กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 12

ความลับใต้เงาจันทร์

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
"ดวงตาสีทองคู่นั้น... มันกำลังมองมาที่เราสองคนโดยเฉพาะ!" เสียงตะโกนของเยี่ยเฟิงดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ร่างของจอมกระบี่ไร้ลักษณ์ทะยานวาบขึ้นไปกลางอากาศ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกเป็นรัศมีสีทองเจิดจ้า แผ่พุ่งเข้าปะทะกับแรงกดดันมหาศาลจากรอยแยกมิติที่เปิดกว้าง เบื้องหลังคัมภีร์ผนึกสวรรค์ที่สลักด้วยอักษรเลือด ดวงตาสีทองคู่มหึมามิได้เป็นเพียงภาพลวงตา แต่มันคือจิตสังหารอันเก่าแก่ที่หลับใหลมานานนับหมื่นปี กำลังตื่นขึ้นเพื่อกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทว่า มู่หรงเสวี่ยกลับยืนนิ่งค้างอยู่เบื้องล่าง ปล่อยให้ลมปราณเหมันต์รอบกายสลายหายไปอย่างไร้การควบคุม แววตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งกว่าผิวน้ำในยามพายุโหมกระหน่ำ นางแหงนมองแผ่นหลังอันองอาจของบุรุษผู้ยืนหยัดท้าทายฟ้าดินเบื้องหน้า หัวใจที่ถูกปิดตายด้วยเคล็ดวิชาเซียนน้ำแข็งนิรันดร์มาเนิ่นนาน บัดนี้กลับถูกความร้อนรุ่มบางอย่างแผดเผาจนเจ็บแปลบ "เยี่ยเฟิง... ระวัง!" นางส่งเสียงเตือน แต่มันช้าไปเสียแล้ว *เปรี้ยง!* คลื่นพลังสีเลือดพุ่งทะยานออกมาจากมิติเบื้องหลังคัมภีร์ มันกระแทกร่างของเยี่ยเฟิงจนกระเด็นถอยหลังไปหลายจượng เลือดสีสดสายหนึ่งไหลรินออกจากมุมปากของจอมกระบี่หนุ่ม แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความดุดันและทะนงองอาบ เขายกกระบี่วิปลาสขึ้นค้ำยันพื้นดิน แผ่จิตสังหารกระบี่พุ่งชนกลับอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด "ฮ่าๆๆ... มดปลวกผู้โง่เขลา เจ้าคิดว่าวิถีกระบี่อันน้อยนิด จะทานทนต่อทัณฑ์แห่งบรรพกาลได้เช่นนั้นหรือ?" เสียงก้องกังวานดั่งอสนีบาตดังเล็ดลอดออกมาจากรอยแยกมิติ มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำมหิต ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง มู่หรงเสวี่ยพลันก้าวเท้าออกไป ร่างบางของนางพุ่งทะยานขึ้นไปเคียงข้างเยี่ยเฟิง กระบี่น้ำแข็งในมือสั่นระริก ปราณเหมันต์นิรันดร์ระเบิดออกแช่แข็งห้วงอากาศโดยรอบจนกลายเป็นผลึกแก้วสีฟ้าคราม นางเหลือบมองบุรุษข้างกายแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งเยี่ยเฟิงไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต "เยี่ยเฟิง... หากวันนี้พวกเราต้องดับสูญที่นี่ เจ้า... มีอะไรจะกล่าวกับข้าอีกหรือไม่?" เยี่ยเฟิงชะงักไปเล็กน้อย เขากวาดสายตามองหญิงสาวผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง แต่วันนี้กลับยอมเอาชีวิตมาเคียงข้างเขา ท่ามกลางมหันตภัยที่อาจทำลายล้างทั้งสามภพ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของจอมกระบี่หนุ่ม ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น "ฮ่าๆๆ! นางเซียนโง่เขลา เหตุใดเจ้าจึงเอ่ยคำพูดราวกับหญิงสาวชาวบ้านที่กำลังจะสิ้นใจเช่นนี้เล่า? ข้า... เยี่ยเฟิง ผู้นี้ยังไม่เคยอนุญาตให้ยมทูตมารับตัวไป ท้องฟ้าแห่งนี้ต่อให้มันจะพังทลายลงมา ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อน!" คำพูดที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนและดุดันนี้ กลับทำให้หัวใจของมู่หรงเสวี่ยที่แข็งกระด้างมาตลอดชีวิต หลอมละลายลงในพริบตา น้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาคู่สวย แต่นางมิได้หลั่งน้ำตาออกมา นางสูดลมหายใจเข้าลึก and ตัดสินใจปลดปล่อยความรู้สึกที่เก็บงำไว้ในก้นบึ้งของหัวใจออกมาจนหมดสิ้น "เจ้าคนปากจัด..." มู่หรงเสวี่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานชัดเจนในโสตประสาทของเยี่ยเฟิง "ข้าฝึกวิชาเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ ตัดขาดจากโลกีย์ ปิดกั้นหัวใจไม่ให้รักผู้ใด... เพราะอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า ความรักคือเครื่องพันธนาการที่นำพาไปสู่ความวิบัติ แต่ทว่า... ตั้งแต่วันแรกที่เจ้ายืนขวางหน้ากระบี่ของข้า ณ หุบเขาอสูรคลั่ง หัวใจที่ควรจะตายด้านของข้า กลับเต้นระรัวทุกครั้งยามที่เห็นเจ้าบาดเจ็บ..." เยี่ยเฟิงหันขวับมามองนาง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในอกท่ามกลางลมปราณอันหนาวเหน็บ มู่หรงเสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น นางไม่ได้หลบสายตาของเขาอีกต่อไป ปล่อยให้ความจริงทั้งหมดไหลรินออกมาจากริมฝีปากบาง "ข้าไม่ได้กลัวความตาย... ข้าเพียงแต่กลัวว่า หากวันนี้ข้าต้องดับสูญ ข้าจะไม่มีโอกาสได้บอกให้เจ้ารู้... ว่าข้าหลงรักจอมกระบี่วิปลาสผู้ไร้ยางอายเช่นเจ้า... มานานเพียงใดแล้ว" สิ้นคำพูดของเทพธิดาแห่งตำหนักเหมันต์ บรรยากาศรอบกายราวกับหยุดนิ่งลงชั่วขณะ จิ้งจอกอัคคีจอมกวนที่หลบอยู่หลังโขดหินถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่มันจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ "โอ้โห... มุกนี้รุนแรงยิ่งกว่ากระบี่เก้าสวรรค์เสียอีก นายท่านของข้า คราวนี้ท่านจนมุมของจริงแล้วกระมัง!" เยี่ยเฟิงนิ่งงันไปชั่วอึดใจ รอยยิ้มมุมปากของเขายิ่งลึกซึ้งขึ้น แววตาที่เคยมองโลกอย่างหยหยันและโดดเดี่ยวมาตลอดชีวิต บัดนี้กลับประกายแสงแห่งความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง เขายื่นมือออกไปกุมมือเรียวบางที่กำลังถือกระบี่น้ำแข็งไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านความเย็นเยียบของนาง จนน้ำแข็งรอบกายแทบจะละลาย "ฮี่ๆ... เป็นเช่นนี้นี่เอง" เยี่ยเฟิงหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง "เจ้าหญิงน้ำแข็งผู้สูงส่ง กลับมาสารภาพรักกับข้าในยามที่ฟ้าดินกำลังจะถล่มเช่นนี้ ถือว่ารสนิยมของเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว... แต่น่าเสียดายนัก ที่ข้ายังไม่อนุญาตให้ภรรยาของข้าต้องมาตายที่นี่!" สิ้นเสียงคำรามของเยี่ยเฟิง ร่างของเขาก็ระเบิดพลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นสูงสุดออกมา กระบี่วิปลาสในมือส่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้องราวกับมังกรคำรามฟ้า มันคือวิถีกระบี่ที่หลอมรวมความดุดันของยุทธภพเข้ากับจิตวิญญาณแห่งการปกป้อง พลังปราณสีทองและปราณเหมันต์นิรันดร์หลอมรวมกันเป็นเกลียวคลื่นพายุหมุนขนาดมหึมา พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าต้านทานดวงตาสีทองคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน! *ตูมมมม!* แรงระเบิดสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาจักร มิติเบื้องบนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ คัมภีร์ผนึกสวรรค์สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่แสงสว่างจากการปะทะจางลง และควันสีดำพยัคฆ์ทมิฬกำลังจะจางหาย... เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่ง ก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติที่แตกออกอีกแห่งหนึ่งอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้โลหิตในกายของเยี่ยเฟิงและมู่หรงเสวี่ยแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง "ช่างเป็นความรักที่น่าประทับใจเสียจริง..." น้ำเสียงแหบพร่าและอำมหิตดังขึ้น "น่าเสียดาย... ที่วันนี้ จะเป็นวันวิวาห์บนกองเลือดของพวกเจ้าทั้งสอง!" เยี่ยเฟิงหรี่ตาลงคมกริบ กระบี่วิปลาสในมือกระชับแน่นยิ่งขึ้น เมื่อพบว่าผู้ที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิตินั้น มิใช่ใครอื่น... แต่คือ "พยัคฆ์ทมิฬ" ในร่างที่หลอมรวมกับพลังมารบรรพกาลสมบูรณ์แบบแล้ว! -------------------------------------------------------------- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่และเส้นทางเซียนอันยาวนานนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%