ก้องกังวานเสียงหัวเราะเย้ยหยันยังคงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของไป๋ซูหยุน ราวกับเศษหนามแหลมคมที่จงใจกรีดแทงลงบนรอยแผลเป็นในอดีตชาติ ความเงียบงันปกคลุมอยู่เหนือค่ายกลป้องกันเมืองหงส์สุริยาชั่วลมหายใจหนึ่ง ทว่ามันคือความเงียบก่อนที่พายุคลั่งจะโหมกระหน่ำจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
“ฮ่าๆๆๆ... ไป๋ซูหยุน เจ้าคิดว่าเจ้าควบคุมหมากกระดานนี้ไว้ได้ทั้งหมดแล้วอย่างนั้นหรือ? น่าเสียดาย... ที่หมากตัวสำคัญที่สุด ถูกข้าสับเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว!”
สิ้นเสียงคำรามก้องฟ้า ท้องนภาน 베이스เบื้องบนก็พลันเปลี่ยนจากสีครามเข้มเป็นสีเลือดฉาน กลิ่นอายมารอันชั่วร้ายและหนาแน่นจนแทบจะควานจับต้องได้พวยพุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องล่าง ราวกับขุมนรกโลกันต์ที่ถูกเปิดปากหลุมออกอย่างไรอย่างนั้น ศิลาอาคมนับหมื่นก้อนที่ฝังอยู่ตามแนวค่ายกลป้องกันเมืองสั่นกระเทือนอย่างรุนแรง อักขระโบราณสีทองที่เคยเรือง뢰งสว่างไสว กลับถูกย้อมทับด้วยเส้นสายสีดำทมิฬอันบิดเบี้ยว
กึก! กึก! กึก!
เสียงแตกร้าวรานดังสนั่นหวั่นไหวราวกับกระดูกสันหลังของปฐพีหักสะบั้นลง ม่านพลังป้องกันเมืองที่หนาแน่นดั่งกำแพงเหล็ก ค่อยๆ ปรากฏรอยร้าวรานใยแมงมุมขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว กองทัพมารนับแสนนายที่ซุ่มซ่อนอยู่หลังม่านหมอกทมิฬต่างส่งเสียงคำรามกึกก้องจนเมฆฝนแตกกระเจิง พวกมันควบขี่สัตว์อสูรโลหิต กวัดแกว่งอาวุธมารที่อาบด้วยไอพิษ พุ่งทะยานเข้าประชิดแนวหน้าของค่ายกลด้วยความกระหายเลือด
“แม่กอง! แย่แล้วขอรับ! ค่ายกลทิศบูรพาถูกทำลายจากภายใน!” เสียงรายงานของนายทหารผู้หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล พร้อมกับร่างของเขาที่กระเด็นถอยหลังกลับมาพร้อมโลหิตพุ่งทะทะน
ไป๋ซูหยุนยืนนิ่งอยู่บนหอคอยบัญชาการสูงสุด เสื้อคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่ปั่นป่วนรอบกาย ดวงตาคมกริบราวกับคมกระบี่คู่นั้นมิได้ฉายแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากวาดสายตามองไปยังจุดศูนย์กลางของค่ายกลทิศบูรพาที่บัดนี้พังทลายลง พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างแผ่วเบา
“หมากตัวที่ถูกสับเปลี่ยนอย่างนั้นหรือ...” ไป๋ซูหยุนพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนกดทับสรรพเสียงรอบข้างให้เงียบงันลงได้ “ช่างเป็นการเดินหมากที่ไร้เดียงสาเสียจริง... เจ้าพวกมารนอกคอก คิดว่าความโลภจะซื้อใจคนของข้าได้ตลอดไปอย่างนั้นหรือ?”
ข้างกายของเขา มู่อิงหลันยืนสง่างามราวกับเทพธิดาแห่งน้ำแข็ง นางมิได้เอ่ยวาจาใดออกมาตั้งแต่ต้น กระบี่เหมันต์นิรันดร์ในฝักข้างกายส่งเสียงร้องครางฮัมเบาๆ ราวกับกระหายที่จะได้ดื่มกินโลหิตของเหล่ามาร ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างเพรียวบางจนละอองน้ำในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงมาเป็นทางยาว นางปรายตามองกองทัพมารที่กำลังดาหน้าเข้ามาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก ดุจดั่งมองฝูงมดปลวกที่กำลังเดินไปสู่ความตาย
“ซูหยุน...” เสียงหวานใสกังวานราวกับระฆังแก้วเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่ากลับทรงพลังพอที่จะสั่นคลอนจิตใจผู้ฟัง “คนผู้นั้นทรยศเจ้า เจ้ายังจะใจเย็นได้อยู่อีกหรือ?”
ไป๋ซูหยุนหันกลับมามองสตรีผู้เคียงข้าง รอยยิ้มที่มุมปากอ่อนโยนลงเล็กน้อย แววตาที่เคยแข็งกร้าวทอประกายอบอุ่นขึ้นยามเมื่อทอดมองนาง “อิงหลัน ในยุทธภพนี้ ผู้คนมักพ่ายแพ้ต่อผลประโยชน์และความกลัวเสมอ การที่ข้าปล่อยให้มันสับเปลี่ยนหมากตัวนั้น... ก็เพื่อรอให้พวกมันเผยโฉมหน้าแท้จริงออกมาทั้งหมดต่างหากเล่า”
เขายกมือขึ้นประสานกันเป็นเคล็ดวิชา จิตวิญญาณกระบี่บรรพกาลระเบิดออกรัศมีเจิดจ้าพุ่งทะยานเสียดฟ้า แสงสีทองเจิดจ้าแผ่ขยายออกไปคลุมทั่วทั้งเมืองหงส์สุริยาในพริบตา
“พวกมันคิดว่าบุกเข้ามาได้คือชัยชนะ... แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า เมืองนี้ทั้งเมือง คือกระบี่ที่ข้าลับคมรอไว้สำหรับตัดหัวพวกมันต่างหาก!”
สิ้นคำกล่าวนั้น ไป๋ซูหยุนก็สะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง ร่างของเขาก็พุ่งทะยานลงจากหอคอยบัญชาการดุจดาวตกพาดผ่านนันทนาการ ความเร็วของเขาเหนือล้ำกว่าสามัญสำนึกของผู้ฝึกตนทั่วไป มิตรอบตัวฉีกขาดเป็นทางยาวตามวิถีการเคลื่อนไหว เคล็ดวิชากระบี่คว่ำฟ้าดินถูกเรียกใช้ออกมาโดยไร้ร่องรอยการตั้งต้น
ฉับพลัน! แสงกระบี่นับล้านสายพรั่งพรูออกมาจากพื้นดิน ใต้ฝ่าเท้าของเหล่ากองทัพมารที่กำลังบุกตะลุยเข้ามา อักขระเวทที่แท้จริงหาใช่ถูกทำลาย ทว่ามันถูกซ่อนไว้ภายใต้อาคมลวงตาต่างหาก!
“อ๊ากกกกก—!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระเบิดขึ้นพร้อมกันนับพันเสียง แสงกระบี่อาคมพุ่งทะลุร่างของเหล่าอสูรและทหารมารจนร่างแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี เลือดสีดำทะมิฬไหลนองท่วมพื้นดินราวกับสายธาราโลหิต กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แรงกดดันจากปราณกระบี่ของไป๋ซูหยุนแผ่ซ่านกดทับจนแม่ทัพมารระดับสูงที่นำทัพมาถึงกับกระอักโลหิตออกมาคำโต ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“เป็นไปไม่ได้! นี่มัน... กับดักซ้อนกับดักอย่างนั้นหรือ!” แม่ทัพมารร่างยักษ์ผู้มีเขาคู่บนศีรษะคำรามด้วยความตื่นตระหนก มันเงื้อขวานยักษ์ในมือหมายจะฟันใส่ร่างของชายหนุ่มที่พุ่งเข้ามาประชิด
ทว่า... ช้าเกินไป!
ร่างของไป๋ซูหยุนปรากฏขึ้นตรงหน้ามันราวกับภูตผี ดวงตาสอดประสานกันอย่างเย็นชา กระบี่ในมือยังไม่ได้ชักออกจากฝักอย่างเต็มรูปแบบ เป็นเพียงการใช้ฝักกระบี่กระแทกเข้าที่จุดชีพจรสำคัญของแม่ทัพมารผู้นั้น
เปรี้ยง!
คลื่นพลังปราณระเบิดทะลุผ่านเกราะมารอันแข็งแกร่ง ร่างยักษ์ของแม่ทัพมารแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่รอยร้าวสีทองจะแผ่ขยายไปทั่วทั้งร่าง แล้วระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ สลายหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย
การต่อสู้ที่ดุเดือดราวนรกแตกดำเนินไปอย่างไร้ความปรานี ไป๋ซูหยุนเปรียบเสมือนเทพเจ้าแห่งความตายที่เดินดิน ทุกย่างก้าวที่เขาผ่านพ้นทิ้งไว้เพียงซากศพของกองทัพมาร ทว่า ในขณะที่สถานการณ์ที่แนวหน้ากำลังเทน้ำหนักมาทางฝ่ายมนุษย์ รัศมีมารที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมสายหนึ่ง กลับพุ่งทะยานขึ้นมาจากใจกลางเมือง ห่างจากจุดที่พวกเขาอยู่ไม่ไกลนัก
รังสีอำมหิตพุ่งตรงไปยัง "ห้องคลังโอสถ" และ "ห้องศิลาวิญญาณ" ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเมือง!
ไป๋ซูหยุนชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลงเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่แฝงมากับรังสีมารสายนั้น มันคือกลิ่นอายของคนผู้ที่เขาเพิ่งเอ่ยถึงเมื่อครู่... หมากตัวที่ถูกสับเปลี่ยนอย่างแท้จริง
มู่อิงหลันพุ่งเข้ามาเคียงข้างเขาในพริบตา กระบี่เหมันต์ในมือปลดปล่อยไอเย็นยะเยือกออกมาจนพื้นดินรอบกายกลายเป็นน้ำแข็ง นางมองตามสายตาของชายหนุ่มไปยังทิศทางนั้น เอמהเสียงเย็นเยียบราดรดลงบนบรรยากาศที่ร้อนระอุ
“ดูเหมือนว่า... เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน หาใช่การทำลายค่ายกลป้องกันเมืองไม่” มู่อิงหลันกล่าวเตือนสติ แววตาคู่นั้นฉายแววสังหารชัดเจน “แต่พวกมันต้องการ 'หัวใจมังกรปฐพี' ที่เก็บไว้ในห้องศิลาวิญญาณต่างหาก และคนที่นำทางพวกมันไป... ก็คือสหายรักผู้ร่วมสาบานของเจ้าเอง”
ไป๋ซูหยุนนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ลมหายใจของเขายาวลึก ราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่ระอุอยู่ภายในอก ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและ... ความว่างเปล่า
“หึ... ข้าอุตส่าห์เก็บมันไว้เป็นสุนัขรับใช้ข้างกายมาเนิ่นนาน คิดไม่ถึงเลยว่า มันจะรีบร้อนอยากไปเกิดใหม่ถึงเพียงนี้”
เขายกมือขึ้นสัมผัสด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว นิ้วเรียวยาวลูบไล้ผ่านลวดลายโบราณบนฝักกระบี่อย่างแผ่วเบา เสียงโลหิตหยดติ๋งๆ จากปลายดาบของศัตรูรอบกายดังสะท้อนเข้ามาในโสตประสาท ทว่าสิ่งเดียวที่ดังก้องชัดเจนที่สุดในเวลานี้ คือเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงของตัวเขาเอง
“อิงหลัน...” ไป๋ซูหยุนเอ่ยเรียกเสียงกระซิบ ทว่าทุ้มกังวานลึกซึ้ง “ตามข้ามา... วันนี้เราจะไปชำระหนี้เลือดที่ค้างคาไว้เมื่อสามร้อยปีก่อนให้จบสิ้นกันเสียที”
สิ้นคำพูดนั้น นิ้วมือของชายหนุ่มก็กดลงบนโกร่งกระบี่แน่น...
แกร๊ก!
เสียงเหล็กกระทบกันเบาๆ ดังก้องกังวานเสียดแทงแก้วหูของผู้คนในรัศมีร้อยลี้ เมื่อคมกระบี่โบราณนับหมื่นปี ถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว... ท้องฟ้าทั่วทั้งทิศานุทิศก็พลันคำรามลั่นด้วยสายฟ้าสีครามดั่งพิโรธจากสรวงสวรรค์!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้กับผมนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 29
ค่ายกลป้องกันเมืองแตก
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!