“คุณแม่ครับ… คุณอาคนนี้คือใครเหรอครับ ทำไมหน้าตาเหมือนผมจังเลย?”
คำถามซื่อใสของเด็กชายตัวน้อยดังก้องขึ้นท่ามกลางบรรยากาศงานนิทรรศการศิลปะอันเงียบเชียบ ราวกับเสียงแก้วคริสตัลที่ร่วงกระทบพื้นหินอ่อนจนแตกกระจาย รินลดาสะดุ้งสุดตัว หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนแทบทะลุออกมานอกอก แต่ทว่าบนใบหน้าที่เรียบเฉยดุจหน้ากากน้ำแข็งนั้น ไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เธอค่อยๆ ย่อตัวลง ช้อนสายตามองลูกชายที่ยืนอยู่ข้างกาย มือเรียวบางลูบกลุ่มผมของเขาอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลมความสับสนในดวงตาคู่นั้น ก่อนจะหันไปสบตากับชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มที่ยืนแข็งค้างอยู่เบื้องหน้า
ธันวา... อดีตสามีผู้เคยตราหน้าเธอว่าเป็นเพียง ‘เครื่องประดับไร้ค่า’ ในชีวิตที่เร่งรีบของเขา บัดนี้เขายืนอยู่ตรงหน้าเธอ ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว แววตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชาและเฉยเมยต่อทุกความรู้สึกของเธอ บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อจับจ้องไปยังภาพวาดตรงหน้า และสลับไปมองที่ใบหน้าของเด็กชายที่ถอดแบบพิมพ์เขียวมาจากเขาอย่างไร้ที่ติ
“น้องภัทรครับ ไปหยิบน้ำส้มกับคุณน้าข้างในก่อนนะครับ เดี๋ยวแม่ตามไป” เสียงของรินลดาเยือกเย็นและราบเรียบราวกับกระแสน้ำในฤดูหนาว เธอไม่เปิดโอกาสให้เด็กชายได้ซักไซ้ต่อ ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการเย้ยหยันที่ถูกฉาบไว้ภายใต้ความเป็นมืออาชีพ
“คุณธันวาคะ ไม่ทราบว่างานศิลปะของทางแกลเลอรีชิ้นนี้ มีอะไรทำให้คุณถึงกับเสียอาการขนาดนั้นหรือครับ?”
คำถามของเธอคมกริบราวกับมีดผ่าตัดที่กรีดลึกลงไปในความมั่นใจของเขา ธันวาค่อยๆ ละสายตาจากเด็กน้อยที่เดินจากไป แล้วเบนกลับมายังภาพวาดที่อยู่บนกำแพง ภาพที่เธอตั้งใจจัดวางไว้ในจุดที่เด่นที่สุด ภาพของ ‘ชายผู้ถูกทอดทิ้งในความทรงจำ’ ที่มีใบหน้ากึ่งชัดกึ่งเลือนลางราวกับถูกกัดกินด้วยเวลา
“ริน... นี่มันเรื่องอะไรกัน” ธันวาเค้นเสียงออกมา ลมหายใจของเขาติดขัด เขาพยายามมองหาความจริงในดวงตาของหญิงสาวที่เขาเคยละทิ้งไปอย่างไม่ใยดี “เด็กคนนั้น... เขาเป็นใคร”
รินลดาก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกก้าว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นอายของความสำเร็จที่รายล้อมตัวเธอทำให้ธันวารู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด นี่ไม่ใช่รินลดาคนที่เขารู้จัก—หญิงสาวผู้ขี้อายและคอยแต่จะถามหาความรักในเศษเสี้ยวเวลาที่เขามอบให้ ผู้หญิงตรงหน้าคือ ‘ภัณฑารักษ์’ ผู้ควบคุมเกมและจัดวางความจริงราวกับชิ้นงานศิลปะ
“ชีวิตคนเราก็เหมือนงานศิลปะครับคุณธันวา บางครั้งเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างมันขึ้นมา แต่มันกลับงอกงามขึ้นมาเองจากความผิดพลาดที่เราเคยก่อเอาไว้” เธอเว้นจังหวะ สายตาของเธอไล่สำรวจใบหน้าของเขาอย่างช้าๆ ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าที่เสื่อมค่า “คุณมองภาพนี้แล้วเห็นอะไรครับ? เห็นชีวิตที่สูญหาย หรือเห็นผลพวงของการกระทำที่ย้อนกลับมาหาคุณ?”
“ผมไม่ได้หมายถึงภาพวาด” ธันวากระชากเสียงต่ำ พยายามข่มอารมณ์ “ผมหมายถึงลูก... เด็กคนนั้น เขาเป็นลูกของผมใช่ไหม?”
รินลดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ปราศจากความอบอุ่นและทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบที่เกาะกุมขั้วหัวใจ “ลูก? คุณกำลังพูดถึงสถานะที่คุณเคยปฏิเสธหรือเปล่าครับ? ในวันที่ผมพยายามจะบอกคุณว่าชีวิตของเรากำลังจะมีสมาชิกใหม่ คุณอยู่ที่ไหนครับ? คุณกำลังยุ่งอยู่กับการเซ็นสัญญามูลค่าล้านล้าน หรือกำลังดินเนอร์กับใครคนอื่นที่ดู ‘คู่ควร’ กว่าผมกันแน่?”
ธันวาชะงัก คำพูดของเขาจุกอยู่ที่คอ ความทรงจำเก่าๆ ที่เขาพยายามฝังกลบเริ่มพรั่งพรูออกมา ภาพของภรรยาที่นั่งรอเขาทั้งคืนบนโซฟาตัวเดิม ภาพของสายโทรศัพท์ที่ถูกตัดทิ้งอย่างไม่ใยดี และความอ้างว้างที่เขาเคยมอบให้เธอเป็นของขวัญประจำวัน
เขาก้าวเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว ชนเข้ากับฐานตั้งภาพวาดจนมันสั่นไหว “ผม... ผมไม่รู้... ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้”
“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นความตั้งใจครับคุณธันวา” รินลดาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาด “คุณตั้งใจที่จะมองข้าม และผมก็ตั้งใจที่จะลืมคุณไปจากชีวิตตั้งแต่วันที่เซ็นใบหย่า วันนี้ที่งานนี้... ผมแค่จัดแสดงเศษเสี้ยวของอดีตที่แตกสลาย ก็เท่านั้นเอง”
เธอหันหลังเตรียมจะเดินจากไป แต่ธันวาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนและความสับสนที่พยายามจะยื้อยุดอดีตที่หลุดมือไป
“ริน... ผมขอดูผลตรวจ... ผมต้องรู้ความจริง” เขาเว้าวอน แต่แววตาของรินลดากลับไร้ซึ่งความสงสาร
ในจังหวะที่ยื้อยุดกันนั้น กระเป๋าถือใบหรูของรินลดาที่วางอยู่บนแท่นจัดแสดงข้างๆ กลับเกี่ยวโดนขอบโต๊ะจนร่วงหล่น ข้าวของภายในกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น รวมถึงซองจดหมายสีขาวที่ดูคุ้นตา
ธันวาโน้มตัวลงหยิบมันขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ มือของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเห็นตราสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่เขารู้จักดี ลมหายใจของเขาแทบหยุดนิ่งเมื่อสายตาปะทะกับบรรทัดสุดท้ายของเอกสารที่ถูกหยิบออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
มันไม่ใช่แค่ผลตรวจร่างกาย แต่มันคือรายงานสุขภาพเด็กชายในวัยห้าขวบที่มีความผิดปกติบางอย่างที่ส่งผ่านทางพันธุกรรม... พันธุกรรมที่ตรงกับ ‘นามสกุล’ ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
รินลดามองดูเขานิ่งๆ ปราศจากความประหลาดใจ ราวกับว่านี่คือฉากหนึ่งที่เธอเขียนบทไว้ล่วงหน้าแล้ว
“คุณอยากรู้ความจริงใช่ไหมครับคุณธันวา?” เธอขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขา เสียงของเธอสั่นพร่าด้วยแรงแค้นที่ถูกสั่งสมมานาน “ความจริงก็คือ... เด็กคนนั้นไม่ใช่แค่ลูกของคุณ แต่เขาคือเครื่องเตือนใจว่า ตลอดห้าปีที่ผ่านมา คุณได้พรากเอาชีวิตที่สมบูรณ์แบบไปจากเขามากแค่ไหน... และนับจากวินาทีนี้ไป คุณจะต้องชดใช้มันด้วยความเจ็บปวดแบบเดียวกับที่ผมเคยได้รับ”
เธอดึงกระดาษออกจากมือเขาอย่างใจเย็น ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ธันวายืนตัวแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางความมืดมิดของแกลเลอรี โดยที่เขายังไม่ทันได้สังเกตเห็นว่า มีสายตาของใครบางคนเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มาจากมุมมืดของเสาต้นใหญ่ พร้อมกับโทรศัพท์ในมือที่กำลังบันทึกภาพทุกอย่างไว้...
และบุคคลผู้นั้น ก็คือคนที่เขากำลังต้องการตัวมากที่สุดในตอนนี้เสียด้วย
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะถูกใจและทำให้ทุกท่านตื่นเต้นไปกับปมความแค้นที่เริ่มปะทุขึ้นนะครับ ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับผมครับ
บันทึกเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ใต้เงาภัณฑารักษ์•ตอนที่ 2
บังเอิญหรือตั้งใจ
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ใต้เงาภัณฑารักษ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
