"ชุดนั่นน่ะ... ไปขโมยของบริจาคที่หน้ามหาวิหารมาหรือยังไง? หรือว่าในมหานครลอยฟ้าแห่งนี้มันตกต่ำถึงขั้นปล่อยให้ขอทานจรจัดเดินปะปนกับชนชั้นสูงได้แล้ว?"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นท่ามกลางฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบร้านเวทภัณฑ์ระดับสูง ‘แอสตร้าเจมส์’ ผมหยุดฝีเท้าลง สายตาที่ราบเรียบดุจผิวน้ำในยามไร้ลมของผมเลื่อนไปมองชายในชุดคลุมผ้าไหมราคาแพงที่ยืนค้ำหัวอยู่ เบื้องหลังของมันคือเหล่าลิ่วล้อที่คอยกางปีกปกป้องอำนาจจอมปลอมนั่น
ผมไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา ความเงียบของผมดูเหมือนจะยิ่งกระตุ้นให้พวกมันได้ใจ
"นิ่งเป็นใบ้ไปเลยหรือไงไอ้สวะ" ชายคนเดิมย่างสามขุมเข้ามาใกล้ มันยกเท้าขึ้นหวังจะเตะเข้าที่กระเป๋าสัมภาระของผม แต่ก่อนที่ปลายรองเท้าหนังราคาแพงจะสัมผัสถึงตัวผม แรงกดดันมหาศาลก็กดทับลงมาจนพื้นหินศิลาเวทเบื้องล่างแตกร้าว
"รบกวนถอยไปห่างๆ นายท่านของข้าด้วยครับ"
เอเลน่าก้าวขึ้นมาข้างหน้าเพียงครึ่งก้าว ใบหน้าของเธอเรียบเฉย ทว่าดวงตาสีมรกตคู่นั้นกลับเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลก พลังงานมานาที่ไหลวนรอบกายเธอไม่ใช่ระดับที่จอมเวททั่วไปจะทำได้ มันคือไอสังหารที่ผ่านการฝึกฝนจากสนามรบที่แท้จริง
"เหอะ! นังหญิงนี่ก็อีกคน แต่งตัวมิดชิดปิดบังใบหน้าแบบนี้ คงเป็นพวกทาสที่หลุดออกมาจากเขตชั้นในสินะ" ชายคนนั้นแสยะยิ้ม มองเอเลน่าด้วยสายตาแทะโลม "ถ้ามาเป็นนางบำเรอให้ข้า ข้าอาจจะพิจารณาปล่อยพวกแกไปโดยไม่แจ้งหน่วยรักษาความปลอดภัย"
ผมถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลม แต่สำหรับคนรอบข้าง มันกลับเหมือนเสียงระฆังมรณะที่ดังลั่นในมโนภาพ
"เอเลน่า" ผมเอ่ยเรียกสั้นๆ
"คะ... เอ้ย! ครับ นายท่าน" เธอขานรับทันทีโดยไม่ต้องถามความ
ผมค่อยๆ ถอดฮู้ดที่คลุมใบหน้าออก เผยให้เห็นนัยน์ตาที่ส่องประกายสีฟ้าครามดุจดั่งอัญมณีต้องสาป บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปทันที ราวกับว่าออกซิเจนในอากาศถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น พวกอันธพาลเริ่มหายใจติดขัด มือที่พวกมันใช้ชี้หน้าผมเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
"เจ้าบอกว่าชุดของข้าดูเหมือนของบริจาคใช่ไหม?" ผมถามพลางก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทุกย่างก้าวที่ผมเหยียบลง พื้นดินจะสั่นสะเทือนด้วยจังหวะที่แม่นยำ
"แก... แกเป็นใคร! รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร! ข้าคือทายาทของตระกูลวาลีอัส!" มันตะคอกเพื่อกลบเกลื่อนความกลัวที่เริ่มกัดกินหัวใจ
"วาลีอัส?" ผมแค่นยิ้ม "ไม่เคยได้ยินชื่อในทำเนียบผู้มีอำนาจที่แท้จริงเลยสักครั้ง"
ผมสะบัดข้อมือเบาๆ เปลวเพลิงสีครามที่ไร้ความร้อนหากแต่มีอำนาจทำลายล้างมหาศาลก็ปะทุขึ้นจากฝ่ามือ มันไม่ใช่เวทมนตร์ระดับต่ำ แต่มันคือศาสตร์แห่งการสลายมวลสารที่จอมเวทในยุคนี้ลืมเลือนไปสิ้น ผมไม่ปล่อยให้มันได้ทันเอ่ยปากขอโทษ เปลวเพลิงพุ่งเข้าใส่ชุดคลุมไหมชั้นดีของมันในพริบตา ความร้อนที่เย็นเยียบกัดกินผ้าราคาแพงจนกลายเป็นขี้เถ้า เหลือเพียงร่างของมันที่เปลือยเปล่าท่ามกลางสายตานับร้อยคู่
เสียงกรีดร้องด้วยความอับอายดังก้องไปทั่วจัตุรัส
"ถ้าคิดจะรวยด้วยชื่อเสียงของตระกูล ก็จงกลับไปเรียนรู้วิธีการมีชีวิตอยู่ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พูด" ผมกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะที่เอเลน่าเดินมาอยู่ข้างกายผม เธอประสานมือเข้ากับแขนของผมอย่างนุ่มนวล ราวกับจะประกาศให้คนทั้งโลกเห็นว่าเธอคือผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้ยืนเคียงข้างชายผู้นี้
ฝูงชนต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ขณะที่พวกผมกำลังจะเดินผ่านกลุ่มอันธพาลที่นอนกองอยู่บนพื้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากเงามืดด้านหลังร้านเวทภัณฑ์
"น่าสนใจมาก... สลายมานาได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่ลบระบบการตรวจจับของมหานครไปได้เนียนขนาดนี้"
ชายสวมหน้ากากสีเงินก้าวออกมาจากเงามืด ในมือของเขาถือกล่องไม้แกะสลักลวดลายประหลาดที่ดูเหมือนจะสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา
"ท่านเซลีนใช่ไหม? มีคนระดับสูงใน 'สภาไร้บัลลังก์' ต้องการพบท่านเป็นการส่วนตัว และดูเหมือนว่า... สิ่งที่ท่านทำเมื่อครู่ จะกลายเป็นตั๋วเชิญใบสำคัญที่ทำให้ท่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปกับเรา"
ผมหยุดเดิน ดวงตาจับจ้องไปที่กล่องไม้ในมือเขา รอยยิ้มที่มุมปากของผมค่อยๆ ขยายกว้างขึ้น นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของหมากที่ผมวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่มหานครแห่งนี้
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของจอมเวทไร้นามนะครับ
จักรกลเวทมนตร์ไร้บัลลังก์กับจอมเวทผู้ปฏิเสธระบบ•ตอนที่ 2
ตบหน้าด้วยเปลวเพลิง
ผลงานโดย จอมเวทไร้นาม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมเวทไร้นาม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรกลเวทมนตร์ไร้บัลลังก์กับจอมเวทผู้ปฏิเสธระบบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!