“หุบปากของเจ้าเสีย... เสียงเห่าหอนของสุนัขที่รอวันตาย ไม่เคยทำให้วิถีกระบี่ของข้าสั่นคลอนได้แม้แต่น้อย”
ไป๋ซูหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์ที่หลุดออกมากลับเปี่ยมไปด้วยไอสังหารที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี เขาสะบัดกระบี่ในมือเพียงเบาๆ โลหิตสีดำสนิทที่อาบคมกระบี่ก็กระเซ็นหายไปในอากาศราวกับถูกกลืนกินโดยมิติที่บิดเบี้ยว ร่างของชายลึกลับที่เพิ่งประกาศกร้าวเมื่อครู่ บัดนี้เหลือเพียงซากไร้วิญญาณที่ถูกตัดขาดเป็นสองท่อน
มู่อิงหลันก้าวมายืนเคียงข้าง รัศมีไอเย็นรอบกายของนางดูจะลดทอนความร้อนระอุจากกองเพลิงแห่งสงครามรอบด้านลงได้บ้าง ดวงตาสีมรกตคู่สวยจ้องมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี จากสีครามยามเย็นกลายเป็นสีม่วงคล้ำราวกับรอยช้ำบนผิวหนังของยักษ์มาร
“ซูหยุน... กลิ่นอายนี้มันไม่ใช่คนของนิกายมาร” นางเอ่ย เสียงของนางแผ่วเบาหากทว่าหนักแน่น “มันคือกลิ่นอายที่ฟ้าดินพยายามจะกำจัด... เจ้าทะลวงผ่านขีดจำกัดนั่นแล้วใช่หรือไม่?”
ไป๋ซูหยุนไม่ได้ตอบในทันที เขารู้สึกได้ถึงกระแสปราณมหาศาลที่ไหลวนอยู่ในตันเถียนราวกับพายุคลั่ง ร่างกายของเขากำลังถูกหล่อหลอมด้วยกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ที่เขาเคยปฏิเสธมันมาตลอดชีวิต ในอดีตชาติเขาคือผู้ที่คว่ำกระดานแห่งสวรรค์เพื่อช่วงชิงความเป็นอมตะ ทว่าในชาตินี้ เส้นทางที่เขาก้าวเดินกลับเป็นการพิสูจน์ว่า ‘วิถีเซียน’ มิใช่สิ่งที่สวรรค์ประทานให้ แต่เป็นสิ่งที่จอมยุทธ์ต้อง ‘ฉกชิง’ มาด้วยสองมือ
เปรี้ยง!
เสียงคำรามของฟากฟ้าดังสนั่นจนปฐพีสะเทือนเลื่อนลั่น เมฆดำมืดมิดก่อตัวขึ้นเป็นวงกว้าง ประหนึ่งมังกรยักษ์ที่กำลังคืบคลานลงมาจากชั้นบรรยากาศ สายฟ้าสีทองแลบแปลบปลาบอยู่ภายในมวลเมฆ ส่งแรงกดดันมหาศาลจนเหล่าศิษย์ในสำนักที่อยู่ห่างออกไปหลายลี้ต่างกระอักเลือดลงไปกองกับพื้น
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่ไหมอิงหลัน ว่าวิถีที่ข้าเลือก คือการเดินข้ามหัวสวรรค์” ไป๋ซูหยุนแหงนหน้ามองเบื้องบน ดวงตาของเขาฉายแววทะนงตนที่ไม่มีวันสยบต่ออำนาจใด “ในเมื่อมันต้องการทวงคืนสมดุลที่ข้าเป็นผู้ทำลาย ข้าก็จะแสดงให้มันเห็นว่า ทัณฑ์ที่มันภูมิใจนักหนา จะกลายเป็นเพียงบันไดก้าวหนึ่งให้ข้าเหยียบย่ำเท่านั้น”
“เจ้าจะรับมือมันเพียงลำพังไม่ได้!” มู่อิงหลันขยับกายขวางหน้า มือเรียวงามกระชับกระบี่เหมันต์แน่น ไอเย็นแผ่ซ่านออกมาจนหยดน้ำค้างรอบข้างแข็งตัว “หากทัณฑ์สวรรค์จะพิพากษา ข้าจะขอเป็นผู้แบกรับมันร่วมกับเจ้า แม้จิตวิญญาณต้องแตกสลายเป็นธุลี ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าโดดเดี่ยวอีก”
ไป๋ซูหยุนหันมองหญิงสาวข้างกาย ความเย็นชาที่นางเคยมีต่อผู้คนกลับกลายเป็นความเด็ดเดี่ยวที่เขาสัมผัสได้ถึงหัวใจ เขาคลี่ยิ้มบางๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่น้อยคนนักจะได้เห็น ก่อนจะยื่นมือไปกุมมือนางไว้แน่น
“ถ้าเช่นนั้น... จงยืนอยู่ข้างหลังข้า แล้วดูว่าวิถีกระบี่ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร”
สิ้นคำกล่าว ร่างของไป๋ซูหยุนก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดุจดั่งมังกรผงาดเหนือมวลเมฆ สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์นับสิบสายฟาดย้อยลงมาราวกับห่าฝนที่พร้อมจะล้างผลาญทุกสรรพชีวิต แต่ไป๋ซูหยุนหาได้สะทกสะท้าน เขาปลดปล่อยปราณกระบี่ที่สั่งสมมานับสิบปีออกมารอบกาย ปราณกระบี่เหล่านั้นไม่ได้มุ่งเน้นที่การทำลาย แต่กลับก่อตัวเป็น ‘โดมเกราะกระบี่’ ที่ไร้รอยต่อ
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
สายฟ้ากระทบเข้ากับโดมกระบี่จนเกิดแรงระเบิดมหาศาล แต่ทุกครั้งที่สายฟ้ากระทบเข้ากับปราณกระบี่ของเขา กลับดูเหมือนมันจะถูก ‘กลืนกิน’ และ ‘แปรเปลี่ยน’ ให้กลายเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
“นั่นมัน... วิชาดูดกลืนพลังสวรรค์ของบรรพกาล!” เสียงกระซิบที่ดังขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องล่างทำเอาบรรยากาศรอบๆ เปลี่ยนไป ร่างเงาสีดำหลายร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางฝุ่นควัน พวกมันไม่ใช่คน ไม่ใช่มาร แต่เป็นเหล่านักฆ่าในเงาที่เฝ้ารอจังหวะนี้มาตลอด
มู่อิงหลันหันขวับไปมอง เงาเหล่านั้นคือศัตรูที่แท้จริงที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืดของสงคราม พวกมันรอให้ไป๋ซูหยุนอ่อนแรงจากการรับทัณฑ์สวรรค์เพื่อลงมือปลิดชีพ
“คิดจะลอบกัดในช่วงที่เขาทำสมาธิต้านทานทัณฑ์สวรรค์งั้นรึ? ฝันไปเถิด!” มู่อิงหลันตวัดกระบี่เหมันต์ เกิดเป็นคลื่นความเย็นที่แช่แข็งอากาศจนกลายเป็นหอกน้ำแข็งนับพันพุ่งเข้าใส่เงามืดเหล่านั้น
ทว่า ในขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือด ท้องฟ้าเบื้องบนกลับเงียบสนิทลงอย่างน่าประหลาด สายฟ้าสีทองที่เคยดุดันหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่มวลเมฆสีม่วงทั้งหมดจะหมุนวนเป็นเกลียวดุจดวงตาขนาดยักษ์ที่กำลังจ้องมองลงมายังไป๋ซูหยุน
ไป๋ซูหยุนเบิกตากว้าง เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ... นี่ไม่ใช่แค่การพิพากษาจากสวรรค์ตามปกติ แต่มันคือ ‘การผนึก’
“ไม่ได้มีแค่ทัณฑ์สวรรค์... มีใครบางคนกำลังบงการมันอยู่!”
จังหวะที่เขากำลังจะหันกลับลงมาเพื่อเตือนอิงหลัน แรงกดดันที่มหาศาลกว่าเดิมนับพันเท่าก็ทับถมลงมา ร่างของไป๋ซูหยุนกระตุกวูบ เลือดสดๆ ไหลออกจากมุมปากของเขา เมื่อเงาสีทองอร่ามร่างหนึ่งค่อยๆ เลื่อนลอยออกมาจากจุดศูนย์กลางของมวลเมฆ ร่างนั้นดูเลือนรางคล้ายรูปเคารพของเทพเจ้า แต่มันกลับถือคมดาบที่ส่งกลิ่นอายแห่งความตายอย่างชัดเจน
มันคือ ‘ทูตสวรรค์นิรนาม’ ผู้ที่ถูกส่งมาเพื่อล้างบางผู้ที่กล้าท้าทายกฎสวรรค์!
“ไป๋ซูหยุน... เจ้าผู้ฝ่าฝืนลิขิต...” เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของเขา ราวกับเสียงสวดส่งวิญญาณ “ถึงเวลาที่วัฏจักรแห่งความอัปยศของเจ้าต้องสิ้นสุดลง ณ บัดนี้”
ไป๋ซูหยุนแค่นยิ้มทั้งที่โลหิตยังอาบแก้ม เขากระชับกระบี่ในมือแน่น ความมุ่งมั่นในแววตาสั่นคลอนเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งแกร่งดั่งหินผา
“ข้าคือผู้ที่เคยเหยียบย่ำสวรรค์มาแล้ว... ต่อให้เจ้าจะเป็นตัวแทนของมัน แล้วจะเป็นไรไป!”
ทูตสวรรค์นิรนามฟาดดาบลงมาดั่งสายฟ้าฟาด ทว่าไป๋ซูหยุนกลับไม่ถอยหนี เขากลับพุ่งเข้าหามันด้วยกระบวนท่าที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยใช้มา!
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันยาวไกลของ "เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์" มาถึงจุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดนี้ครับ พยัคฆ์ขาวคำรามสัญญาว่าจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังในตอนถัดไปครับ!
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์•ตอนที่ 31
ทัณฑ์สวรรค์คุกคาม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!