กลิ่นอายของกำยานสุรากุหลาบที่ลอยอวลอยู่ในตำหนักบูรพาไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่ระหว่างสตรีสองนางในชุดปักลายหงส์และนกยูงนั้น กลับกดดันเสียยิ่งกว่าเสียงกลองศึกในสนามรบ
หลี่ซูเหวินปรายตามองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ในมือของสหายรัก อาภรณ์ผ้าไหมซาตินปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋นเบ่งบานไหวตามจังหวะการหายใจของผู้สวมใส่ นางยังคงงดงามสง่าราดเช่นวันวาน สมกับตำแหน่งพระชายาขั้นอี้ผินที่ไต่เต้าขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและ... คราบน้ำตาของผู้อื่น ทว่าแววตาคู่คมที่เคยฉายแววใสซื่อในยามเยาว์วัย บัดนี้กลับเจือด้วยไอเย็นชาและริ้วรอยแห่งความหวาดระแวงที่ปิดไม่มิด
"เจ้าเปลี่ยนไปมากทีเดียวค่ะ ซือซือ" ซูเหวินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงเรียบเรื่อยราusสายลมที่พัดผ่านผิวน้ำนิ่งสงบ
“เปลี่ยนไปหรือคะ พี่หญิงซูเหวิน?” สตรีตรงหน้า—ไป๋ซือซือแย้มยิ้ม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม เสียงกระทบกันเบาๆ ดังก้องกังวานในโสตประสาท "ในวังหลวงแห่งนี้ หากผู้ใดไม่เปลี่ยน ย่อมต้องกลายเป็นปุถุชนใต้ฝ่าเท้าของผู้อื่น ท่านเองก็รู้ดีมิใช่หรือคะ ไฉนจึงยังใช้สายตาตำหนิเช่นนั้นมองน้องสาวคนนี้เล่า"
สติปัญญาของซูเหวินหมุนวนรวดเร็วดั่งสายน้ำเชี่ยว นางกวาดสายตามองการตกแต่งภายในตำหนักที่โอ่อ่าฟุ่มเฟือย เม็ดไข่มุกราตรีขนาดเท่าผลลำไยถูกประดับไว้บนผนังเพื่อขับไล่ความมืดมิด ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนแลกมาด้วยอะไรเล่า? แลกมาด้วยเอกสารลับทางการทหารของตระกูลไป๋ที่ถูกส่งต่อไปยังมือของฮ่องเต้จ้าวหยวน เพื่อแลกกับการกวาดล้างตระกูลขุนนางเก่าที่อาจเป็นเสี้ยนหนามต่อบัลลังก์
มิตรภาพสิบปีที่ร่วมสุขร่วมทุกข์ผ่านพายุฝนมาด้วยกัน บัดนี้กลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นเบี้ยบนกระดานอำนาจอย่างน่าสังเวช
"เจ้ากล้าเอาเลือดเนื้อของตระกูลไป๋ และอนาคตของพี่น้องร่วมสายเลือดไปแลกกับอำนาจชั่วคราวในวังหลังนี้เชียวหรือ" ซูเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลุ่มลึกขึ้น แววตาคู่สวยสะท้อนภาพความร้าวรานที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด "อำนาจที่ได้มาด้วยการเหยียบย่ำซากศพของคนใกล้ชิด หอมหวานถึงเพียงนั้นเชียวหรือคะ"
"อำนาจหรือ?" ไป๋ซือซือแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและบิดเบี้ยว นางลุกขึ้นยืน ชายผ้าไหมลากยาวไปตามพื้นห้อง อาภรณ์สีแดงเพลิงขับเน้นให้ร่างระหงดูทรงอำนาจและน่าสะพรึงกลัวในคราวเดียวกัน "พี่หญิง ท่านเติบโตมาในตระกูลขุนนางใหญ่ ท่านจะไปเข้าใจอะไร! ท่านมีทั้งท่านอ๋องปีศาจจ้าวเฟยหลงคอยปกป้อง มีสติปัญญาที่ผู้คนต่างก้มหัวให้ ท่านไม่เคยลิ้มรสความรู้สึกของการเป็น 'เบี้ย' ที่ถูกเขี่ยทิ้งยามหมดประโยชน์หรอก!"
ซูเหวินนิ่งงันไปชั่วขณะ นางจะไมเข้าใจได้อย่างไร ในเมื่อนางเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง! ตายด้วยน้ำมือของคนที่นางเคยรักและไว้ใจที่สุด นางเข้าใจความเจ็บปวดของการเป็นเบี้ยยิ่งกว่าผู้ใดทั้งหมด ทว่านางไม่เคยคิดใช้ความเจ็บปวดนั้นมาเป็นข้ออ้างในการทำลายล้างผู้บริสุทธิ์เช่นที่ซือซือกำลังทำ
"เจ้าจึงเลือกที่จะเป็นผู้ถือมีดเสียเอง และเลือกที่จะแทงข้างหลังคนที่เคยปกป้องเจ้าสินะคะ" ซูเหวินลุกขึ้นยืนเช่นกัน ส่วนสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้คนทั้งสองสบตากันได้อย่างพอดี บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง "เจ้าคิดว่าฮ่องเต้จ้าวหยวนจะทรงโปรดปรานสตรีที่ไร้ความภักดีต่อแม้แต่ตระกูลของตนเองไปได้ตลอดกาลอย่างนั้นหรือ ซือซือ... เจ้ากำลังเดินเข้าสู่กองเพลิงโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด"
"หุบปากนะ!" ไป๋ซือซือตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ถ้วยชาสะเทือนจนน้ำชาสีอำพันกระฉลอกเปื้อนผืนผ้าปัก ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจี้ใจดำ "ท่านคิดว่าท่านฉลาดนักหรือ หลี่ซูเหวิน! ท่านคิดว่าแผนการลับที่ท่านกับท่านอ๋องกำลังร่วมมือกันโค่นลบัลลังก์ ข้าจะไม่รู้เรื่องเลยอย่างนั้นหรือ!"
หัวใจของซูเหวินกระตุกวูบ ทว่าใบหน้ายังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างไร้ที่ติ ไม่มีร่องรอยความตื่นตระหนกหลุดลอดออกมาแม้แต่น้อย
"เจ้าพูดเรื่องอะไรกันคะ ข้าไม่เห็นจะเข้าใจ" ซูเหวินตอบเสียงเรียบ นัยน์ตานิ่งสนิทดุจผิวน้ำในบึงลึก
"ไม่ต้องมาแกล้งไขสือ!" ซือซือก้าวเข้าไปประชิดตัว กลิ่นหอมฉุนของกำยานผสมกับกลิ่นอายความริษยาโชยเข้าจมูก "จ้าวเฟยหลงอาจจะซ่อนตัวตนได้ดี แผนการของพวกท่านอาจจะแนบเนียน แต่ในวังหลังนี้ ไม่มีอะไรที่ข้าล่วงรู้ช้าไปกว่าคนอื่นหรอกค่ะพี่หญิง... และท่านก็รู้ดีว่า หากข้าเอาความลับนี้ไปทูลฝ่าบาท หัวบนบ่าของพวกท่านทั้งสองจะหลุดออกจากบ่าในยามรุ่งสาง!"
ซูเหวินแย้มยิ้ม รอยยิ้มที่บางเบาแต่กลับทรงพลังและเยือกเย็นยิ่งกว่ารังสีอำมหิตของจ้าวเฟยหลงเสียอีก นางโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูของสหายรัก น้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำราวกับประกาศิตจากยมโลก
"ถ้าเช่นนั้น... ทำไมเจ้าถึงยังไม่ไปทูลฝ่าบาทเล่าคะ ซือซือ?"
ไป๋ซือซียะเยือกไปทั้งร่าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อถูกจี้จุดอ่อนที่ซ่อนไว้
"เพราะเจ้าเองก็กลัวเช่นกันมิใช่หรือคะ" ซูเหวินกล่าวต่อ น้ำเสียงเจือความสมเพชเวทนาอย่างไม่ปิดบัง "เจ้ากลัวว่าหากไม่มีข้าและท่านอ๋องคอยเป็นเสาหลักค้ำจุนอำนาจของตระกูลไป๋ในราชสำนักนอกวัง ฮ่องเต้ผู้เยือกเย็นพระองค์นั้นจะทรงกำจัดตระกูลไป๋ทิ้งในชั่วข้ามคืน เจ้ากำลังเล่นกับไฟกองใหญ่ และเจ้าก็รู้ดีว่าเจ้าไม่มีปัญญาควบคุมมันหรอก"
"เจ้า...!" ซือซือง้างมือขึ้นหมายจะตบลงบนใบหน้าขาวเนียนของซูเหวินด้วยความบันดาลโทสะ
ทว่า—
ก่อนที่ปลายนิ้วเรียจะทันกระทบผิวแก้ว ประตูไม้แกะสลักลายวิจิตรของตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยพลังภายในอันมหาศาล จนบานประตูเกือบหลุดออกจากวงกบ
ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวงก้าวเข้ามาในห้องด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและเงียบเชียบ ไอสังหารเย็นเยียบแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วตำหนักในพริบตา อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจางๆ
จ้าวเฟยหลง!
ท่านอ๋องปีศาจปรายพระเนตรมองสตรีทั้งสองด้วยสายตาดุจพญาอินทรีมองเหยื่อ พระพักตร์เรียบเฉยราusน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าแววตากลับคมกริบราวกับใบมีดโกนที่พร้อมจะปลิดชีพผู้บังอาจแตะต้องคนของพระองค์ได้ทุกเมื่อ
"สนมเอกไป๋..." สุระเสียงทุ้มต่ำกังวานดังก้องบาดลึกถึงขั้วหัวใจ พระองค์ทรงก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างซูเหวิน พร้อมกับเอื้อมพระหัตถ์หนาขึ้นโอบรอบเอวบางของนางไว้อย่างแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย "ดูท่าทางตำหนักบูรพาแห่งนี้ จะมีสุนัขรับใช้ที่เห่าหอนเสียงดังเกินไปเสียแล้วกระมัง ถึงได้กล้าอาจหาญมาข่มขู่พระชายาของเปิ่นหวาง"
ไป๋ซือซือเข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว แรงกดดันมหาศาลจากราชองค์รักษ์เงาที่ติดตามเสด็จพร้อมใจกันปรากฏกายขึ้นบนหลังคาและมุมมืดรอบตำหนัก ทำให้ซือซิอตระหนักได้ในทันทีว่า นางเป็นฝ่ายก้าวพลาดและเดินเข้าสู่หลุมพรางที่ลึกที่สุดเสียแล้ว
ซูเหวินแหงนพระพักตร์ขึ้นสบตากับท่านอ๋องผู้เยือกเย็นข้างกาย แววตาทั้งสองสอดประสานกันอย่างรู้ใจ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ท่ามกลางเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิตและแผ่นดิน
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นของขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระราชสำนักก็ดังแทรกขึ้นมาจากลานด้านนอก พร้อมกับประกาศก้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ทำเอาทุกคนในห้องต้องหยุดหายใจ
"พระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... มีรับสั่งให้ปลดสนมเอกไป๋ซือซือสู่สามัญชน และเนรเทศออกนอกเมืองหลวงทันที!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 15
รอยร้าวแห่งมิตรภาพ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!