กลิ่นอายของชาผู่หลั่นเก่าเก็บนับสปีดปีลอยกรุ่นเคล้าคละกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่โชยมาจากห้องพระบรรทม
“Fก... พระราชโองการด่วนที่สุดจากห้องพระบรรทม! ฮ่องเต้... ฮ่องเต้ทรงกระอักษรเป็นโลหิต สิ้นสติไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงรายงานที่สั่นเครือจนแทบขาดใจของขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระองค์ดังสะท้านไปทั่วตำหนักทักษิณ ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ความตื่นตระหนกแผ่ซ่านดั่งอสรพิษร้ายที่เลื้อยวนอยู่ตามสันหลังของทุกคนในที่นั้น ทว่าท่ามกลางความโกลาหลระส่ำระสายนี้ ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีชาดสลับด้ายทองคำบริสุทธิ์กลับยืนหยัดอยู่อย่างสงบนิ่ง นางมิได้สะท้านสะเทือนต่อข่าวการสวรรคตที่กำลังจะมาถึงแม้แต่น้อย ปิ่นหยกขาวแพรวพราวบนมวยผมทรงเทพยดาขับเน้นให้ใบหน้ารูปไข่นั้นดูงดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีนโบราณ แต่ดวงตากลับคมกริบดุจใบมีดที่อาบยาพิษ
หลี่ซูเหวินกวาดสายตามองความตื่นตระหนกของเบื้องหน้าด้วยมุมปากที่ยกยดขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามทว่าเยียบเย็นจนน่าขนพองสยองเกล้า
ในอดีตชาติ นางเคยเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกหลอกใช้จนต้องจบชีวิตลงอย่างไร้ค่าท่ามกลางกองเพลิงแห่งความอยุติธรรม แต่นี่คือชาติภพที่นางตั้งใจจะล้างบางทุกหนี้เลือดให้สิ้นซาก และบัดนี้... เวลาที่หมากทุกลูกต้องเดินตามกระดานที่นางวางไว้ก็มาถึงแล้วค่ะ
“พวกท่านยังจะมัวรออะไรอยู่อีกเล่า?”
เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจกังวานขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัดลงในทันที ทุกสายตานับร้อยคู่ในท้องพระโรงต่างหันขวับมามองสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าพระแท่นมังกรอย่างพร้อมเพรียง มู่หรงเหม่ย สนมเอกผู้เรืองอำนาจซึ่งยืนเคียงข้างองค์รัชทายาทจ้าวหยวน ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ นางส่งสายตาดุจดั่งงูพิษมองตรงมายังซูเหวิน
“บังอาจ! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ ไยจึงกล้าอาจหาญส่งเสียงเอะอะในท้องพระโรงยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตเช่นนี้!” มู่หรงเหม่ยแผดเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราด อาภรณ์ผ้าต่วนปักลายดอกโบตั๋นสีม่วงเข้มสั่นไหวตามแรงอารมณ์ “ทหาร! ลากตัวนางออกไปโบยยี่สิบทีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ!”
ทว่า ไม่มีทหารยามคนใดขยับเขยื้อนเคลื่อนกาย แม้แต่แม่ทัพผู้คุมกองกำลังรักษาพระองค์ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน เพราะในเงาอับแสงเบื้องหลังซูเหวิน ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทมิฬกำลังก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ
จ้าวเฟยหลง... ท่านอ๋องผู้ถูกขนานนามว่าปีศาจ ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างกายหญิงสาว รัศมีความเยือกเย็นดุร้ายแผ่ซ่ายกดดันจนขุนนางหลายคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยความเหี้ยมเกรียม เขาไม่ได้มองมู่หรงเหม่ยแม้แต่หางตา สายตาคู่นั้นทอดมองเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของสตรีผู้กุมหัวใจและแผนการทั้งหมดไว้ในกำมือ
“ใครกล้าแตะต้องนาง... คนผู้นั้นจوابด้วยศีรษะ” สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงพลังอำนาจจนไม่มีใครกล้าหายใจแรง
ซูเหวินหันไปสบตากับบุรุษผู้เป็นดั่งขุนเขาที่ค้ำจุนนาง สายตาที่พวกเขาสื่อถึงกันลึกซึ้งเกินกว่าคำบรรยายใดๆ มันคือความไว้วางใจที่หล่อหลอมผ่านความตายและความแค้นอันยาวนาน ก่อนที่นางจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับราชสำนักที่กำลังจะล่มสลาย
นางก้าวขึ้นบันไดหินอ่อนไปทีละขั้นอย่างมั่นคง ชายกระโปรงยาวลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับพื้นหินแผ่วเบาราวกับเสียงฝีก้าวของยมทูต ทุกสายตาจับจ้องมาที่นางเป็นตาเดียวด้วยความหวาดหวั่น
“พระสนมมู่หรง... ท่านบอกว่าข้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเช่นนั้นหรือ?” ซูเหวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานใสบาดลึกถึงขั้วหัวใจ นางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงพระอักษร หยิบฎีกาแผ่นสุดท้ายที่เปื้อนคราบโลหิตของฮ่องเต้ขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างไม่นึกรังเกียจ
“เจ้า... เจ้าจะทำอะไร? นังสารเลว!” จ้าวหยวน องค์รัชทายาทผู้หน้าซีดเผือด ก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นรอยยิ้มของนาง
ซูเหวินหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความสมเพชเวทนา “องค์รัชทายาท... ท่านยังจำตระกูลหลี่ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตายตกไปตามกันเมื่อห้าปีก่อนได้หรือไม่? ท่านจำฎีกาลับที่พวกท่านร่วมมือกันใส่ร้ายป้ายสีว่าพวกเราคิดกบฏได้หรือเปล่า?”
สีหน้าของมู่หรงเหม่ยและจ้าวหยวนเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในทันที ทั้งสองคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“เจ้า... เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” มู่หรงเหม่ยเค้นเสียงลอดไรฟัน
ซูเหวินไม่ตอบคำถามนั้น นางหันไปเผชิญหน้ากับขุนนางนับร้อยในท้องพระโรง ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน
“วันนี้ ข้า... หลี่ซูเหวิน ในฐานะทายาทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของตระกูลหลี่ ขอประกาศให้ทุกคนได้รู้ ณ ที่นี้ว่า... ฎีกาทุกฉบับ กลยุทธ์ทุกย่างก้าว และแผนการพลิกแผ่นดินที่ทำให้พวกท่านต้องสั่น ล้วนมาจากเงาของข้าทั้งสิ้น!”
นางผายมือไปยังจ้าวเฟยหลง ผู้ซึ่งยืนตระหง่านเป็นโล่คุ้ม
“และข้า... คือกุนซือลับผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังท่านอ๋องผู้คืนบัลลังก์!”
สิ้นคำประกาศนั้น ท้องพระโรงก็พลันระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นราวกับรังแตนแตก ขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดผวา ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า สตรีบอบบางผู้นี้จะคือนักวางกลยุทธ์ลึกลับผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่พวกมันตามล่าหาตัวมาตลอดหลายเดือน
มู่หรงเหม่ยกรีดร้องออกมาด้วยความคลุ้มคลั่ง “ฆ่ามัน! ฆ่านังปีศาจผู้นี้ซะ! ใครก็ได้ฆ่ามันเดี่ยวนี้!”
ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว...
สิ้นเสียงคำสั่งของสนมเอก ทหารรักษาพระองค์กลุ่มใหญ่ที่ควรจะเข้ามาคุ้มครอง กลับพากันกลับคมดาบเข้าจ่อคอหอยขององค์รัชทายาทและมู่หรงเหม่ยในชั่วพริบตา พร้อมกับที่ประตูบานใหญ่ของท้องพระโรงถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ปรานี ธงรบสีดำสนิทตราพยัคฆ์ทมิฬโบกสะบัดไสวท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอก กองกำลังนับหมื่นนายของท่านอ๋องเข้าโอบล้อมพระราชวังหลวงไว้ทั้งหมดแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ
ซูเหวินก้าวถอยหลังลงมาจากพระแท่นอย่างเชื่องช้า นางยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับจ้าวเฟยหลง ดวงตาคู่งามทอดมองไปยังสองแม่ลูกที่บัดนี้ไร้ซึ่งหนทางหลบหนี
ท่านอ๋องหนุ่มยื่นมือหนาออกมาโอบเอวบางของนางไว้แน่น ราวกับจะบอกว่าต่อให้ฟ้าถล่มลงมา เขาก็จะยืนหยัดเคียงข้างนางชั่วนิรันดร์
“ฮ่องเต้สวรรคตแล้ว... ราชสำนักอยู่ในกำมือเรา” จ้าวเฟยหลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าเลือน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง “เจ้าเลือกที่จะเปิดเผยตัวตนเช่นนี้ เท่ากับประกาศสงครามกับแผ่นดินทั้งหมด... เจ้าไม่กลัวหรือ ยอดกุนซือของข้า”
ซูเหวินหันไปสบตาคมกริบของเขา รอยยิ้มที่งดงามที่สุดปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่ม
“กลัวอันใดเล่าเพคะ... ในเมื่อบัลลังก์ที่ท่านปรารถนา มีหยาดเลือดของพวกมันเป็นเครื่องบรรณาการ และหัวใจของท่าน... ก็อยู่ในกำมือของหม่อมฉันแล้ว”
นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงดุจหินผา
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบอันทรงพลังกำลังจะปกคลุมทั่วท้องพระโรงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าฝ่าสายฝนอันหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูพระโรงชั้นในที่ปิดสนิทถูกผลักกระเด็นออกด้วยแรงมหาศาล ร่างในชุดคลุมสีขาวเปียกโชกไปด้วยหยาดฝนและคราบเลือดก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแสงไฟสลัว
เงาร่างนั้นชูวัตถุบางอย่างขึ้นสูงท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่หันขวับไปมอง...
มันคือ “พระราชโองการสละราชสมบัติ” ตัวจริงที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน และลายมือที่ปรากฏบนนั้น... กลับไม่ใช่ของฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ แต่เป็นลายมือของ “ไทเฮา” ผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 11
การตัดสินใจที่ไม่อาจย้อนคืน
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!