แผ่นกระดาษแพรไหมสีชาดในมือของหลี่ซูเหวินร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมขนสัตว์ปักลายเมฆาคล้อยอย่างแผ่วเบา ทว่าเสียงนั้นกลับดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของนางราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดผ่ากลางฤดูร้อน ดวงตาคู่งามที่มักฉายแววสุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอกลับเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนประหวั่นพรั่นพรึง เมื่อตระหนักได้ว่าศัตรูหาได้รอให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินหมากก่อนไม่ หากแต่ชิงตัดหน้าด้วยการใช้ไพ่ตายที่รวดเร็วและเหี้ยมโหดกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายเท่าตัวนัก
"ข่าวลือเรื่องการซ่องสุมกำลังพลที่หัวเมืองตะวันตก... แพร่สะพัดออกไปถึงหูของราชόตสำนักแล้วหรือเพคะ?"
เสียงทุ้มต่ำของเซียวหลาน สาวใช้คนสนิทผู้รอบคอบเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงันภายในห้องทรงอักษร กลิ่นอายของกำยานไม้กฤษณาที่เคยอบอวลกลับคล้ายจะแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอบอวลอยู่ปลายจมูก ในยามที่สถานการณ์พลิกผันราวกับพลิฝ่ามือเช่นนี้ ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยคมมีดที่ซ่อนเร้น
หลี่ซูเหวินหลับตาลงช้าๆ เพื่อตั้งสติ ปล่อยให้ความว้าวุ่นในใจสงบลงดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ถูกลมพัดผ่าน ยามนี้ชุดกระโปรงผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์แนบชิดกับเรือนร่างระหง อาภรณ์ชั้นนอกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าต่วนสีครามเข้มปักดิ้นเงินลายเมฆมงคล สะท้อนถึงฐานะและมันสมองอันล้ำเลิศที่ผู้คนต่างยำเกรง แต่นางรู้ดีว่า... เบื้องหลังความเงียบงันของเมืองหลวงในยามนี้ คือพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นเพื่อกวาดล้างผู้จงรักภักดีให้สิ้นซาก
"ไม่ใช่แค่แพร่สะพัดธรรมดาหรอกค่ะเซียวหลาน..."
ซูเหวินลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตากลับคืนสู่ความคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ นางก้มลงหยิบแผ่นแพรไหมขึ้นมาพิจารณาอีกครา ลายมือตวัดอันคุ้นเคยและตราประทับลับของตระกูลมู่หรงเด่นชัดอยู่เบื้องหน้า
"สนมเอกมู่หรงเหม่ยใช้กลอุบาย 'ยืมดาบฆ่าคน' นางจงใจปล่อยข่าวลือเรื่องการก่อกบฏโดยอ้างชื่อของท่านอ๋อง เพื่อบีบให้ฮ่องเต้จ้าวหยวนต้องทรงออกราชโองการตรวจสอบขุนนางเก่าแก่ทั่วราชอาณาจักร ใครที่ก้มหัวยอมจำนนจะรอดชีวิต แต่ผู้ใดที่แสดงความจงรักภักดีต่อท่านอ๋อง... จะถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏและถูกกวาดล้างในคราเดียว"
นี่คือการเดิมพันที่เดิมพันด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์นับพัน และเป็นการทดสอบความจงรักภักดีที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ราชสำนัก หากขุนนางคนใดรีบเร่งแสดงตัวปกป้องจ้าวเฟยหลง พวกเขาจะกลายเป็นเป้าหมายแรกในการสังหารหมู่ แต่หากผู้ใดเลือกที่จะนิ่งเฉยและหันหลังให้... เครือข่ายพันธมิตรที่อุตส่าห์สะสมมาแรมปีก็จะพังทลายลงในพริบตา
ทันใดนั้น ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรก็ถูกผลักออกอย่างแรงโดยปราศจากการขออนุญาต ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวสีดำสนิทปักลายมหาหงส์ดิ้นทองปรากฏขึ้นที่กรอบประตู กลิ่นอายความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนอุณหภูมิในห้องราวกับลดฮวบลงหลายองศา
จ้าวเฟยหลง... ท่านอ๋องผู้ถูกขนานนามว่าปีศาจ ก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและไร้เสียง ดวงเนตรคมปลาบดุจพญาอินทรีย์กวาดมองแผ่นแพรไหมในมือของหญิงสาวด้วยความเรียบเฉย ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นและกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งบริเวณลำคอ บ่งบอกชัดเจนว่าพายุในใจของเขารุนแรงไม่แพ้กัน
"พวกมันคิดว่าเป็ดในเล้าตัวนี้จะยอมให้เชือดโดยง่ายสินะ"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในความมืดดังขึ้น จ้าวเฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้ซูเหวินทีละน้อย จนกระทั่งกลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยาโอบล้อมกุนซือสาวไว้ทั้งหมด พระองค์ยื่นพระหัตถ์เรียวยาวออกไปแตะปลายคางคู่งามของนางเบาๆ บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบตา
ซูเหวินไม่หลบสายตา นางแย้มสรวลน้อยๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ายوانและสติปัญญาอันเฉียบแหลม ท่ามกลางวิกฤตเช่นนี้ เคมีระหว่างคนทั้งสองกลับยิ่งหลอมรวมกันอย่างแนบแน่นราวกับเหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเตาหลอมอันร้อนระอุ
"หม่อมฉันกลับมองว่านี่คือโอกาสค่ะท่านอ๋อง" ซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "ในเมื่อพวกมันอยากทดสอบความจงรักภักดีนัก เราก็จัด 'ละครฉากใหญ่' ให้พวกมันดูเสียหน่อยเป็นไร"
จ้าวเฟยหลงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย พระองค์โปรดปรานความเด็ดเดี่ยวและไหวพริบของสตรีตรงหน้ายิ่งกว่าสิ่งใด พระหัตถ์ที่ประคองคางนางเลื่อนขึ้นมาลูบไล้กรอบหน้าเนียนนุ่มอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่ขัดแย้งกับความดุร้ายในแววตาคู่นั้นสะท้อนความรักลึกซึ้งมั่นคงดั่งหินผา ที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงโลกันตร์แผดเผาทุกผู้คนที่กล้าเข้ามาขวางทาง
"เจ้ามีแผนการอันใดในใจ ซูเหวินของข้า" ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงนิด มีเพียงนางเท่านั้นที่ได้รับความอบอุ่นนี้จากปีศาจไร้หัวใจ
"หม่อมฉันจะให้คนกระจายข่าวลือซ้อนข่าวลืออีกชั้นหนึ่งเพคะ..." ซูเหวินโน้มตัวเข้าไปกระซิบใกล้พระพักตร์ แผนการร้ายกาจแต่แยบยลถูกถ่ายทอดออกทีละคำด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดั่งสายน้ำ ทว่ากลับเต็มไปด้วยพิษสงที่พร้อมจะกัดกินศัตรูให้มลายหายสิ้น "เราจะทำให้สนมเอกมู่หรงและฮ่องเต้ตายใจ ว่าขุนนางฝ่ายใต้พากันแปรพักตร์ไปหมดแล้วจริงๆ เพื่อล่อให้พวกมันเปิดเผยรายชื่อสายลับทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่ในกองทัพของเราออกมาในคราวเดียว"
"เป็นกลยุทธ์ที่งดงามและเลือดเย็นยิ่งนักสมเป็นเจ้า..." จ้าวเฟยหลงแย้มพระสรวลเหี้ยมเกรียม ประกายตาวับวามด้วยความพอใจ "หากพวกมันเล่นเกมสกปรก เราก็จะใช้ความจริงอันลวงตานี้ฝังกลบพวกมันให้จมดินไปตลอดกาล"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและความลึกซึ้งของการร่วมมือกันเดินหมากเกมนี้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากภายนอกก็ทำลายสมาธิทั้งหมดลง เซียวหลานรีบพุ่งไปเปิดประตูด้วยใบหน้าซีดเผือด
ทหารองครักษ์ประจำจวนผู้หนึ่งล้มลงคุกเข่าด้วยความตื่นตระหนก เนื้อตัวเปียกปุ่มไปด้วยหิมะและเหงื่อกาฬ รายงานด้วยเสียงสั่นเครือ
"ทูลท่านอ๋อง! พระสนมเอกมู่หรง... พระนางทรงส่ง 'ราชโองการลับฉบับพิเศษ' ตรงมาจากตำหนักใน พร้อมกับขบวนทหารหลวงที่กำลังเคลื่อนพลปิดล้อมเส้นทางเข้าออกจวนของเราทั้งสี่ด้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
แผ่นกระดาษในมือของซูเหวินสั่นไหวเล็กน้อย นางและจ้าวเฟยหลงสบตากันทันที ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมห้องทรงอักษรอีกครั้ง เมื่อตระหนักได้ว่า... พวกมันไม่ได้มาเพื่อส่งข่าว แต่ยกทัพมาเพื่อปิดฉากทุกอย่างในคืนนี้!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 13
พายุที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!