กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 14

ดอกบัวในโคลนตม

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของคุกใต้ดินหลวงคละคลุ้งเสียจนชวนคลื่นไส้ แต่สำหรับหลี่ซูเหวินแล้ว กลิ่นเหล่านี้มิได้น่าสะพรึงกลัวเท่ากับความจริงอันโหดร้ายที่นางเคยปล่อยให้มันเลือนหายไปในชาติภพก่อน ในอาภรณ์ผ้าแพรปักลายเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์คลุมทับด้วยเสื้อกันหนาวขนจิ้งจอกหิมะสีเทาเงิน ร่างระหงก้าวเดินผ่านคบเพลิงที่สั่นไหวตามสายลมโสมม แสงสีส้มสาดส่องกระทบกับลวดลายปักดิ้นทองรูปกิ่งเหมันต์ที่ชายกระโปรง เคลื่อนไหวรากับภูตสาวแห่งความตายที่ก้าวเข้ามาทวงหนี้โลหิต เบื้องหน้าของนางคือซอกมุมมืดมิดที่สุดของคุกหลวง ร่างที่เคยองอาจสง่างามของ ‘หลี่จงเหิง’ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลหลี่ บัดนี้ถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าหนาเตอะ ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยการทรมานจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม อาภรณ์แพรไหมชั้นดีที่เคยสวมใส่บัดนี้ขาดวิ่นย้อมด้วยเลือดแห้งกรังจนกลายเป็นสีดำคล้ำ "พี่ใหญ่..." น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเบาหวิวราวกับขนนก ทว่ากลับสั่นเครือด้วยคลื่นอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ใบหน้าอันเยือกเย็น ซูเหวินทรุดกายลงคุกเข่าบนพื้นหินชื้นแฉะโดยไม่นึกรังเกียจ แม้ว่าอาภรณ์ราคาแพงจะเปื้อนคราบโคลนตม นางยื่นมือเรียวขาวที่สวมปลายนิ้วทองคำสลักลวดลายวิจิตรออกไปสัมผัสใบหน้าซูบผอมที่มีรอยแผลเป็นฉกรรจ์อย่างทะนุถนอม หยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาหงส์คู่สวย แต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความแค้นที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงในเตาหลอม หลี่จงเหิงค่อยๆ ปรือเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาที่เคยคมปลาบดั่งเหยี่ยวบัดนี้ขุ่นมัวและโรยรา เขามองสตรีเบื้องหน้าผ่านม่านน้ำตาและคราบเลือด ก่อนจะแย้มยิ้มขื่นขมที่มุมปาก "ซู... ซูเหวิน? เจ้า... เจ้าโง่เขลาเหตุใดจึงรนหาที่ตาย... ที่นี่คือขุมนรก... รีบหนีไป..." เสียงแหบแห้งรากับกระดาษทรายเสียดสีกันเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก "ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้นเจ้าค่ะ" ซูเหวินกล่าวตอบ น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่มั่นคงดั่งหินผา นางหยิบกาน้ำชาเคลือบหยกขาวที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมา รินน้ำอุ่นผสมโสมพันปีลงในจอกกระเบื้องเคลือบอย่างประณีตบรรจง ก่อนจะประคองศีรษะของพี่ชายขึ้นมาป้อนทีละน้อย "ดื่มเสียนะเจ้าคะ... นี่คือยาฟื้นพลังที่ท่านหมอเทวดาหลอมขึ้นเป็นพิเศษ ท่านต้องมีชีวิตรอด เพื่อดูวันที่ตระกูลของเราได้คืนความยุติธรรม" ในขณะที่นางกำลังป้อนยา สายตาก็กวาดมองโซ่ตรวนที่ข้อพับแขนและข้อเท้าอย่างพินิจพพิเคราะห์ โซ่นี้มิใช่กุญแจธรรมดา หากแต่ลงอาคมสะกดพลังลมปราณและเคลือบด้วยพิษสลายกระดูก หากใช้กำลังดึงย่อมทำให้เส้นเอ็นขาดสะบั้น แต่นางหาได้ตื่นตระหนกไม่ นิ้วมือเรียวยาวดั่งลำหญ้าคาหยิบเข็มเงินสลักลายวิจิตรเก้าเล่มออกจากมวยผมอย่างรวดเร็วราวดาราพثคพ้น ก่อนจะปักลงไปยังจุดชีพจรสำคัญบนไหล่และแขนของพี่ชายเพื่อสกัดกั้นพิษและเปิดทางเดินลมปราณชั่วคราว "อดทนหน่อยนะเจ้าค่ะ... เจ็บเพียงนิดเดียว" เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงเกราะกระทบกันดังขึ้นที่ตรอกทางเดินด้านนอก ซูเหวินไม่แม้แต่จะหันไปมอง นางเพียงแต่กระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ให้เข้าที่ ดวงตาคู่หงส์หรี่ลงเล็กน้อยด้วยความเยือกเย็น นางรู้ดีว่าคนของมู่หรงเหม่ยและขันทีคนสนิทของฮ่องเต้กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า การแย่งชิงพยานปากเอกคือกุญแจดอกสำคัญที่จะสั่นคลอนบัลลังก์มังกรในท้องพระโรง ทันใดนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมฆาสีชาดก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังนาง กลิ่นอายอันเยือกเย็นและกดดันแผ่ซ่านไปทั่วคุกหลวงจนทหารยามที่ตามมาด้านหลังถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น จ้าวเฟยหลง... ท่านอ๋องผู้ถูกขนานนามว่าปีศาจ ปรากฏกายขึ้นราวกับมัจจุราชแห่งรัตติกาล ใบหน้าหล่อเหลาดุดันราวน้ำแข็งสลักเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองสภาพอันน่าเวทนาของหลี่จงเหิงแวบหนึ่ง ก่อนจะทอดพระเนตรมองสตรีผู้กำลังใช้เข็มเงินช่วยชีวิตพี่ชายด้วยแววตาที่ซ่อนความลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "เจ้าช้าไปหนึ่งเค่อ, เฟยหลง" ซูเหวินเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง น้ำเสียงเจือความตัดพ้อเล็กน้อยแต่นุ่มนวล "หากท่านมาช้ากว่านี้ เกรงว่าข้าคงต้องเผชิญหน้ากับสุนัขรับใช้พวกนั้นด้วยตัวคนเดียว" มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน จ้าวเฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่ทอดเงาปกคลุมร่างระหงของนางไว้ทั้งหมด พระองค์ยื่นพระหัตถ์หนาที่มีรอยแผลเป็นจากการศึกมาแตะที่ไหล่บางเบาๆ เป็นเชิงบอกให้วางใจ ก่อนจะตวัดพระเนตรคมปลาบไปยังทหารยามที่หมอบกราบอยู่เบื้องล่าง "ใครกล้าแตะต้องคนของเปิ่นหวาง (อ๋องเช่นเรา) ผู้นั้นจงเตรียมตัวไปรายงานตัวกับพญายม" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดั่งอสุนีบาตฟาดกลางฤดูร้อน ทำให้เหล่าทหารยามตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ จ้าวเฟยหลงสะบัดพระatทรงพระเนตรไปยังโซ่ตรวนเหล็กกล้า ก่อนจะชักกระบี่ประจำพระองค์ ‘อสนีบาตโลหิต’ ออกจากฝัก เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดังกรีดกรายบาดลึกโสตประสาท ประกายแสงสีเงินยวดยวงวาดผ่านความมืดมิดเพียงชั่วพริบตา โซ่ตรวนเหล็กหนาเตอะที่ล่ามหลี่จงเหิงไว้ขาดสะบั้นลงในดาบเดียวโดยไม่โดนเนื้อตัวแม้แต่น้อย ความแม่นยำและพลังลมปราณอันกล้าแกร่งนี้ทำเอาซูเหวินต้องลอบสูดหายใจเข้าลึกๆ นางรู้ว่าเขาร้ายกาจ แต่วันนี้เขากลับแสดงให้เห็นว่าอำนาจที่แท้จริงในกำมือของอ๋องปีศาจผู้นี้ น่าสะพรึงกลัวเพียงใด "รีบพาตัวเขาออกไป" จ้าวเฟยหลงตรัสด้วยพระสุระเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "กองกำลังลับของเปิ่นหวางจัดการเคลียร์เส้นทางด้านนอกเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าลืม... ละครฉากใหญ่ในท้องพระโรงพรุ่งนี้เช้า พวกเรายังต้องเป็นผู้เปิดม่านแสดงเอง" ซูเหวินพยักหน้ารับเบาๆ นางประคองหลี่จงเหิงที่หมดสติไปอีกครั้งด้วยความอ่อนล้าขึ้นพิงบนไหล่ของตน ขณะที่กำลังจะก้าวเดินตามร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องออกไป สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเศษกระดาษชิ้นหนึ่งที่ตกอยู่ใกล้กองฟาง มันคือพระราชโองการลับที่ถูกฉีกขาดทิ้งไว้ มีรอยหมึกสีชาดประทับตราหยกประจำพระองค์ชัดเจน นางย่อกายลงหยิบมันขึ้นมาคลี่ดูท่ามกลางแสงคบเพลิงที่ริบหรี่ ข้อความในกระดาษนั้นทำให้ดวงตาคู่หงส์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนขบขัน *“กำจัดตระกูลหลี่ให้สิ้นซาก... และหากจ้าวเฟยหลงขัดขวาง ให้ใช้พิษ ‘สุราจันทราดับสูญ’ ปลิดชีพเสียในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะคืนนี้”* มือบางที่ถือกระดาษกำแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของกุนซูหญิงผู้ย้อนรอยเลือด ฮ่องเต้จ้าวหยวน... พระองค์ช่างใจร้อนเสียจริง ทรงรecipe แผนการฆ่าพี่น้องร่วมสายโลหิตและสหายร่วมรบด้วยพระหัตถ์ตนเองเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีก ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากเตือนจ้าวเฟยหลง เสียงฝีเท้าปริศนาจำนวนมากก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์ลับเบื้องหน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นของขันทีคนสนิทที่ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ "ฮ่าๆๆ... ท่านอ๋องผู้ปรีชา และคุณชายรองหลี่ ช่างเป็นภาพพี่น้องและคนรักที่ซาบซึ้งเสียจริง น่าเสียดายนัก... ที่พวกท่านจะไม่มีโอกาสได้ออกจากคุกหลวงแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว!" ขันทีเอก ‘เว่ยจง’ ก้าวออกมาจากความมืด พร้อมด้วยมือสังหารในชุดดำนับร้อยชีวิตที่ถือหน้าไม้กลเล็งตรงมายังพวกนาง ทุกช่องทางหนีถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์แบบ และที่น่าตกใจที่สุดคือ กลิ่นหอมหวานประหลาดที่ลอยมากับสายลม... มันคือกลิ่นของ ‘ควันบุปผานรก’ ที่ไร้สีไร้กลิ่น แผ่ซ่านเข้ามาทางช่องระบายอากาศอย่างเงียบเชียบ! จ้าวเฟยหลงชะงักฝีเท้า พระองค์หันกลับมามองหน้าซูเหวินทันที พระเนตรคมกริบฉายแววตระหนักรู้ระคนกริ้วโกรธ เม็ดเหงื่อกาฬผุดขึ้นตามไรพระศกอย่างรวดเร็ว "ซูเหวิน... เจ้าสูดดมกลิ่นนั้นเข้าไปหรือยัง?" สุระเสียงของพระองค์เปลี่ยนเป็นร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซูเหวินรู้สึกได้ถึงความร้อนรุ่มที่แล่นพล่านขึ้นมาจากท้องน้อย ลมปราณในกายปั่นป่วนจนควบคุมไม่ได้ นางเซถลาเกือบล้มลงหากไม่มีอ้อมพระกรแข็งแกร่งของจ้าวเฟยหลงเข้ามารับไว้ทันที นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยรอยยิ้มเจื่อนแต่เด็ดเดี่ยว "ดูเหมือนว่า... พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตพี่ชายข้า..." ซูเหวินกระซิบเสียงแผ่วเบา ลมหายใจร้อนผ่าวรดอยู่บนพระอังสาของพระองค์ "แต่พวกมัน... ต้องการให้เราสองคนตายร่วมกันในกองเพลิงแห่งนี้..." กระบี่ในมือของจ้าวเฟยหลงร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินเสียงดังสนั่น ขณะที่ร่างสูงใหญ่เริ่มเซถลาด้วยพิษร้ายที่แทรกซึมเข้าสู่กระแสโลหิตอย่างรวดเร็วเช่นกัน ประตูเหล็กบานใหญ่เบื้องหลังกระแทกลงปิดสนิทลงพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ก้องกังวาน ปิดตายทุกเส้นทางรอด... ดอกบัวในโคลนตมเบ่งบานท่ามกลางกลิ่นเลือด และบัดนี้ มันกำลังจะถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งความตายที่พวกมันเป็นผู้จุดขึ้นเอง! -------------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%