กลิ่นสีน้ำมันและแอลกอฮอล์ล้างแปรงคละคลุ้งอยู่ในห้องจัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ‘Aura Art Space’ แสงไฟสปอตไลท์สีขาวนวลสาดส่องลงบนผืนผ้าใบแต่ละชิ้นอย่างจงใจ เพื่อขับเน้นทุกรอยแปรงที่ถูกบรรจงป้ายลงไปอย่างประณีต แต่สำหรับ ‘รินลดา’ แล้ว สิ่งที่เธอเฝ้ามองไม่ใช่ความงามของศิลปะบนผนัง หากแต่เป็นเงาสะท้อนของตัวเธอเองในกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง—ผู้หญิงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม ใบหน้าเรียบเฉยราวน้ำแข็งสลัก และดวงตากคู่คมกริบดุจมีดโกนที่พร้อมจะกรีดแทงทุกสายตาที่เข้ามาพิพากษาเธอในค่ำคืนนี้
นี่คืองานเปิดตัวนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตของเธอ ภายใต้ชื่อที่ถูกกังขาจากแวดวงสังคมชั้นสูงว่า ‘เศษเสี้ยว’
“งานจัดออกมาได้สมบูรณ์แบบมากครับคุณรินลดา ทุกคนในแกลเลอรีต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผลงานชุดนี้มีจิตวิญญาณอย่างหา
ยาก” เสียงทุ้มของภัณฑารักษ์หนุ่มรุ่นน้องดังขึ้นเบาๆ ข้างกาย พร้อมกับยื่นแก้วแชมเปญมาให้
รินลดาเพียงปรายตามองแก้วนั้นก่อนจะปฏิเสธด้วยรอยยิ้มบางเบarที่มุมปาก “ขอบคุณครับคุณภูมิ แต่ผมขอตัวเปล่าๆ ดีกว่า คืนนี้ผมต้องมีสติพอที่จะรับมือกับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน… โดยเฉพาะคนที่ผมไม่ได้เชิญ”
ประโยคสุดท้ายทำให้ภูมิขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามอะไร เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงฮือฮาเบาๆ จากบริเวณทางเข้างานก็ดึงความสนใจของพวกเขาทั้งคู่ไปเสียก่อน
ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับและเสียงดนตรีคลาสสิกคลอเบาๆ ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีดำสนิทของ ‘ธันวา’ ปรากฏกายขึ้น เขาคือชายผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองนี้ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น… เขาคืออดีตสามีผู้เคยตราหน้าว่าเธอเป็นเพียงดอกไม้ประดับไร้ค่าในบ้านหลังใหญ่
ธันวาไม่ได้มาคนเดียว สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบห้องราวกับผู้ล่า ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวบางของรินลดาที่ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าภาพวาดชิ้นเอกกลางห้อง
รินลดารู้สึกได้ถึงกระแสความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา แต่เธอกลับเลือกที่จะไม่หลบตา เธอก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาเขาด้วยท่าทีเยือกเย็น ราวกับราชinีผู้ครองบัลลังก์ ไม่เหลือ1เค้าลางของภรรยาผู้เคยเจ็บปวดและร้องไห้ฟูมฟายในอดีตอีกต่อไป
“ไม่คิดว่าคนงานยุ่งอย่างคุณธันวาจะสละเวลาอันมีค่ามาร่วมงานของคนโนเนมอย่างผมได้” รินลดาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นิ่งสนิท และห่างเหินจนน่าใจหาย
ธันวาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมคายคู่นั้นไหววูบลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินสรรพนามที่เธอใช้เรียกเขา เขากลืนก้อนความขมขื่นลงคออย่างยากลำบาก ภาพของรินลดาในอดีตที่เอาแต่รอคอยเขาอย่างเงียบงันในบ้านที่ไร้ชีวิตชีวาซ้อนทับขึ้นมาในหัว แต่มันช่างแตกต่างจากผู้หญิงตรงหน้าเหลือเกิน… ผู้หญิงที่เปล่งประกายเจิดจ้าจนเขาแทบไม่กล้าสบตาตรงๆ
“ผมได้ยินข่าวเรื่องนิทรรศการนี้… และผลงานของคุณมันดึงดูดใจผมมากเกินกว่าจะปฏิเสธได้” ธันวาเค้นเสียงตอบกลับด้วยความยากลำบาก พยายามรักษามาดนักธุรกิจผู้เย่อหยิ่งเอาไว้ แต่เหงื่อกาฬที่ซึมอยู่ตามไรผมกลับทรยศเขา
“งั้นเชิญเสพงานศิลป์ให้เต็มที่ครับ” รินลดาผายมือไปยังภาพวาดชิ้นใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง “ภาพทุกภาพในที่นี้ ผมกลั่นกรองมันออกมาจากความทรงจำ… และบางภาพ อาจจะมีเรื่องราวที่คุณคาดไม่ถึงซ่อนอยู่”
ธันวาพยักหน้ารับอย่างจำยอม เขาก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าภาพวาดชิ้นเอกที่ถูกคลุมด้วยผ้าแพรสีดำสนิท เป็นภาพสุดท้ายของนิทรรศการที่ยังไม่มีใครเคยเห็น และเป็นภาพที่ป้ายชื่อด้านล่างถูกเว้นว่างไว้… ‘ภาพวาดที่ไร้ชื่อ’
“ทำไมภาพนี้ถึงไม่มีชื่อล่ะครับริน?” ธันวาอดไม่ได้ที่จะถามออกมาด้วยความสงสัย น้ำเสียงของเขาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัวเมื่อเผลอหลุดเรียกชื่อเล่นที่เขาเคยละเลยมันไปนานนับปี
รินลดายืนกอดอก รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ดวงตาส색นิลคู่นั้นมองตรงไปยังภาพวาดภายใต้ผ้าคลุม ก่อนจะหันมาสบตากับอดีตสามีอย่างท้าทาย
“เพราะเรื่องราวมันยังไม่จบครับคุณธันวา…” รินลดาเว้นจังหวะให้คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง “บางครั้ง… ความจริงที่เจ็บปวดที่สุด ก็มักจะถูกซ่อนไว้ใต้เงาของความสำเร็จที่เราภาคภูมิใจที่สุดเช่นกัน”
ธันวารู้สึกใจกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่างกำลังร้องเตือนว่าเขากำลังเดินตกลงไปในหลุมพรางที่อดีตภรรยาคนนี้จงใจขุดรอไว้
“คุณหมายความว่ายังไง…” ธันวาถามเสียงเครียด
รินลดาไม่ตอบ เธอเพียงแค่ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ภัณฑารักษ์หนุ่มเดินไปจับเชือกเส้นเล็กที่ผูกผ้าคลุมภาพวาดเอาไว้ ดวงตาทุกคู่ในงานเริ่มหันมาจับจ้องที่พวกเขาทั้งสองคนด้วยความสนใจ
“ยินดีต้อนรับสู่การไถ่บาปครั้งแรกของคุณครับ… ธันวา”
สิ้นเสียงกระซิบอันแผ่วเบาราวกับเสียงมัจจุราช รินลดาก็พยักหน้าให้ภูมิกระตุกเชือก ผ้าแพรสีดำผืนใหญ่ร่วงหล่นลงสู่พื้น เผยให้เห็นภาพวาดสีน้ำมันขนาดมหึมาที่สะท้อนภาพเหตุการณ์ในอดีตอันดำมืด… ภาพของห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ภาพของเด็กทารกแรกเกิดที่ถูกพรากไป และรอยยิ้มอันแสนเลือดเย็นของใครบางคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังความพินาศนั้น
ธันวาเบิกกว้างด้วยความตกใจจนแทบหยุดหายใจ ขาทั้งสองข้างก้าวถอยหลังไปโดยอัตโนมัติเมื่อตระหนักได้ว่าภาพนั้นกำลังบอกอะไรแก่คนทั้งห้อง
แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากปฏิเสธหรือทำลายหลักฐานตรงหน้า เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กชายวัยราวสี่ขวบคนหนึ่ง ก็วิ่งเข้ามาจับชายกางเกงสูทของรินลดา พร้อมกับเงยหน้าขึ้นส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ถอดแบบมาจากใบหน้าของธันวาไม่มีผิดเพี้ยน…
“คุณแม่ครับ… คุณอาคนนี้คือใครเหรอครับ ทำไมหน้าตาเหมือนผมจังเลย?”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนแห่งความทรงจำอันเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะครับ
บันทึกเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ใต้เงาภัณฑารักษ์•ตอนที่ 1
ภาพวาดที่ไร้ชื่อ
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ใต้เงาภัณฑารักษ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
