โลหิตอุ่นร้อนหยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลน ดุจกลีบเหมยแดงฉานที่ถูกโปรยปรายลงบนผืนผ้าแพรต่วนชั้นดี กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับไอเย็นจัดยามราตรี ทว่าหลี่ซูเหวินมิได้เบือนหน้าหนีแม้แต่น้อย ดวงตาคู่หงส์ที่ซ่อนความแค้นล้ำลึกทอดมองคมดาบที่พ1าดผ่านลำคอของมือสังหารเงาเบื้องหน้าอย่างสงบนิ่ง สัมผัสจากอ้อมแขนกำยำของจ้าวเฟยหลงที่ยังคงโอบกระชับเอวบางไว้แน่น บ่งบอกถึงความระแวดระวังที่ยังไม่คลายลง
"กล้าดียังไง ถึงได้ส่งสุนัขรับใช้เหล่านี้มาต้อนรับแขกคนสำคัญในยามวิกาล"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในป่าลึกดังลอดไรฟัน จ้าวเฟยหลงปรายตามองซากศพของนักฆ่าที่นอนระเกะระラคระด้วยแววตาราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ไร้ซึ่งความปรานี ปลายกระบี่ในมือยังมีหยดเลือดสีชาดไหลหยดลงตามเรียวเหล็กสะท้อนแสงจันทร์
ซูเหวินขยับกายเล็กน้อยเพื่อออกจากวงแขนนั้นอย่างนุ่มนวล นางจัดสาบเสื้อคลุมผ้าไหมปักลายเมฆาและหงส์สวรรค์สีเงินยวงของตนให้เข้าที่อย่างเรียบร้อย แม้สถานการณ์เมื่อครู่จะเฉียดตายเพียงใด แต่กิริยาอาการของนางยังคงสง่างามราวกับคุณหนูในห้องหอที่กำลังชมดอกไม้ในสวน มิใช่สตรีที่เพิ่งรอดพ้นจากคมดาบมาหมาดๆ
"สุนัขพวกนี้เห่าหอนเสียงดังเกินไปเพคะ ท่านอ๋อง... แต่เกรงว่าคนที่ส่งพวกมันมา คงมิได้ต้องการเพียงแค่ชีวิตของหม่อมฉัน" ซูเหวินเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นอ๋องปีศาจ มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย "แต่เป็นการลองเชิง... เพื่อดูว่าท่านอ๋องผู้ถูกเนรเทศเช่นพระองค์ ยังมีเขี้ยวเล็บเหลืออยู่พอที่จะปกป้องใครสักคนได้หรือไม่ต่างหาก"
จ้าวเฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย พิจารณาสตรีเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความฉลาดเฉลียวที่ล้ำลึกเกินกว่าสตรีทั่วไปจะพึงมี สตรีผู้นี้ล่วงรู้แผนการของเบื้องบน ร่วงหล่นลงมาในวังวนแห่งความเป็นความตายด้วยความสมัครใจ และก้าวเข้ามาในถ้ำเสือแห่งนี้โดยปราศจากความลังเล
"เจ้าไม่กลัวตายเลยหรือ หลี่ซูเหวิน" เขาเอ่ยถาม เสียงกระซิบพร่าเลื่อนเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นปะทะเข้ากับข้างแก้มเนียน
"ความตายเป็นสหายเก่าของหม่อมฉันเพคะท่านอ๋อง... เพียงแต่ก่อนที่หม่อมฉันจะตาย หนี้เลือดที่ตระกูลมู่หรงและฮ่องเต้หยิบยื่นให้ จะต้องได้รับการชำระเสียก่อน" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดุจหินผา
เช้าวันรุ่งขึ้น ตำหนักบูรพาที่ทรุดโทรมและถูกตัดขาดจากโลกภายนอก กลับมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือน ข้ารับใช้เฒ่าผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยท่าทีน้อมน้อม ทว่าในแววตากลับซ่อนความดูแคลนเอาไว้อย่างมิดชิด เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าโต๊ะทำงานไม้แกะสลักที่เต็มไปด้วยม้วนตำราพิชัยสงคราม
"ทูลท่านอ๋อง... ใต้เท้าหลี่ส่งตัวคุณหนูรองหลี่ซูเหวินมาตามราชโองการแต่งตั้งตำแหน่งกุนซือฝึกหัดประจำตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ นางรออยู่ด้านนอก"
จ้าวเฟยหลงซึ่งกำลังตวัดพู่กันเขียนแผนผังค่ายกลบนกระดาษเซวียนจื่อเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบฉายแววเยียบเย็น เขาผายมืออนุญาตโดยไม่เอ่ยอันใด ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างเพรียวระหงในชุดคลุมยาวสีครามเข้มปักลายด้ายเงินรูปกระเรียนคาบกิ่งเหมย กิริยาท่าทางที่ก้าวเข้ามาเต็มไปด้วยความมั่นใจและสง่างาม
ซูเหวินก้าวเข้าสู่ตำแหน่งกุนซือฝึกหัดภายใต้อำนาจของศัตรูอย่างเป็นทางการ นางย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียมราชสำนักได้อย่างไร้ที่ติ ทว่าสายตาที่เงยขึ้นสบกับจ้าวเฟยหลงนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย
"ถวายพระพรท่านอ๋อง หม่อมฉันหลี่ซูเหวิน... รับหน้าที่เป็นกุนซือฝึกหัดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเพคะ"
เสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นจากเหล่าองครักษ์และข้าราชบริพารส่วนน้อยที่ภักดีต่อจ้าวเฟยหลง การส่งสตรีเข้ามาในตำหนักของท่านอ๋องผู้รักสันโดษและดุร้ายเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ ยิ่งเป็นบุตรสาวจากตระกูลที่เคยประกาศตัดขาดกับเขาด้วยแล้ว ยิ่งน่าสงสัยว่าเป็นสายสืบที่ถูกส่งมาโดยฮ่องเต้จ้าวหยวนเพื่อหาข้ออ้างกำจัดเขาให้สิ้นซาก
จ้าวเฟยหลงวางพู่กันในมือลง เสียงกระทบของด้ามหยกกับแท่นหมึกดังสะท้อนก้องห้องโถงที่เงียบสงบ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ฉลองพระองค์สีดำปักด้ายทองรูปมังกรไร้เขี้ยวแผ่ซ่านไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ซูเหวินทีละก้าว... ทีละก้าว จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันเพียงคืบเดียวเท่านั้น
กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นจันทร์เทศจางๆ ลอยเข้าจมูก ซูเหวินยังคงยืนตัวตรงไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว นางแหงนหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว
"กุนซือฝึกหัดงั้นหรือ?" จ้าวเฟยหลงโน้มใบหน้าลงมาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นเสียดกระดูก "เจ้าคิดว่าตำหนักที่ใกล้จะล่มสลายแห่งนี้ มีตำแหน่งงานให้เด็กน้อยเช่นเจ้ามาเล่นสนุกอย่างนั้นหรือ หลี่ซูเหวิน? หากเจ้าทำประโยชน์ให้ข้าไม่ได้แม้แต่คอยเดียว คมกระบี่เล่มนี้จะไม่ลังเลที่จะปลิดชีพเจ้าเป็นคนแรก"
ซูเหวินมิได้หวาดกลัว นางกลับแย้มสร้อยยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาแรกแย้มท่าศาลาเหมย แต่กลับซ่อนพิษร้ายไว้ภายใน
"ท่านอ๋องโปรดวางใจเพคะ หม่อมฉันมิได้มาเพื่อเป็นภาระ... แต่หม่อมฉันมาเพื่อมอบ 'ชัยชนะ' ที่พระองค์โหยหามาตลอดสามปีต่างหาก" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าเด็ดเดี่ยว "หากท่านอ๋องทรงสงสัยในความสามารถของหม่อมฉัน เช่นนั้นคืนนี้... เรามาลองเดิมพันกันสักตั้งเป็นอย่างไรเพคะ?"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ข้ารับใช้หน้าตาตื่นตระหนกคนเดิมก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยความลนลาน ถือสาส์นลับประทับตราหยกมังกรทองคำเปล่งประกายระยิบระยับในมือ
"ทะ... ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! มีราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ส่งตัวกุนซือฝึกหัดหลี่ซูเหวินเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว ณ ตำหนักในทันที!"
จ้าวเฟยหลงชะงัก นัยน์ตาดำสนิทหรี่แคบลงอย่างอันตราย ขณะที่ซูเหวินหุบยิ้มลงทันที หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความระทึก เมื่อนางตระหนักได้ว่า... แผนการขั้นแรกของศัตรูได้เริ่มต้นเร็วกว่าที่คาดคิดไว้เสียแล้ว!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันหน็บหนาวนี้ไปด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 4
ราชสำนักที่ไร้ความปรานี
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!