กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 24

ความตายที่หลอกลวง

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กคละคลุ้งกลบกลิ่นหอมของกำยานจันทน์กะพ้อในตำหนักบูรพาจนน่าสะอิดสะเอียน หลี่ซูเหวินทรุดกายลงเบื้องหน้ากองเพลิงจำลองที่จงใจเผาทำลายหลักฐาน อาภรณ์ผ้าต่วนสีจันทร์ปักลายหงส์คู่ดิ้นทองของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยหยาดโลหิตสีชาดเข้มข้น ร่างกายของนางทอดร่างไร้ลมหายใจอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ทว่านั่นเป็นเพียงหุ่นปั้นขี้ผึ้งที่หล่อขึ้นด้วยฝีมือช่างแกะสลักอันดับหนึ่งแห่งแคว้น และโลหิตที่นองท่วมนั้น... คือเลือดสดๆ ของสุนัขล่าเนื้อที่ถูกปลิดชีพเพื่อการแสดงฉากใหຍ่นี้โดยเฉพาะ "ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่เพคะนายหญิง" เสียงกระซิบอันแผ่วเบาของสาวใช้คนสนิทดังขึ้นจากเงาดำเบื้องหลัง หลี่ซูเหวินในชุดบ่าวรับใช้ไพร่ต่ำต้อย สวมหมวกปีกกว้างอำพรางใบหน้าครึ่งหนึ่ง ปรายตามองร่างปลอมของตนเองด้วยแววตานิ่งสนิท ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงประกายความเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งพันปี "ปล่อยให้พวกมันตายใจคิดว่าข้าจบชีวิตลงด้วยยาพิษของสนมมู่หรงไปเถิดเจ้าค่ะ" ซูเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานในความเงียบงัน "ยิ่งพวกมันคิดว่าข้าไร้พิษสง หมากตานี้จึงจะเดินได้อย่างสะดวกโยธิน" ในราชสำนักที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและการหักหลัง ความตายคือการหลุดพ้นที่ง่ายดายเกินไปสำหรับผู้ที่เคยพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตระกูลหลี่ นางไม่ยอมตาย... อย่างน้อยก็ไม่ใช่จนกว่าหัวของมู่หรงเหม่ยและฮ่องเต้จ้าวหยวนจะมาคุกเข่าอยู่แทบเท้าของจ้าวเฟยหลง ผู้เป็นดั่งดวงใจและคมดาบเดียวของนาง ก้าวเท้าออกจากตำหนักมรณะผ่านประตูวงพระจันทร์ ทิวทัศน์ยามค่ำคืนของวังหลวงช่างเงียบงันดั่งป่าช้า โคมไฟกระดาษสีแดงส้มไหววูบตามแรงลมราตรี ทอดเงายาวน่ากลัว อาภรณ์ที่นางสวมใส่ในยามนี้เป็นชุดบ่าวรับใช้ซักจนซีดจาง ปราศจากเครื่องประดับหรูหราใดๆ เพื่อกลกลืนไปกับความมืดมิด ทว่าแผ่นหลังที่ตั้งตรงและฝีก้าวอันมั่นคงกลับสะท้อนถึงศักดิ์ศรีที่ไม่มีวันแหลกสลาย เป้าหมายของนางในยามวิกาลนี้ไม่ใช่การหลบหนีออกจากวังหลวง หากแต่เป็นการก้าวเข้าสู่ "ตำหนักเย็น" สถานที่ซึ่งถูกลืมเลือนและไร้ผู้คนย่างกราย ที่ซึ่งความลับดำมืดที่สุดของราชวงศ์ถูกซุกซ่อนเอาไว้ใต้กองซากอารยธรรม ประตูไม้ผุพังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญใจเมื่อถูกผลักออก กลิ่นอับชื้นและหยากไย่ตีเข้าจมูกทันที ทว่าซูเหวินกลับก้าวเข้ามาอย่างไร้ความลังเล ในมือถือตะเกียงไขมันสัตว์ดวงน้อยที่ส่องแสงสว่างวับแวม นางรู้ดีว่าเวลานี้ จ้าวเฟยหลงคงกำลังได้รับรายงานเรื่องการตายของนาง และเปลวเพลิงแห่งความบ้าคลั่งของท่านอ๋องปีศาจผู้นั้นกำลังจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้าเพื่อล้างแค้นให้พะชายาของตน *โครม!* เสียงประตูด้านนอกถูกถีบจนพังกระเด็นในคราเดียว ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรทมิฬดิ้นเงินปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีคู่นั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว จ้าวเฟยหลงกวาดสายตามองความว่างเปล่าภายในห้องมืดครึ้ม ก่อนที่สายตาจะมาหยุดนิ่งที่ร่างของสตรีในชุดบ่าวรับใช้ซึ่งยืนหันหลังให้อยู่ตรงมุมห้อง "บังอาจนัก กล้าดียังไงถึงปลอมตัวเป็นนางมารยาสารเลวผู้นั้นเข้ามาร่ำไห้ในที่อัปมงคลเช่นนี้!" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ก้องกังวานเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ ซูเหวินค่อยๆ หมุนตัวกลับช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปปลดหมวกปีกกว้างออก เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามล่มเมืองที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ดวงตาคู่คมฉายแววหยอกเย้าแก M ขื่นขมในคราเดียวกัน "หม่อมฉันตายไปแล้วจริงๆ หรือเพคะ... ท่านอ๋อง" จ้าวเฟยหลงชะงักกึก ลมหายใจของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจสะดุดกึกในลำคอ สติสัมปชัญญะที่เคยถูกครอบงำด้วยความโกรธแค้นจนมืดบอดพลันสลายวับในพริบตาเดียว ร่างสูงพุ่งเข้ามาประชิดตัวนางด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มือหนาคว้าจับต้นแขนของนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาจากความฝันอันเลือนราง "ซูเหวิน..." พระองค์เค้นเสียงเรียกชื่อนั้นออกมาด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่มหาบุรุษผู้เหี้ยมโหดแสดงความเปราะบางออกมาให้เห็น "เจ้า... เล่นตลกอะไรกับความตาย เจ้าเอาชีวิตตัวเองมาล้อเล่นเช่นนี้เพื่ออะไร!" "หม่อมฉันไม่ได้ล้อเล่นเพคะ แต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้ งูพิษในวังหลังจะยอมคายความจริงออกมาได้อย่างไร" ซูเหวินขยับกายเข้าไปใกล้ รับรู้ได้ถึงไออุ่นจากแผ่นอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง นางยกมือเรียวขึ้นสัมผัสแก้มสากระคายของชายหนุ่มแผ่วเบา "ข้าบอกท่านแล้ว... ว่าบัญชีเลือดนี้ ข้าจะเป็นคนทวงคืนด้วยมือของตัวเอง" จ้าวเฟยหลงนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจ แววตาที่เคยดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มหลงลึกซึ้งที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งเพื่อสตรีในอ้อมแขน พระองค์ดึงร่างบางเข้ามากอดแนบแน่น ราวกับจะหลอมรวมนางเข้าไปในกระดูกดำ "เจ้ามันปีศาจร้ายตัวน้อยจริงๆ..." พระองค์กระซิบชิดริมใบหู น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความรักใคร่ระคนตัดพ้อ "แต่ต่อให้เจ้าคิดจะคว่ำแผ่นดินนี้ ข้าก็จะถือดาบนำหน้าให้เจ้าเอง" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศรอบกายกำลังอบอวลไปด้วยความหวานล้ำอันตราย ทันใดนั้นเอง เสียงปรบมือเบาๆ สามครั้งก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดที่ลึกที่สุดของตำหนักเย็น *แปะ... แปะ... แปะ...* "ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง พระชายาหลี่... เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมกับที่เป็นสมองเบื้องหลังของอ๋องปีศาจ" เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด อาภรณ์แพรไหมปักลายดอกโบตั๋นสีชาดสะท้อนกับแสงไฟริบหรี่ ใบหน้างดงามหยาดเยิ้มแต่เย็นชาไร้ความรู้สึกประดับด้วยรอยยิ้มหยัน มู่หรงเหม่ย... สนมเอกผู้ควรจะกำลังเฉลิมฉลองชัยชนะในตำหนักหลัก บัดนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขา พร้อมกับทหารองครักษ์นับร้อยที่ปิดล้อมตำหนักเย็นไว้อย่างแน่นหนา! ซูเหวินหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในหัว นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ... "ดูเหมือนว่า... แผนการจัดฉากความตายของเจ้า จะถูกตลบหลังด้วยความตายของจริงเสียแล้วล่ะกระมัง" สนมมู่หรงหัวسเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะยกมือขึ้นส่งสัญญาณบางอย่าง ลูกศรอาบยาพิษนับร้อยดอกถูกเล็งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบขาดใจ จ้าวเฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตามองกองทัพศัตรู พระองค์เพียงแค่ดึงซูเหวินมาซ่อนไว้ด้านหลัง พร้อมกับชักกระบี่ประจำกายที่สะท้อนแสงประกายสีโลหิตออกมาอย่างช้าๆ แล้วขบวนเสด็จอันกะทันหันของฮ่องเต้จ้าวหยวนก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับพระราชโองการลับฉบับใหม่ในมือที่ถูกชูขึ้นสูง "จับกุมกบฏทั้งสอง... ข้อหาลอบปลงพระชนม์และสมคบคิดกับแคว้นศัตรู โทษสถานเดียวคือประหารเจ็ดชั่วโคตร!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันคลื่นลมการเมืองและกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%