กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 18

เกมการเมืองที่คุกรุ่น

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมราคาแพงลอยอลวนอยู่เบื้องพระพักตร์ เคล้าคลอไปกับความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของขุนนางนับร้อยในท้องพระโรงใหญ่ ท้องพระโรงซึ่งเคยเปื้อนเลือดเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้กลับถูกประดับประดาด้วยม่านไหมปักดิ้นทองอร่ามตา ทว่าความโอ่อ่านั้นกลับมิอาจกลบเกลื่อนรังสีแห่งการห้ำหั่นที่แผ่ซ่านออกมาจากสายตาคู่ละม้ายคล้ายเสือของสองฟากฝั่งได้เลย หลี่ซูเหวินยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ชุดคลุมยาวสีครามเข้มปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินยวดยิ่งขับเน้นให้ร่างระหงของนางดูสง่างามและเยือกเย็นดุจเซียนหิมะ ปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายดอกเหมยไหวตามจังหวะการก้าวเดินเล็กน้อยยามที่นางขยับตัว ทุกย่างก้าวของนางคือการคำนวณ ทุกสายตาที่มองมาคือหมากที่นางวางไว้บนกระดานแห่งความแค้นนี้แล้ว "ฮؤงเต้เสด็จ—!" เสียงขันทีเฒ่าขานรับกังวานบาดแก้วหู ร่างของบุรุษผู้สวมฉลองพระองค์สีเหลืองทองอร่ามก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกร ใบหน้านั้นยังคงมีความหล่อเหลาเยาว์วัย ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและริ้วรอยแห่งความอ่อนล้าจากการนอนไม่หลับหลายราตรี ฮ่องเต้จ้าวหยวนกวาดสายพระเนตรมองลงมาเบื้องล่าง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของจ้าวเฟยหลง—พระอนุชาผู้ที่พระองค์ทรงคิดว่ากำจัดพ้นทางไปนานแล้ว จ้าวเฟยหลงมิได้คุกเข่าถวายบังคมตามธรรมเนียม เขายังคงยืนหยัดตรงตระหง่านดุจขุนเขา ไหล่กว้างภายใต้ฉลองพระองค์ปักลายพยัคฆ์ทมิฬแผ่ไอสังหารจางๆ ออกมาอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด ใบหน้าคมคายราวน้ำแข็งสลักเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ทว่าดวงเนตรคมกริบกลับดุร้ายราวกับสัตว์ป่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อทุกเมื่อ "ถวายพระพรฝ่าบาท" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นโดยไม่มีความนอบน้อมแม้แต่น้อย "กระหม่อมเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว พินิจดูแล้ว บ้านเมืองภายใต้การปกครองของฝ่าบาทดูจะ... รุ่งเรืองเสียจนขุนนางในราชสำนักลืมเลือนความจงรักภักดีดั้งเดิมไปเสียสนิท" คำพูดประโยคเดียวราวกับหินก้อนใหญ่ถูกโยนลงกลางผืนน้ำที่นิ่งสงบ ขุนนางฝ่ายสนมเอกมู่หรงต่างพากันหน้าถอดสี เสียงกระซิบกระซาบดังระงมขึ้นทันที "ท่านอ๋องตรัสเช่นนี้หมายความว่ากระไร!" ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแถว ถลึงตาใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยว "ท่านเพิ่งกลับมาจากดินแดนรกร้างชายแดน ไฉนจึงกล้าอาจหาญกล่าววาจาลบหลู่พระเกียรติในท้องพระโรงต่อหน้าพระพักตร์เช่นนี้!" หลี่ซูเหวินปรายตามองขุนนางผู้นั้นแวบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันขึ้นอย่างบางเบาราวกับเห็นตัวตลกกำลังร่ายรำ นางก้าวออกมากึ่งหนึ่ง ประสานมือคารวะด้วยท่าทีที่งดงามไร้ที่ติ น้ำเสียงหวานใสดังกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรงที่เงียบงัน "ใต้เท้าหลิวกล่าวหนักเกินไปแล้วกระมังเจ้าคะ" หลี่ซูเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเนื้อหาช่างเชือดเฉือนบาดลึก "ท่านอ๋องเพียงแต่ห่วงใยบ้านเมือง เหตุไฉนท่านจึงร้อนรนราวกับไฟลนก้น หรือว่า... สิ่งที่ท่านอ๋องตรัสไป ไปจี้ถูกจุดลับลมคมในอะไรที่ใต้เท้าซ่อนไว้ในกรมสรรพากรกันเล่าเจ้าคะ?" ใบหน้าของใต้เท้าหลิวซีดเผือดลงทันที เหงื่อกาฬไหลซึม2ข้างขมับ เขาอ้าปากพะงาบๆ หาคำพูดมาแก้ตัวแทบไม่ทัน "เจ้า... เจ้าเป็นเพียงสตรี ไฉนจึงกล้าเข้ามาแทรกแซงราชกิจแผ่นดิน! หญิงแพศยาจากตระกูลที่ต้องโทษ..." *ฉับพลัน!* ประกายตาดุร้ายวาวโรจน์ขึ้นจากร่างของจ้าวเฟยหลง พัดเหล็กในมือถูกสะบัดออกด้วยความเร็วสูง ปลายพัดคมกริบพุ่งแหวกอากาศผ่านปลายจมูกของใต้เท้าหลิวไปปักฝังลงบนเสาไม้แกะสลักด้านหลังอย่างแม่นยำ เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะสร้างความตื่นตระหนกให้100ชีวิตในท้องพระโรงจนเงียบกริบลงทันตาเห็น "วาจาของคนผู้นี้สกปรกเกินกว่าจะให้สตรีของเปิ่นหวัง (เรา) มาฟัง" จ้าวเฟยหลงเอ่ยเสียงเยือกเย็น น้ำเสียงนั้นต่ำลึกจนกระทั่งฮ่องเต้บนบัลลังก์ยังต้องสะท้าน "หากใครในที่นี้ยังกล้าเอ่ยวาจาล่วงเกินกุนซือหลี่อีกเพียงครึ่งคำ... หัวของมันผู้นั้นคงต้องถามความสมัครใจจากกระบี่ในมือเปิ่นหวังเสียก่อน" ฮ่องเต้จ้าวหยวนกำราวที่วางพระbดแน่นจนข้อพระกรขาวซีด พระองค์ทรงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะսับความหวาดกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น "น้องชาย... เจ้ากลับมาคราวนี้ ช่างเกริกไกรและอุกหาญเสียจริงนะ" ฮ่องเต้แค่นพระsสรวลแห้งแล้ง "เจ้าพาคนนอกเข้ามาสร้างความวุ่นวายในท้องพระโรง คิดจะก่อกบฏต่อหน้าเรากระนั้นหรือ!" หลี่ซูเหวินเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ของกษัตริย์ผู้ทรยศ ดวงตาคู่งามฉายแวววาววับด้วยความแค้นที่ฝังรากลึก แต่นางก็เก็บซ่อนมันไว้ภายใต้รอยยิ้มอันแสนงดงามและเปี่ยมด้วยปัญญา นางก้าวเข้าไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง ร่างอรชรภายใต้ชุดคลุมสีครามดูโดดเด่นและทรงพลังยิ่งนัก "กบฏหรือเพคะ? ฝ่าบาททรงตรัสคำนี้ไม่หนักพระOัยเกินไปหน่อยหรือ" หลี่ซูเหวินทูลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับคมกริบดุจใบมีดโกน "ผู้ใดกันแน่ที่เป็นกบฏตัวจริง ผู้ใดที่ใช้เล่ห์กลปลอมแปลงราชโองการเมื่อเจ็ดปีก่อนเพื่อสังหารรัชทายาทและกวาดล้างตระกูลหลี่จนสิ้นซาก... ฝ่าบาททรงระลึกความหลังครั้งเก่าในตำหนักในได้หรือไม่เพคะ ว่าสนมเอกมู่หรงเป็นผู้กำกับดูแลยาพิษถ้วยนั้นด้วยพระองค์เอง!" บรรยากาศในท้องพระโรงดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งทันที ขุนนางหลายคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นเมื่อได้ยินชื่อของสนมเอกมู่หรงถูกหยิบยกขึ้นมากลางที่สาธารณะ ความลับดำมืดที่ถูกกลบฝังไว้ใต้กองเลือดกำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานทีละน้อย ก่อนที่ฮ่องเต้จะทันได้ตวาดสั่งประหาร ขันทีน้อยคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความตกใจ หกล้มลุกคลานเข้ามาหมอบกราบแทบพระบาทด้วยตัวสั่นเทา "ฝ่าบาท... ฝ่าบาทไม่ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีน้อยละล่ำละลักละลอก "สนมเอกมู่หรง... พระนางทรง... พระนางทรงกระอักเลือดและหมดสติไปในตำหนักเย็น! และ... และในห้องบรรทมของพระนาง มีการพบ... สิ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีน้อยชูหีบไม้แกะสลักลวดลายประณีตขึ้นเหนือหัว มือที่ถือสั่นเทาระริก ภายในหีบนั้นมีบางสิ่งบางอย่างห่อด้วยแพรไหมสีแดงชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ จ้าวเฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขากวาดสายตามองหีบใบนั้น ก่อนจะหันมาสบตากับหลี่ซูเหวิน ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก็รับรู้ถึงกลเกมที่ถูกซ้อนไว้ในกลเกมอีกชั้นหนึ่ง เกมการเมืองในราชสำนักไม่ได้ระอุขึ้นเพราะคำพูดของพวกเขา... แต่มันกำลังจะลุกเป็นไฟด้วยเพลิงพิโรธที่ใครบางคนจงใจจุดมันขึ้นมาจากภายในเรือนหลังต่างหาก! หลี่ซูเหวินแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่น่ากลัวราวกับดอกไม้มรณะ นางเอ่ยกระซิบเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคนกับท่านอ๋องผู้เคียงข้าง "ดูท่า... สนมเอกผู้นั้นคงไม่อาจรอดยามสนธยาไปได้แล้วกระมังเพคะ... ท่านอ๋อง" **ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ**
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%