เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลายดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหุบผานรกภูมิ รอยแยกมิติบิดเบี้ยวโค้งงอราวกับกระจกที่กำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ พยัคฆ์ทมิฬในยามนี้มิใช่สัตว์อสูรธรรมดาอีกต่อไปแล้ว ร่างกายของมันขยายใหญ่โตจนบังแสงตะวันจนมืดมิด เกล็ดสีดำสนิทสะท้อนประกายแสงสีเลือดจากอักขระมารบรรพกาลที่สลักลึกเข้าไปถึงเนื้อหนัง กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบบริเวณหนักอึ้งราวกับมีภูเขาพันลูกกดทับลงบนบ่า
เยี่ยเฟิงหรี่ตาลงคมกริบ กระบี่วิปลาสในมือกระชับแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขาโดยไม่จำเป็นต้องตั้งท่า เสียงหวีดหวิวของคมกระบี่เสียดสีกับอากาศจนเกิดประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาบ
"คิดไม่ถึงว่าเจ้าเดรัจฉานตัวนี้จะยอมกลืนกินวิญญาณมารเพื่อแลกกับพลังเดรัจฉานเช่นนี้..." เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมด้วยความเย้ยหยันและทะนงองอาจ "น่าสมเพชยิ่งนัก... วิถีเซียนที่แท้จริงต้องเดินด้วยสองขาของตนเอง การยืมพลังมารมาประดับบารมี ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาเชือกมาผูกคอตนเองรอวันตาย"
"มนุษย์โง่เขลา... เจ้าจะรู้อะไร!" เสียงคำรามของพยัคฆ์ทมิฬดังสะท้อนก้องในหัวของทุกคน ราวกับเสียงกู่ร้องจากขุมนรกโลกันตร์ "พลังคือความจริงแท้! เมื่อข้ากลืนกินดาราจักรและบดขยี้พวกเจ้าจนแหลقสลาย แม้แต่ฟ้าดินก็ต้องก้มหัวให้ข้า!"
ชั่วพริบตานั้น ร่างมหึมาของพยัคฆ์ทมิฬก็พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วเหนือแสง อุ้งเท้าหน้าตบลงมาหมายบดขยี้เยี่ยเฟิงให้แหลกเป็นจุล แรงกดดันจากลมปราณมารระเบิดออกเป็นวงกว้าง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกระแหงลึกลงไปหลายร้อยเมตร ทว่าเยี่ยเฟิงกลับไม่แม้แต่จะก้าวถอยหลัง ร่างของเขาไหววูบคล้ายภาพลวงตา ก่อนจะปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือหัวของมันพร้อมกับตวัดกระบี่วิปลาสฟันลงไปตรงๆ!
*เปรี้ยง!*
ประกายแสงสีขาวตัดผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าผ่า ร่างของพยัคฆ์ทมิฬชะงักงัน เกล็ดสีดำบริเวณหน้าผากปริแตกออก สายเลือดสีดำพวยพุ่งราวกับน้ำพุ มันคำรามด้วยความเจ็บปวดและเกรี้ยวกราด สะบัดหางฟาดเข้าใส่เยี่ยเฟิงอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
แต่ในจังหวะที่การต่อกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดตระการตา ท่ามกลางละอองฝุ่นและประกายไฟจากการปะทะของลมปราณระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน กลับมีสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วขนฟูสีแดงเพลิงตัวหนึ่งกำลังนั่งกระดิกหางอยู่บนโขดหินอย่างสบายใจเฉิบ... เจ้าจิ้งจอกอัคคีจอมกวนนั่นเอง!
จิ้งจอกอัคคีเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมโตสีเพลิงกวาดมองการต่อสู้เบื้องหน้าด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ มันยกอุ้งเท้าขึ้นมาเกาหูทีหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงร้อง "จิ้ง!" เบาๆ เชิงวิพากษ์วิจารณ์
*"โฮะๆๆ เจ้านายของข้านี่ช่างใจร้อนเสียจริง สู้กันอยู่ได้... สู้ไปสู้มาเดี๋ยวก็ไม่มีแรงไปเข้าหอหรอกน่า"* เสียงส่งกระแสจิตของเจ้าจิ้งจอกอัคคีดังแว่วเข้ามาในหัวของเยี่ยเฟิงและมู่หรงเสวี่ยพร้อมกันอย่างไร้ยางอาย
เยี่ยเฟิงเกือบจะสำลักลมปราณขณะที่กำลังจะตวัดกระบี่ชุดที่สอง เขาเกือบจะตวัดปลายกระบี่กลับไปเชือดเจ้าอستรตัวแสบนี้ทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด "เจ้าจิ้งจอกสารเลว! ถ้าไม่อยากถูกจับไปย่างกิน เจ้าหุบปากแล้วไสหัวไปให้พ้นแถวนี้เดี๋ยวนี้!"
แต่มู่หรงเสวี่ยที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง ม่านน้ำแข็งเก้าชั้นล้อมรอบกายปกป้องนางจากแรงกระแทก ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติยังคงเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ทว่าบริเวณใบหูขาวผ่องกลับขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ อย่างรวดเร็วโดยที่นางพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมลมปราณไม่ให้สั่นไหว
เจ้าจิ้งจอกอัคคีหาได้เกรงกลัวไม่ มันกลับลุกขึ้นยืนแล้วกระโดดโลดเต้นไปมาบนโขดหินราวกับกำลังชมการแสดงงิ้ว มารยาของมันนับว่าแพรวิพราวไม่เบา มันใช้พลังอัคคีสร้างภาพลวงตาขึ้นมากลางอากาศ เป็นภาพของเยี่ยเฟิงและมู่หรงเสวี่ยกำลังยืนเคียงคู่กันใต้ต้นท้อสวรรค์ โดยมีมันเองนั่งถือพัดคอยโบกพัดให้อย่างมีความสุข
*ปึ้ง!*
มู่หรงเสวี่ยสะบัดมือเบาๆ ไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งพุ่งออกไปแช่แข็งโขดหินที่เจ้าจิ้งจอกยืนอยู่จนกลายเป็นแท่งน้ำแข็งขนาดยักษ์ในพริบตา แต่ด้วยความเร็วดุจปีศาจ เจ้าจิ้งจอกอัคคีกลับหายตัวไปโผล่อยู่บนไหล่ของนางอย่างไร้ร่องรอย มันเอาหัวถูไถแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างออดอเซาะ พร้อมส่งเสียงครางฮื่อๆ ในลำคอราวกับเด็กน้อยอ้อนมารดา
*"แม่นางมู่... ท่านดูสิ เจ้านายของเราปากแข็งใจอ่อน ปากบอกว่าเกลียดขี้หน้าท่าน แต่เวลาท่านถูกพยัคฆ์ทมิฬโจมตี สายตาของเขาร้อนรนยิ่งกว่าไฟบัลลังก์สวรรค์เสียอีกนะคร้าบ! แบบนี้ไม่เรียกว่าใจตรงกัน จะเรียกว่าอะไรเล่า? ข้าว่าพวกท่านรีบแต่งงานมีลูกสืบสกุลกระบี่วิปลาสสักโขยงเถอะ ปล่อยให้ข้าเลี้ยงดูเอง รับรองว่าเด็กๆ ต้องเก่งกาจกว่าพยัคฆ์ทมิฬนี่แน่นอน!"*
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น ปราณเหมันต์รอบกายแผ่ขยายความเย็นยะเยือกจนหยาดน้ำค้างในรัศมีร้อยลี้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นกราว "เจ้าอสูรชั้นต่ำ... หากเจ้ายังไม่หยุดพูดจาเหลวไหล ข้าจะผนึกเจ้าไว้ในธารน้ำแข็งหมื่นปีห้ามผุดห้ามเกิด"
*"โฮะๆๆ ท่านแม่นางขู่ข้าแบบนี้ แสดงว่าเขินอายล่ะสิ!"* เจ้าจิ้งจอกอัคคีส่งเสียงหัวเราะคิกคักในลำคอ มันหันไปทางเยี่ยเฟิงที่กำลังรับมือกับพยัคฆ์ทมิฬอย่างดุเดือด แล้วส่งเสียงตะโกนเชียร์ด้วยความสนุกสนาน *"เจ้านาย! เร่งมือหน่อยเร้ว! อย่าปล่อยให้ภรรยา... อ้ะ หรือว่าที่ภรรยา... รอจนหงุดหงิดสิครับ! จัดการเจ้าพยัคฆ์บ้านี่แล้วเราจะได้ไปเลือกฤกษ์แต่งงานกัน!"*
เยี่ยเฟิงแทบอยากจะเอาหัวโขกภูเขาให้ตายเสียตรงนั้น เจ้าอสูรเวรนี่ช่างหาญกล้ายิ่งนัก ในสถานการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้ มันยังมีอารมณ์มาจับคู่ให้เขาหลอมรวมพลังหยินหยางกับเทพธิดาน้ำแข็งผู้เย็นชาอีกหรือ?
ทว่า... เมื่อเยี่ยเฟิงเหลือบสายตาไปมองมู่หรงเสวี่ยแวบหนึ่ง เขากลับพบว่าประกายในดวงตาน้ำแข็งคู่นั้นมิได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์ดังเช่นเคย ตรงกันข้าม มันมีความอ่อนโยนลึกล้ำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น ราวกับน้ำแข็งที่กำลังถูกหลอมละลายด้วยเปลวเพลิงแห่งความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นผ่านความเป็นความตายหลายต่อหลายครั้ง
พยัคฆ์ทมิฬคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกมนุษย์และสัตว์อสูรเมินเฉยต่อหน้า มันรวบรวมพลังมารทั้งหมดเข้าไว้ที่อุ้งปาก เกิดเป็นลูกบอลพลังงานสีดำทมิฬขนาดมหาสมุทร พลังทำลายล้างสูงจนมิติกำลังจะฉีกขาดเป็นชิ้นๆ "พวกเจ้า... ตายเสียเถอะ!"
เยี่ยเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก L ดึงปราณกระบี่ทั่วทั้งร่างมารวมไว้ที่ปลายกระบี่วิปลาส แววตาของเขาดุดันและทะนงองอาจขึ้นถึงขีดสุด เขากระชับกระบี่ในมือแน่นเตรียมปลดปล่อยกระบวนท่าพิฆาตที่จะตัดสินชะตากรรมของศึกครั้งนี้
ทว่า ในวินาทีที่เยี่ยเฟิงก้าวเท้าออกไปเพื่อพุ่งเข้าประจันหน้ากับพลังมารขั้นสุดท้ายนั้นเอง...
มือเรียวบางดุจหยกขาวคู่หนึ่งแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของเขา ไอเย็นบริสุทธิ์สายหนึ่งไหลซึมเข้าสู่เส้นชีพจรของเยี่ยเฟิง ช่วยชำระล้างความเหนื่อยล้าและเพิ่มอานุภาพลมปราณกระบี่ให้พุ่งทะยานขึ้นเป็นร้อยเท่าในพริบตาเดียว!
มู่หรงเสวี่ยก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างเขา ดวงตาน้ำแข็งมองตรงไปยังพยัคฆ์ทมิฬด้วยความเด็ดเดี่ยว น้ำเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นดุจหิมะแรกโปรยปรายดังขึ้นข้างหูเขา
"อย่าเพิ่งตายล่ะ... เจ้าคนปากจัด" นางกล่าวเบาๆ "เพราะข้ายังไม่ได้สะสางบัญชีที่เจ้าปล่อยให้เจ้าจิ้งจอกนี่พูดจาเพ้อเจ้อเมื่อครู่เลย"
เยี่ยเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มอันดุดันและทรงเสน่ห์ "เช่นนั้น... แม่นางมู่โปรดจับตาดูให้ดี ว่ากระบี่ของข้าจะสับหัวเจ้าเดรัจฉานตัวนี้อย่างไร"
*โฮกกกกกกกก!*
พลังมารและปราณกระบี่ระเบิดเข้าหากันจนเกิดแสงสว่างจ้าเจิดจ้าปานดวงอาทิตย์ระเบิด ทว่าในเสี้ยววินาทีที่แสงสว่างสีขาวและสีดำกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง รอบตัวพวกเขากลับปรากฏเงาร่างของบุคคลลึกลับผู้หนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหลังพยัคฆ์ทมิฬ—บุคคลที่ถือครองกระบี่โบราณซึ่งมีกลิ่นอายลมปราณคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด... และเอ่ยวาจาที่ทำให้เยี่ยเฟิงต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเซียนอันดุเดือดนี้ไปด้วยกันครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 13
สัตว์อสูรจอมวางแผน
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!