"หากเก้าสำนักใหญ่ยังคงมัวเมาในอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน สงครามมารครานี้... พวกเราคงไม่ต้องรอให้มันมาเยือนถึงประตูสำนัก หรอกกระมัง"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังก้องกังวานภายในห้องโถงใหญ่แห่งสำนักกระบี่นภา เมฆหมอกสีเทาครึ้มลอยต่ำผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายโบราณ สะท้อนบรรยากาศอันตึงเครียดราวกับพายุใหญ่กำลังก่อตัว
ไป๋ซูหยุนยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธภพผืนใหญ่ที่ทำจากหนังสัตว์อสูรบรรพกาล นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองรายชื่อผู้นำสำนักฝ่ายคุณธรรมที่ส่งสาส์นปฏิเสธการเข้าร่วมพันธมิตร ปราณกระบี่ในร่างกายของเขาแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกออกมาโดยไม่รู้ตัว จนหยดน้ำบนโต๊ะไม้จันทน์หอมแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
เบื้องหลังของเขา มู่อิงหลันยืนพิงเสาหินอัคนีด้วยท่าทีสง่างามเยือกเย็น นางอยู่ในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาด้วยด้ายเงิน กระบี่เหมันต์นิรันดร์ที่เหน็บอยู่ข้างกายส่งเสียงสั่นพานเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารที่เจืออยู่ในบรรยากาศ
"พวกมันหวาดกลัว" มู่อิงหลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ แต่แววตาคู่คมกลับทอประกายเย้ยหยัน "ความโลภและความขลาดเขลาทำให้หูหนวกตาบอด คิดว่าการวางตัวเป็นกลางจะช่วยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของพรรคมารโลหิตโลกันตร์ได้ ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาสิ้นดี"
"คนโง่มักคิดว่าตนเองฉลาดเสมอ" ไป๋ซูหยุนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เปี่ยมด้วยความสุขุมและรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน เขายกกาชาดกขึ้นรินชาใส่ถ้วย ควันสีขาวพวยพุ่งพร้อมกลิ่นหอมกรุ่นของชาสมุนไพรหมื่นปี "แต่ในเมื่อพวกมันไม่ยอมเดินมาหาเราด้วยความสมัครใจ เราก็แค่ต้องทำให้พวกมันไม่มีทางเลือกอื่น... นอกจากการก้มหัวให้วิถีกระบี่ของข้า"
ประตูกลางห้องโถงถูกผลักออกอย่างแรง กลิ่นอายพลังปราณระดับวิญญาณแท้จริงแผ่พุ่งเข้ามาพร้อมกับร่างของ 'เจ้าสำนักเมฆาคารวะ' ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งพันธมิตรยุทธ์ฝ่ายคุณธรรม ใบหน้าของเขาซีดเผือด มีร่องรอยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัดในยามที่ก้าวเข้ามาโค้งคำนับให้ไป๋ซูหยุน
"เรียน... เรียนท่านไป๋ซูหยุน ข่าวร้ายจากชายแดนตะวันตกส่งมาถึงแล้วครับ!" เจ้าสำนักเมฆาคารวะประสานมือคารวะด้วยความยำเกรง แม้ว่าในนามไป๋ซูหยุนจะดูอายุเยาว์นัก แต่พลังฝีมือและโอสถบรรพกาลที่ชายหนุ่มเคยแสดงออกมาก่อนหน้านี้ ได้สยบความเย่อหยิ่งของจอมยุทธ์รุ่นอาวุโสทั่วทั้งยุทธภพจนราบคาบ
ไป๋ซูหยุนยังคงจิบชาอย่างใจเย็น ไม่มีความตื่นตระหนกเจืออยู่ในแววตาแม้แต่น้อย "พูดมา เกิดอะไรขึ้นที่หุบเขาอสูรโลหิต"
"ค่ายกลพิทักษ์เขตแดนทั้งเจ็ดแห่งที่สำนักอัคคีสวรรค์และสำนักพยัคฆ์เหินดูแลอยู่... ถูกทำลายลงในชั่วพริบตาเดียวครับ!" เสียงของผู้อาวุโสสั่นระริก "ผู้นำสำนักทั้งสองและศิษย์เอกนับร้อยชีวิต... ถูกสูบพลังชีวิตจนแห้งเหือด เหลือเพียงซากมัมมี่... และ... และธงประกาศิตมารของประมุขมารโลหิตถูกปักไว้ที่ใจกลางซากปรักหักพัง!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ แม้แต่บรรยากาศรอบกายยังคล้ายจะหยุดนิ่ง
มู่อิงหลันหรี่ตาลงเล็กน้อย ปราณเหมันต์รอบกายพุ่งทะยานขึ้นสู่เพดานจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งโปรยปรายลงมาดั่งหิมะโปรยปราย "พวกมันเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดูเหมือนว่าเป้าหมายต่อไปของพรรคมารจะไม่ใช่แค่การยึดครองสำนักเล็กๆ แต่เป็นการบดขยี้รากฐานของเก้าสำนักใหญ่ให้สิ้นซากในคราเดียว"
ไป๋ซูหยุนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ ดังสะท้อนก้องกังวานในโถงกว้าง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ออร่าพลังปราณอันไร้ขอบเขตระเบิดออกจากร่างราวกับมังกรสวรรค์ตื่นจากการจำศีล แรงกดดันมหาศาลนี้ทำให้เจ้าสำนักเมฆาคารวะถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น เหงื่อกาฬไหลพรั่งพรูอาบใบหน้า
"พวกมันคิดจะใช้ยุทธภพแห่งนี้เป็นลานสังเวยเพื่อทะลวงสู่ขอบเขตเซียนมารขั้นสมบูรณ์สินะ..." ไป๋ซูหยุนแหงนมองท้องฟ้าด้านนอกผ่านหน้าต่าง แววตาของเขาฉายแววอาฆาตแค้นที่สะสมมาตั้งแต่ชาติภพก่อน "น่าสนใจ... ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมสังเวยนัก ข้า 'ไป๋ซูหยุน' ผู้นี้ ก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ ตัดหัวของประมุขมารมาสังเวยแทน!"
ชายหนุ่มกวาดสายตามองเจ้าสำนักเมฆาคารวะที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"ส่งสาส์นออกไปอีกครั้ง... แจ้งแก่ทุกสำนักที่เหลือ ว่าข้าจะจัดงานชุมนุมพันธมิตรสำนักยุทธ์คุณธรรม ณ ยอดเขาเทวะกระบี่ ในอีกสามวันข้างหน้า ใครที่กล้าปฏิเสธ หรือใครที่คิดจะตบตาเป็นนกสองหัว... ข้าจะถือว่ามันเป็นสมุนของพรรคมาร และกระบี่ของข้าจะไปเยือนมันเป็นคนแรก!"
"รับ... รับทราบแล้วครับ!" เจ้าสำนักเมฆาคารวะรีบโขกศีรษะคำนับด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะลุกขึ้นแล้วถอยหลังออกจากห้องโถงไปด้วยความลนลาน
เมื่อร่างของแขกผู้มาเยือนลับตาไป มู่อิงหลันจึงก้าวเข้ามาใกล้ไป๋ซูหยุน นางเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม แววตาคู่สวยมีความกังวลฉายชัดอยู่เพียงเสี้ยววินาที "ซูหยุน... เจ้ามั่นใจหรือว่าพวกมันจะยอมมาตามนัด? เก้าสำนักใหญ่ต่างมีความระแวงกันเองมาเนิ่นนาน การรวมพลครั้งนี้อาจทำให้พวกมันแตกตื่นและหันมาเล่นงานเราก่อนก็ได้"
ไป๋ซูหยุนยื่นมือไปกุมมือเรียอบางของนางไว้เบาๆ ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาช่วยขับไล่ความเย็นชาของปราณเหมันต์ลงได้ รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม
"พวกมันไม่มีทางเลือกอื่นหรอกอิงหลัน ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม หากพวกมันไม่เลือกเดินตามเส้นทางที่ข้าขีดไว้ ก็มีแต่ต้องรอความพินาศอยู่ที่สำนักของตนเอง... และอีกอย่าง" ไป๋ซูหยุนหันไปมองทิศทางของชายแดนตะวันตก แววตาลึกล้ำราวกับมองทะลุกาลเวลา "ข้าไม่ได้เรียกพวกมันมาเพื่อขอความช่วยเหลือ... แต่ข้าเรียกพวกมันมาเพื่อ 'พิพากษา' ต่างหาก"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง...
จู่ๆ อักขระเวทโบราณที่สลักไว้รอบห้องโถงเพื่อป้องกันการบุกรุกก็เกิดเปล่งแสงสีแดงฉานขึ้นมาพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ!
พื้นศิลาใต้เท้าของทั้งสองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกำลังพยายามขุดคุ้ยขึ้นมาจากใต้พิภพ และก่อนที่ไป๋ซูหยุนจะทันได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องสะท้อนมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับดังมาจากขุมนรกโลกันตร์
*“ฮ่าๆๆๆ... ไป๋ซูหยุน เจ้าคิดว่าเจ้าควบคุมหมากกระดานนี้ไว้ได้ทั้งหมดแล้วอย่างนั้นหรือ? น่าเสียดาย... ที่หมากตัวสำคัญที่สุด ถูกข้าสับเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว!”*
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิกฤตและเส้นทางกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ไปด้วยกันนะครับ!
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 28
พันธมิตรสำนักยุทธ์คุณธรรม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!