ความมืดมิดเบื้องล่างมิใช่ความว่างเปล่า หากแต่เป็นห้วงมหรรณพแห่งจิตวิญญาณที่กักเก็บความเกรี้ยวกราดของมหาเทพยุคบรรพกาลไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์
“ฮ่าๆๆ… เจ้าคิดว่าทำลายภาพมายาได้แล้วจะรอดพ้นหรือ ไป๋ซูหยุน… ดูให้ดีว่าใครกันแน่ที่รอเจ้าอยู่เบื้องล่างนี้”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันยังคงก้องกังวานดั่งอสนีบาตผ่ากลางใจ ทว่าไป๋ซูหยุนหาได้มีความตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นคมกริบดั่งคมกระบี่สะท้อนประกายแสงสีเงินยวดยิ่งของขุมพลังปราณแท้จริง เขาโคจรวิถีลมปราณเก้าสวรรค์อย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางกระแสลมวนอันเชี่ยวกรากที่ดึงร่างของเขาร่วงหล่นดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแห่งมิติที่ถูกลืมเลือน
เบื้องข้างของชายหนุ่ม มู่อิงหลันยังคงเคียงกายไม่ห่าง แม้ความเย็นยะเยือกของกระบี่เหมันต์นิรันดร์จะแผ่ซ่านจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางจนระยิบระยับดั่งละอองดาว แต่นัยน์ตาคู่คมปลาบของนางกลับแน่วแน่มั่นคง นางมิได้มองไปยังภัยอันตรายเบื้องล่าง หากแต่ทอดสายตาไปยังแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ยืนหยัดท้าทายสวรรค์เบื้องหน้า
“ระวังตัวด้วย ไป๋ซูหยุน” น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำในฤดูหนาว ทว่าแฝงความห่วงใยล้ำลึกที่มอบให้แก่เขาเพียงผู้เดียว “จิตวิญญาณเบื้องล่างนั้น… มิใช่สิ่งที่จะรับมือได้ด้วยกำลังปราณทั่วไป”
“ข้ารู้ อิงหลัน” ไป๋ซูหยุนตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ เขาเอื้อมมือไปกุมกระบี่ในฝักเบาๆ สัมผัสได้ถึงชีพจรของโลหิตที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันกับอาวุธคู่กาย “พวกมันคิดว่าการส่งเราลงสู่หุบเหวแห่งบรรพกาลจะทำให้เราดับสูญ แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า… ที่นี่คือสถานที่ซึ่งรากเหง้าแห่งพลังที่แท้จริงของข้าฝังรากลึกอยู่”
สิ้นคำพูด ร่างทั้งสองก็ทะยานทะลุผ่านม่านหมอกสีชาดลงสู่ลานหินโบราณขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้วงอวกาศอันมืดมิด เบื้องหน้าของพวกเขาคือแท่นศิลาโบราณสลักอักขระสวรรค์เก้าชั้นฟ้า บนแท่นนั้นปรากฏกระบี่โบราณเล่มหนึ่งปักอยู่ ร่างของมันพ่นไอน้ำวนสีทองและดำสลับกัน สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างความเป็นและความตายที่น่าสะพรึงกลัว
ตึง!
แรงกดดันมหาศาลจากเจตจำนงกระบี่โบราณแผ่ซ่านเข้ากดทับจนแผ่นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ไป๋ซูหยุนพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาคำหนึ่ง เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม แม้แต่ยอดฝีมือผู้ผ่านการฝึกฝนมานับไม่ถ้วนยังต้องรู้สึกราวกับแบกภูเขาค้ำฟ้าไว้บนบ่า
นี่คือการทดสอบ… การสืบทอดเจตจำนงกระบี่ที่แท้จริงจากมหาเทพยุคบรรพกาลผู้สร้างสรรค์วิถีกระบี่ขึ้นมาเป็นคนแรกในใต้หล้า
“ไป๋ซูหยุน… เจ้ากล้าดียังไงถึงเหยียบย่างเข้ามายังแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้!”
เสียงคำรามอันทรงพลังดังขึ้นจากความว่างเปล่า เงาร่างสีทองมหึมาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าแท่นศิลา ร่างนั้นเลือนรางแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น มันคือเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์มรดกบรรพกาลผู้หลงเหลืออยู่จากสงครามสวรรค์เมื่อหลายแสนปีก่อน
“ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของข้า และสานต่อวิถีที่ถูกพรากไป” ไป๋ซูหยุนกล่าวตอบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนง ร่างกายแผ่ซังพะงาบของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดพุ่งทะยานขึ้นฟ้าจนมิติรอบด้านสั่นสะเทือน
“สามห่าว! ผู้ใดจะครอบครองกระบี่เก้าสวรรค์ได้ ต้องผ่านการยอมรับจากจิตวิญญาณแห่งมหาเทพผู้ล่วงลับเสียก่อน!” เงาร่างสีทองคำรามลั่น เงื้อดาบแสงขนาดมหึมาฟาดฟันลงมาดั่งสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์ พลังทำลายล้างนั้นรุนแรงพอจะผ่าทวีปให้แยกออกจากกันได้ในกระบวนท่าเดียว
“อิงหลัน ถอยไปก่อน!” ไป๋ซูหยุนเอ่ยเสียงเข้ม
มู่อิงหลันพยักหน้ารับอย่างรู้ใจ ร่างบางวับหายไปพร้อมกับไอเย็นจัดที่แช่แข็งกระแสลมรอบบริเวณ เปิดทางให้บุรุษผู้เป็นที่รักได้เผชิญหน้ากับบททดสอบอันยิ่งใหญ่ตามลำพองใจ
ไป๋ซูหยุนไม่หลบหนี เขาหยัดกายตรง ดวงตาสะท้อนประกายแสงสีเงินเจิดจ้า มือขวาค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสด้ามกระบี่ข้างกายอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ดั่งคลื่นยักษ์
ซ่า!
กระบี่ถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งคืบ เสียงกรีดร้องของอากาศดังสะท้อนราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ขาว คลื่นกระบี่สีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆสีชาดจนเผยให้เห็นดาราจักรที่หมุนวนอยู่เบื้องบน
นี่คือวิถีกระบี่ที่เหนือล้ำกว่ากฎเกณฑ์ของสวรรค์!
“หากสวรรค์ไม่ยอมรับ ข้าก็จะใช้กระบี่นี้… แหวกสวรรค์ให้ดู!”
ไป๋ซูหยุนคำรามก้องในลำคอ พลังปราณทั้งหมดในร่างระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด เขาพุ่งเข้าใส่เงาร่างสีทองของผู้พิทักษ์บรรพกาลด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้า ประกายกระบี่สว่างวาบจนกลืนกินทุกสรรพสิ่งในห้วงมิตินั้นให้จมดิ่งสู่ความเงียบงันชั่วขณะ
เคร้ง!
เสียงโลหิตกระแทกและประกายไฟระเบิดก้องกังวานไปทั่วทิศทาง แรงปะทะสะท้อนกลับจนแผ่นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ร่างของไป๋ซูหยุนสะท้านเฮือก เลือดสีแดงสดสายหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปากของเขา ทว่ารอยยิ้มกลับปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากของชายหนุ่มอย่างท้าทาย
พลังของมหาเทพบรรพกาลกำลังไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรของเขาทีละน้อย กระบี่เก้าสวรรค์ในแท่นศิลาเริ่มสั่นระริก ปลดปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าที่สามารถมองเห็นได้จากทุกมุมของแดนเซียน
ทว่า ในวินาทีที่การสืบทอดกำลังจะสำเร็จลุล่วงและพลังของไป๋ซูหยุนทะยานขึ้นสู่ขอบเขตที่ไม่เคยมีผู้ใดไปถึงมาก่อนนั้นเอง…
เปรี้ยง!
เสียงสายฟ้าสีดำสนิทผ่าผ่าลงมาจากรอยแยกมิติเบื้องบนอย่างไร้สัญญาณเตือน ท่ามกลางอสนีบาตทมิฬนั้น ร่างของบุรุษผู้สวมอาภรณ์สีทองปักลายมังกรเก้าเล็บผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก
“นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมาถึงขั้นนี้ได้… ไป๋ซูหยุน สหายเก่า” บุรุษปริศนากล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน “แต่ช้าก่อน มรดกนั้น… มิใช่ของเจ้าที่จะครอบครองแต่ผู้เดียว”
ไป๋ซูหยุนหันขวับไปมองเบื้องบน นัยน์ตาหดแคบลงทันทีเมื่อตระหนักได้ว่าศัตรูที่แท้จริงจากอดีตชาติก้าวเท้าเข้าสู่สนามประลองนี้แล้ว!
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของ "พยัคฆ์ขาวคำราม" เสมอมานะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 24
รับมรดกกระบี่เก้าสวรรค์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!