กลิ่นอายจางๆ ของหมึกปี้ว์ซานที่เพิ่งแห้งสนิทบนแผ่นกระดาษสาเนื้อดี ผสมผสานกับกลิ่นอายความเย็นเยียบของค่ำคืนในตำหนักบูรพา ช่างเป็นความเงียบงันที่แฝงไว้ด้วยคมมีดซ่อนเร้น หลี่ซูเหวินปักปิ่นหยกขาวลายดอกเหมันต์ลงบนมวยผมสีดำสนิทดั่งรัตติกาลอย่างเชื่องช้า ชุดคลุมผ้าต่วนสีม่วงเข้มปักลายหงส์เหินด้วยดิ้นเงินสะท้อนแสงตะเกียงวับแวม ขับเน้นทรวดทรงระหงและท่าทีอันสง่างามเยือกเย็นดั่งรูปสลักหยก นางมิได้สนใจความตื่นตระหนกขององครักษ์เงาที่ยังคงคุกเข่าตัวสั่นอยู่เบื้องล่าง ดวงตาคู่หงส์คู่นั้นกวาดมองแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ในมือ—ตราประทับโลหิตรูปดอกบัวสีชาด ช่างเป็นลวดลายที่นางจำได้แม่นยำยิ่งกว่าลายมือของตนเอง
"ดอกบัวโลหิตเจ็ดกลีบ... ลายมือตวัดหวัดของสตรีผู้กุมอำนาจตำหนักใน" ซูเหวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับเย็นยะเยือกเสียจนผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย "ช่างกล้าหาญนัก... สั่งการให้คนไปกวาดล้างตระกูลหลี่เมื่อสามปีก่อนด้วยตราประทับส่วนพระองค์เช่นนี้ เกรงกลัวว่าใต้หล้าจะมิรู้กระมังว่าสนมเอกมู่หรงเหม่ยผู้เลอโฉม มีจิตใจอำมหิตปานใด"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ จ้าวเฟยหลงที่ประทับนั่งเงียบๆ บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักลายมหาราช ขยับพระองค์เพียงเล็กน้อย ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีย์กวาดมองหลักฐานชิ้นสำคัญในพระH2หัตถ์ของซูเหวิน แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนเงาพระพักตร์หล่อเหลาที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งอำนาจมืดและความดุร้าย ทว่ามุมพระoษฐ์กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันอันน่าสะพรึงกลัว
"เจ้าแมวน้อยของเปิ่นหวางช่างหาญกล้า ยื่นกรงเล็บเข้าไปในถ้ำเสือโดยไม่เกรงกลัวความตาย" สุขุมเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ไปรับแผ่นกระดาษแผ่นนั้นมาพิจารณาอย่างพินิจพิเคราะห์ "มู่หรงเหม่ยคิดว่านางซ่อนหางของตนเองไว้มิดชิดภายใต้ร่มเงาของฮ่องเต้จ้าวหยวน ทว่านางกลับหลงลืมไปว่า... ทุกรอยเลือดที่นางหยดลงบนแผ่นดินนี้ ล้วนมีเจ้าของรอทวงคืนทั้งสิ้น"
"หม่อมฉันมิได้รอกรรมสนองตามคำสอนของนักบวชหรอกเพคะ" ซูเหวินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่ากลับเย็นยะเยือกดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู นางก้าวเข้าไปใกล้บุรุษผู้ทรงอำนาจทีละน้อย กลิ่นกายหอมกรุ่นของดอกกุ้ยฮวาจางๆ ลอยละล่องปะปนกับกลิ่นอายอันตราย "ในเมื่อกฎหมายบ้านเมืองไม่อาจชำระล้างความอยุติธรรมได้ หม่อมฉันนี่แหละจะเป็นผู้สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อส่งพวกมันลงสู่ขุมนรกทีละคน"
ในค่ำคืนนั้นเอง ภายใต้ความมืดมิดที่ปกคลุมเมืองหลวง แผนการอันแยบยลเริ่มเคลื่อนตัวดั่งเฟืองจักรแห่งโชคชะตาที่ถูกตั้งเวลาไว้ ซูเหวินใช้เวลาหลายชั่วยามในการคัดลอก ตรวจสอบ และจัดเรียงหลักฐานทั้งหมดที่รวบรวมมาจากเครือข่ายสายลับใต้ดิน บัญชีส่วย ทะเบียนการค้ามนุษย์ และเอกสารลับเกี่ยวกับการยักยอกเสบียงกองทัพชายแดนที่ตระกูลมู่หรงร่วมมือกับขุนนางกังฉิน ทุกตัวอักษรถูกเขียนขึ้นด้วยความแค้นฝังลึก และถูกผนึกด้วยครั่งประทับตราลับของกรมอาญาที่นางแอบขโมยมาได้จากห้องทรงอักษรของเสนาบดีคลัง
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายหมอกหนาทึบที่ปกคลุมท้องพระโรงหลวง บรรยากาศในท้องพระโรงวันนี้อึมครึมและกดดันยิ่งกว่าทุกวัน ขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง แม้แต่การหายใจก็ยังต้องระมัดระวัง ฮ่องเต้จ้าวหยวนประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรทองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงเนตรระแวดระวังมองเหล่าขุนนางเบื้องล่างด้วยความหวาดระแวง หลังจากข่าวลือเรื่องความเน่าเฟะในราชสำนักเริ่มแพร่สะพัดออกไปดั่งไฟลามทุ่ง
"มีฎีกาอันใดกราบบังคมทูลอีกหรือไม่ หากไม่มีก็..." ขันชราข้างกายฮ่องเต้กำลังจะเอ่ยปากประกาศเลิกการประชุม
"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมีฎีกาด่วนที่สุดจากราษฎรนับหมื่นชีวิต มากราบบังคมทูลขอความเป็นธรรมพะยะค่ะ!"
เสียงกราบทูลอันก้องกังวานและทรงพลังดังขึ้นขัดจังหวะ ทุกสายตากวาดมองไปยังต้นเสียงด้วยความตกตะลึง ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแถว พร้อมกับชูฎีกาเล่มหนาเตอะที่มีตราประทับสีแดงฉานขึ้นเหนือศีรษะ ร่างของเขาpowered ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่หาได้ยากยิ่งในราชสำนักแห่งนี้
ฮ่องเต้จ้าวหยวนทรงขมวดพระขนมุ่นด้วยความไม่พอใจ "ฎีกาอันใดกัน เหตุใดจึงต้องเสียงดังเอะอะในท้องพระโรง นำขึ้นมาถวายซิ!"
ขันทีรีบวิ่งลงไปรับฎีกานั้นมาถวายเบื้องพระพักตร์ ทว่าทันทีที่ฮ่องเต้ทรงคลี่กระดาษแผ่นแรกออก พระพักตร์ที่เคยเรียบเฉยก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาวซีด พระหัตถ์ที่ถือฎีกากลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ข้อความในนั้นระบุรายละเอียดเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงการทุจริตของตระกูลมู่หรงอย่างชัดเจน ทั้งยังมีรายชื่อขุนนางนับสิบคนที่รับสินบน และที่ร้ายแรงที่สุดคือ... หลักฐานการสมคบคิดกับแคว้นศัตรูเพื่อโค่นล้มราชบัลลังก์ในอดีต!
"นี่... นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใดกัน! ใครเป็นคนเขียนเรื่องไร้สาระเหล่านี้ขึ้นมา!" ฮ่องเต้ทรงกริ้วจัดจนทรงตบพระหัตถ์ลงบนที่วางแขนของบัลลังก์เสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก
"เป็นหม่อมฉันเองเพคะ... ที่รวบรวมเรื่องไร้สาระเหล่านี้ขึ้นมาถวายฝ่าบาท"
เสียงหวานใสทว่าก้องกังวานดังกังวานขึ้นจากเบื้องหลังประตูท้องพระโรง ข้าราชบริพารและเหล่าขุนนางต่างพากันแหวกทางออกเป็น 2 ฝั่งด้วยความตื่นตะลึง ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมสีนวลปักลายดอกเหมันต์ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้ามั่นคง ใบหน้างามสง่าไร้ซึ่งความหวาดกลัว ดวงตาคู่หงส์มองตรงไปยังพระพักตร์ของโอรสสวรรค์ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ
มู่หรงเหม่ยที่นั่งอยู่หลังม่านมุกในตำหนักใน ถึงกับหน้าถอดสีเมื่อรู้ข่าว รีบเสด็จมายังท้องพระโรงด้วยพระองค์เอง นางพยายามรักษาอาการตื่นตระหนกไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง ทว่าริมฝีปากที่สั่นระริกนั้นมิอาจปิดบังความหวาดกลัวได้เลย นางชี้หน้าซูเหวินด้วยความโกรธเกรี้ยว
"หลี่ซูเหวิน! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงบังaอาจบุกรุกเข้ามาในท้องพระโรง ชายาผู้นี้หรือเจ้าคิดจะกบฏ!"
ซูเหวินหยุดเดิน หันไปสบตากับสนมเอกมู่หรงเหม่ยด้วยแววตาดุจดั่งคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือน นางมิได้ตอบคำถามของสนมเอกทันที หากแต่ค่อยๆ ปลดถุงผ้าแพรสีทองออกจากเอว แล้วโยนห่อวัตถุชิ้นหนึ่งลงกลางท้องพระโรง เสียงโลหะกระทบพื้นดัง *เคร้ง* ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
สิ่งที่กลิ้งออกมาจากถุงผ้าคือ... กระบี่โบราณสลักลายมังกรคู่ ที่เปื้อนคราบสนิมสีน้ำตาลเข้มของเลือดเก่าแก่ ซึ่งเป็นกระบี่ประจำพระองค์ของอดีตองค์รัชทายผู้ล่วงลับ!
ทว่า ก่อนที่ใครในท้องพระโรงจะได้ทันตั้งสติกับสิ่งที่เกิดขึ้น บรรยากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงฉับพลันราวกับตกลงไปใน10ขุมนรก เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดั่งเสียงกลองศึกดังขึ้นจากภายนอก พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรทมิฬด้วยดิ้นทอง ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับกองทหารองครักษ์เกราะทองนับร้อยนายที่ล้อมรอบท้องพระโรงไว้ทั้งหมด
จ้าวเฟยหลงเสด็จเข้ามาด้วยพระพักตร์ที่เยือกเย็นดุจปีศาจไร้ใจ ดวงเนตรคมกริบกวาดมองไปทั่วท้องพระโรงก่อนจะมาหยุดอยู่ที่บัลลังก์มังกร พระองค์ทรงยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นหัวใจหยุดเต้น
"ดูท่าทาง... งานเลี้ยงชำระบัญชีเลือดของตระกูลมู่หรง จะเริ่มต้นขึ้นเร็วกว่าที่คิดเสียอีกกระมังเพคะ... ฝ่าบาท" ซูเหวินเอ่ยกระซิบเบาๆ ทว่าเสียงนั้นกลับดังชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน ราวกับเสียงระฆังมรณะที่ดังขึ้นเพื่อพิพากษาพวกมันทั้งหมด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลานี้ไป1ด้วยกันนะคะ ขอบคุณจากใจจริงค่ะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 7
เสียงกระซิบแห่งความแค้น
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!