กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 8

งานเลี้ยงฉลองที่กลายเป็นกับดัก

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายของกำยานสุริยันจันทราที่ลอยอวลอยู่ภายในตำหนักไท่허 ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอันกดดันผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย บนโต๊ะเสวยมุกมังกรเก้าตัว อาหารเลิศรสนับร้อยรายการถูกจัดวางอย่างประณีตบรรจง ทว่าไม่มีผู้ใดในที่นั้นกล้าแม้แต่จะใช้ตะเกียียบแตะต้อง ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้า สายตานับร้อยคู่ต่างพากันจับจ้องมาที่ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์ทองคู่ด้ายเงินยวง หลี่ซูเหวินยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังบุรุษผู้สวมอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายอัคคีทมิฬ—จ้าวเฟยหลง อ๋องปีศาจผู้ซึ่งแม้แต่เงาของตนเองก็ยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายคาวเลือด "ดูท่าทาง... งานเลี้ยงชำระบัญชีเลือดของตระกูลมู่หรง จะเริ่มต้นขึ้นเร็วกว่าที่คิดเสียอีกกระมังเพคะ... ฝ่าบาท" ซูเหวินเอ่ยกระซิบเบาๆ ทว่าเสียงนั้นกลับดังชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน ราวกับเสียงระฆังมรณะที่ดังขึ้นเพื่อพิพากษาพวกมันทั้งหมด ฮ่องเต้จ้าวหยวนที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พระพักตร์เผือดสีลงถนัดตา พระหัตถ์ที่กำจอกสุราสั่นเทาเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด แม้จะทรงพยายามแย้มสรุปเพื่อกลบเกลื่อนความตระหนก แต่ดวงเนตรที่แข็งกร้าวคู่นั้นกลับฉายแววหวาดระแวงอย่างชัดเจน พระองค์ทรงตระหนักดีว่า สตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลังจ้าวเฟยหลงผู้นี้ ไม่ใช่เพียงแค่กุนซือธรรมดา หากแต่คือนางพญางูพิษที่ฟื้นคืนชีพจากขุมนรกเพื่อมาทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่าง "ท่านอ๋อง... และคุณหนูหลี่ ช่างให้เกียรติงานเลี้ยงฉลองในวันนี้ยิ่งนัก" สนมเอกมู่หรงเหม่ยฝืนแย้มยิ้ม นางพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นระริก แม้ว่าอาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีแดงสดบนร่างจะดูงดงามเพียงใด ก็ไม่อาจปกปิดความหวาดกลัวที่แผ่ออกมาจากสัญชาตญาณดิบของนางได้ "งานเลี้ยงพระราชทานในครานี้ จัดขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของราชสำนัก ไฉนเลยจึงกล่าววาจาอัปมงคลเช่นนั้นเล่าเพคะ" ซูเหวินปรายตามองสนมเอกผู้เคยสูงส่งผู้นั้น ชั่วขณะหนึ่ง แววตาคู่คมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งก็ฉายประกายความเยียบเย็นที่ทำให้อุณหภูมิภายในตำหนักลดฮวบลงทันตา นางก้าวออกมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว อาภรณ์ปักลายหงส์สะบัดพริ้วไหวอย่างสง่างาม ราวกับพญาหงส์กำลังกางปีกแผ่ไอสังหาร "วาจาอัปมงคล หรือความจริงที่พวกท่านพยายามกลบฝังด้วยซากศพของคนตระกูลหลี่กันแน่เพคะ สนมเอกมู่หรง?" ซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงกระดูกดำ "เก้าปีที่แล้ว โลหิตสามพันชีวิตของตระกูลมู่... อภัยเถิด เพคะ ตระกูลหลี่ของหม่อมฉัน หลั่งนองท่วมท้องพระโรงแห่งนี้ เพื่อปูทางให้ฝ่าบาทก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ วันนี้ หม่อมฉันในฐานะทายาทผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว ไฉนเลยจะไม่มาร่วมแสดงความยินดีใน 'ความสำเร็จ' อันน่ารังเกียจนี้เล่า" ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง บรรดาขุนนางเก่าแก่ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง เสียงรินสุราของขันทีข้างกายฮ่องเต้ดังชัดเจนเสียจนบาดแก้วหู จ้าวเฟยหลงมิได้กล่าวสิ่งใด เขาเพียงแต่นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังชมงูพิษร่ายรำ แต่มือหนาที่วางอยู่บนที่วางแขนกลับลูบไล้แหวนหยกโลหิตช้าๆ แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีจับจ้องไปยังฮ่องเต้จ้าวหยวน ราวกับพญาเสือที่กำลังรอเวลาขย้ำเหยื่อผู้บาดเจ็บให้ขาดใจตายในคราวเดียว "ซูเหวิน!" จ้าวหยวนทรงตบโต๊ะเสวยเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยวจนพระวรกายสั่นเทา "เจ้าบังอาจหมิ่นพระเกียรติฮ่องเต้ รู้อย่างนี้แล้วยังมีโทษฐานใดให้ละเว้นอีก! ราชองครักษ์! ลากตัวนางออกไปประหาร!" สิ้นพระสุรเสียง สิ้นเสียงตวาดก้อง เหล่าราชองครักษ์นับร้อยนายที่ซุ่มอยู่ด้านนอกก็กรูกันเข้ามาในตำหนัก พร้อมชักดาบออกจากฝักจนเกิดเสียงเหล็กกระทบกันระงม ทว่า... ไม่มีทหารคนใดกล้าขยับเข้าไปใกล้จ้าวเฟยหลงและซูเหวินแม้แต่ก้าวเดียว รัศมีอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของท่านอ๋องปีศาจ ทำให้พวกมันต่างรู้สึกราวกับกำลังก้าวเท้าเข้าสู่แดนประหาร ซูเหวินหาได้มีความเกรงกลัวไม่ นางแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกไม้ แต่กลับซ่อนพิษร้ายที่พร้อมปลิดชีพคนได้ในพริบตา นางยกมือขึ้นตบเบาๆ สามครั้ง *แปะ... แปะ... แปะ...* เสียงปรบมือดังขึ้น ท่ามกลางความตื่นตระหนกของทุกคน ประตูกลางของท้องพระโรงก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับร่างของแม่ทัพใหญ่ผู้คุมกำลังพลรักษาพระนครเจ็ดหมื่นนาย ก้าวเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าจ้าวเฟยหลง "ทูลท่านอ๋อง กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงทั้งหมด อยู่ภายใต้การควบคุมของเราแล้วพเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ!" เสียงรายงานนั้นดังก้องกังวาน ทำเอาสีพระพักตร์ของจ้าวหยวนและสนมเอกมู่หรงถอดสีจนขาวซีดไร้เลือด ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมในยามวิกาล ซูเหวินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะเสวยอีกก้าว ดวงตาคู่สวยพินิจมองพระพักตร์ของฮ่องเต้ผู้ทรยศด้วยความสมเพชเวทนา นางเอื้อมมือไปหยิบกาจอกสุราทองคำที่รินด้วยสุราพิษไร้สีไร้กลิ่น ซึ่งมู่หรงเหม่ยแอบเตรียมไว้สำหรับกำจัดเสี้ยนหนามในค่ำคืนนี้ขึ้นมาถือไว้ด้วยปลายนิ้วเรียวงาม "ฝ่าบาท..." ซูเหวินเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีดที่จ่ออยู่บน "สุราจอกนี้ หม่อมฉันขอถวายเพื่อเป็นปฐมบทแห่งการชำระบัญชีเลือด... ทรงดื่มมันเสียเถอะเพคะ" นางยื่นจอกสุราไปเบื้องพระพักตร์ ฮ่องเต้จ้าวหยวนถอยหลังก้นชนบัลลังก์ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่จ้าวเฟยหลงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาโอบเอวบางของซูเหวินไว้ด้วยมือข้างหนึ่งอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ พร้อมกับสายตาเยียบเย็นที่กวาดมองขุนนางทั้งหมดในท้องพระโรง "ใครกล้าขยับ... ตาย!" จ้าวเฟยหลงเอ่ยคำเดียวสั้นๆ ทว่าทรงพลังอำนาจจนไม่มีใครกล้าหายใจแรง ทว่า ในวินาทีที่จอกสุรากำลังจะแตะริมฝีปากของฮ่องเต้จ้าวหยวน เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบและเสียงตะโกนกระหึ่มจากขันทีนอกตำหนักก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ— "ราชสำนักแคว้นซีเหลียง... ส่งราชสาส์นด่วนที่สุดมาถวาย! ประกาศศึกษาสงคราม!" ซูเหวินชะงักมือเล็กน้อย ดวงตาคู่คมหรี่ลงทันที นางหันไปสบตากับจ้าวเฟยหลงที่ข้างกาย ทันใดนั้น เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีเงินยวดก็ก้าวทะยานผ่านเหล่าราชองครักษ์เข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพวกนาง พร้อมกับรอยยิ้มปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากครึ่งซีก "ดูเหมือนว่า... สนุกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง, พระชายา..." ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ "เงียบแต่ฟาดเรียบ"
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%