทธภพ รุมสังหารในทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ดับสูญสิ้นร่างทองคำ... แต่จิตวิญญาณแห่งมหาเทพหาได้แตกดับไม่ มันกลับล่องลอยข้ามผ่านกาลเวลาและห้วงมิติ มาจุติใหม่ในร่างของเด็กหนุ่มผู้มีนามเดียวกัน ศิษย์สำนักเมฆาคารวะผู้มี "รากชีพจรพิการ" ที่ถูกรังแกจนลมหายใจรดต้นตีน
"ข้า... กลับมาแล้วสินะ"
เสียงพึมพำลอดผ่านริมฝีปากที่แตกยับเยิ้ม น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังและก้องกังวานลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ยิน จนจ้าวหลงและพวกพ้องรู้สึกราวกับมีภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาตกลงมาทับร่าง
"เจ้า... แกพึมพำอะไรวะไอ้ขยะ! อยากตายนักใช่ไหม!" จ้าวหลงรู้สึกเสียหน้า ขบกรามแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยวเพื่อกลบเกลื่อนความกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ มันเงื้อมือขึ้น หมายจะรวบรวมลมปราณระดับหลอมรวมลมปราณขั้นห้า ซัดฝ่ามือใส่กะโหลกศีรษะของไป๋ซูหยุนให้แหลกคามือ!
ทว่า ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้นเอง...
ไป๋ซูหยุนขยับตัว
มันเป็นการเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายยิ่ง ไม่มีเสียงคำรามกึกก้อง ไม่มีออร่าลมปราณพวยพุ่งอลังการ มีเพียงความนิ่งสงบดั่งสายน้ำที่เชี่ยวกรากใต้ผืนน้ำแข็ง ไป๋ซูหยุนใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นดิน ลุกขึ้นยืนหยัดเต็มความสูงอย่างมั่นคง แม้ร่างกายนับร้อยแห่งจะเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ แต่กระดูกสันหลังของเขากลับตั้งตรงสง่างามราวกับกระบี่วิเศษที่ผ่านการตีลับนับหมื่นปี
เขาสบตากับจ้าวหลงด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่ง
"ในอดีตชาติ ข้าเคยเหยียบย่างซากศพของเหล่ามหาเทพมานับไม่ถ้วน..." ไป๋ซูหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่น่าเกรงขามจนอากาศรอบกายพล Hแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ "วันนี้... เจ้าเป็นเพียงสุนัขรับใช้ตัวหนึ่ง กล้าดียังไงถึงบังaชาญอาจมาเหยียบย่ำร่างที่ข้าใช้จุติใหม่?"
*บูม!*
สิ้นเสียงพูดของไป๋ซูหยุน ทันใดนั้นเอง! มวลพลังปราณโบราณอันไร้ขอบเขตที่ถูกผนึกไว้ในห้วงวิญญาณระดับมหาเทพ ก็ทะลทะลักระเบิดออกรอบตัวเขาอย่างรุนแรง! แรงกดดันระดับที่สามารถบดขยี้สำนักเล็กๆ ให้ราบเป็นหน้ากลองแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ท้องฟ้าเหนือสำนักเมฆาคารวะที่เคยปลอดโปร่ง กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทมิฬ เมฆฝนก่อตัวหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมายังเรือนพักหลังนั้นราวกับโกรธเกรี้ยวแทนผู้เป็นนาย!
จ้าวหลงและสมุนเข่าทรุดฮวบลงไปกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง กระอักเลือดสดๆ ออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจขีดสุด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทาจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิ้วเดียว ความรู้สึกเหมือนความตายกำลังคืบคลานเข้ามาบีบคอ ปรากฏชัดในจิตสำนึกของพวกมัน
ไป๋ซูหยุนก้มมองฝ่ามือของตนเองที่เริ่มมีละอองแสงสีทองประกายระยิบระยับปกคลุม รากชีพจรที่เคยเสียหายถูกชำระล้างและหลอมรวมใหม่ด้วยพลังปราณบรรพกาลในชั่วพริบตา เขายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อกฎเกณฑ์ของสวรรค์
"สวรรค์ยังไม่กล้าเอาชีวิตข้า แล้วพวกเจ้าเป็นตัวอะไรกัน?"
ทว่า ในขณะที่ไป๋ซูหยุนกำลังจะสะบัดมือปลิดชีพมดปลวกเหล่านี้ ทันใดนั้น... อุณหภูมิโดยรอบก็ดิ่งฮวบลงสู่จุดเยือกแข็งอย่างฉับพลัน ลมหนาวที่พัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์และกลิ่นอายกระบี่อันคมกริบจนบาดผิวหนัง ทำให้แม้แต่ไป๋ซูหยุนยังต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย
*เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่ง* ปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงบนหลังคาเรือนพัก ร่างนั้นสง่างามราวกับเทพธิดาหลุดลอยมาจากแดนเซียน เส้นผมสีเงินยวงยาวสลวยสะท้อนแสงจันทร์ (แม้จะเป็นเวลากลางวัน) ในมือเรียวบางถือกระบี่สีฟ้าใสที่แผ่ไอเย็นเยือกแข็งไปทั่วสารทิศ นางคือ "มู่อิงหลัน" ธิดาแดนเซียนผู้เย็นชาและโดดเดี่ยว
ดวงตาคู่งามดั่งหยกเย็นมองลงมายังไป๋ซูหยุนที่อาบไปด้วยเลือด ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะขยับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้อารมณ์ แต่กลับดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
"ไป๋ซูหยุน... เจ้าซ่อนตัวอยู่ที่นี่เอง ข้าตามหาเจ้ามาสามร้อยภพชาติ... ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องรับผิดชอบคำสัญญาที่ให้ไว้บนยอดเขาเหมันต์นิรันดร์แล้ว"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปในวิถีเซียนนี้นะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 1
การจุติของมหาเทพไร้รากชีพจร
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!