กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 11

เคมีที่เริ่มก่อตัว

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
ม่านศิลาหนาเตอะนับหมื่นจินถล่มทลายลงปิดปากถ้ำ ปิดกั้นเสียงคำรามสะเทือนเลื่อนลั่นของโลกภายนอกไว้เบื้องหลัง เหลือไว้เพียงความมืดมิดอันเย็นเยียบและกลิ่นอายอับชื้นของหินผาโบราณ "อั๊ก..." เยี่ยเฟิงกระอักโลหิตสีแดงเข้มออกมาคำโต ร่างสูงโปร่งเซถลาพิงผนังถ้ำ ลมหายใจหอบกระชั้น ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตันทียนปั่นป่วนจนแทบจะฉีกร่างของเขาออกเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันจากปราณเทพเซียนระดับบรรพกาลขั้นสมบูรณ์ของบุรุษปริศนานั้นเกินกว่าที่พวกเขาในยามนี้จะรับมือไหว ต่อให้เขามีกระบี่วิปลาสเป็นสื่อกลาง ก็ยังเกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้เบื้องหน้าซากปรักหักพังแห่งนั้น "อย่าขยับ" เสียงหวานกังวานดุจหยกกระทบกันดังขึ้นท่ามกลางความมืด มู่หรงเสวี่ยสาวเท้าเข้ามาใกล้ แม้ใบหน้างามล้ำจะซีดขาวไร้สีเลือด แต่แววตาคู่คมยังคงความเย่อหยิ่งเย็นชาตามวิสัยนางเซียน นางหยิบโอสถทิพย์เม็ดกลมสีครามเข้มออกจากแหวนมิติ ยัดใส่เรียวปากของเยี่ยเฟิงอย่างไร้ความปรานี "เจ้า... จะมือหนักไปถึงไหน มู่หรงเสวี่ย ข้าเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเจ้าจากไอทมิฬนะ" เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะฝืดเคื่อน ดวงตาคมปลาบมองสตรีตรงหน้าที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ "หากเจ้าตาย ข้าก็แค่หาทางออกไปจากที่นี่คนเดียว ประหยัดความรำคาญไปได้มากโข" มู่หรงเสวี่ยตอบเสียงเรียบ แต่นางกลับถ่าย โอนพลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์เข้าสู่แผ่นหลังของเขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกดขี่พิษปราณมารที่ตกค้างในเส้นชีพจรของชายหนุ่ม ความอบอุ่นจากพลังปราณที่หลั่งไหลเข้ามาตัดกับความเย็นเยือกตามธรรมชาติของนาง ทำให้เยี่ยเฟิงขมวดคิ้วมุ่น ในถ้ำลึกที่ถูกปิดตาย อุณหภูมิลดต่ำลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนัง ความมืดมิดทำให้ประสาทสัมผัสอื่นเด่นชัดขึ้น ทั้งเสียงลมหายใจ กลิ่นกายหอมเย็นดุจดอกบัวหิมะบนยอดเขาหมื่นปี และไออุ่นจากร่างของกันและกันที่แนบชิดในพื้นที่คับแคบ "นายท่าน... ข้าว่าบรรยากาศเช่นนี้ ช่างเหมาะแก่การ... เอิ๊ก... สมานฉันท์เสียจริงนะ" เสียงเล็กแหลมดังขึ้นจากมุมมืด จิ้งจอกอัคคีจอมกวนโผล่หัวออกมาจากซอกหิน มันกะพริบตาปริบๆ ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ทั้งสอง "เจ้าจิ้งจอกอัคคี หากเจ้ายังไม่หุบปาก ข้าจะถลกหนังเจ้ามาทำเป็นผ้าพันคอ!" มู่หรงเสวี่ยตวาดเสียงเย็น เยอรือกจนจิ้งจอกน้อยหดหัวกลับเข้าซอกหินแทบไม่ทัน เยี่ยเฟิงหลุดหัวเราะเบาๆ แต่ความเจ็บปวดที่อกทำให้เขาต้องนิ้นหน้า "เสี่ยวไป๋พูดถูกบางส่วน... บรรยากาศเช่นนี้ หากเราไม่มีเรื่องให้พูดคุย คงอึดอัดตายเสียก่อน" "ข้าไม่มีเรื่องอันใดจะสนทนากับคนปากเสียเช่นเจ้า" มู่หรงเสวี่ยเบือนหน้าหนี ทว่าความจริงคือหัวใจใต้Yอกเสื้อกำลังเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ การติดอยู่ในถ้ำลึกที่ไร้หนทางออกเบื้องหน้า บังคับให้พวกเขาลดกำแพงที่เคยมีลงทีละน้อย ความใกล้ชิดอย่างไร้ระยะห่างนี้ ทำให้กลิ่นอายบุรุษเพศของเยี่ยเฟิงแผ่ซ่านเข้ามาในโสตประสาทของนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ เยี่ยเฟิงหันมามองนาง สายตาคมกริบกวาดสำรวจใบหน้างามล้ำที่มักจะซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา เขาเอื้อมมือออกไปอย่างกะทันหัน ปลายนิ้วหยาบกร้านปัดปอยผมที่เคลียแก้มเนียนนุ่มของนางออกอย่างแผ่วเบา มู่หรงเสวี่ยสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อ นางถอยหลังก้นชนผนังถ้ำโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "เจ้า..." "ข้าแค่อยากดูว่า... เทพธิดาแห่งตำหนักเหมันต์ผู้เย็นชาไร้หัวใจ จะมีเลือดเนื้อและอารมณ์ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไปหรือไม่" เยี่ยเฟิงเอ่ยกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มนุ่มเจือแววเจ้าชู้ที่ทำเอาสตรีผู้ฝึกวิชาตัดขาดทางโลกถึงกับลมหายใจสะดุด "เยี่ยเฟิง... ถอยไป" นางพยายามรักษามานะของเซียนผู้สูงส่ง แต่ใบหูขาวผ่องกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ "ถ้าข้าไม่ถอยล่ะ?" จอมกระบี่หนุ่มยิ้มมุมปาก ความดุดันทะนงตนในคราแรกถูกแทนที่ด้วยความเย้ายวนอันตราย มืออีกข้างของเขาวางทาบลงบนผนังศิลาข้างกายร่างบาง กักขังนางไว้ในอาณาเขตของตนอย่างเบ็ดเสร็จ บรรยากาศในถ้ำเปลี่ยนเป็นร้อนรุ่มขึ้นมาทันที แม้รอบกายจะรายล้อมด้วยน้ำแข็งพันปี ทว่าไป่ซู่ (จิตวิญญาณกระบี่) และไออุ่นจากลมหายใจที่รินรดกันและกัน กลับหลอมละลายน้ำแข็งในใจของเทพธิดาผู้สูงศักดิ์ทีละน้อย มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าสบตากับเขา แววตาเย็นชาในคราแรกบัดนี้สั่นไหวระริก สะท้อนเงาของบุรุษผู้กุมหัวใจนางไว้ในกำมืออย่างไม่รู้ตัว ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะขยับเข้าใกล้กันอีกคืบ เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่ซ่อนเร้นมานาน... *ครืนนน—!* พื้นถ้ำเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีสัตว์ประหลาดมหึมาตื่นขึ้นจากการหลับใหล เสียงระเบิดกัมปนาทดังสะท้อนมาจากผนังถ้ำด้านในสุด ตามด้วยรอยแยกสีดำสนิทที่ฉีกกระชากอากาศออกเป็นเสี่ยงๆ กลิ่นอายมารอันชั่วร้ายและเก่าแก่นับหมื่นปีทะลักทะลายออกมาพร้อมกับเงาร่างของอสูรพยัคฆ์ทมิฬที่คำรามก้องฟ้าสะเทือนดิน! "มันตามมาทัน..." เยี่ยเฟิงแววตาเปลี่ยนเป็นดุGกร้าวในพริบตา เขวี้ยงร่างถอยหลัง ดึงกระบี่วิปลาสออกจากฝักในมือเดียว ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกแผดเผาความมืดมิด แต่มู่หรงเสวี่ยกลับคว้าแขนเขาไว้แน่น สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "ไม่ใช่พยัคฆ์ทมิฬ... ดูที่ผนังนั่น!" เยี่ยเฟิงหันไปมองตามปลายนิ้วเรียวของนาง หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เมื่อพบว่ารอยแยกมิติที่เปิดออก ไม่ได้มีแค่กลิ่นอายอสูร แต่กลับปรากฏ "คัมภีร์ผนึกสวรรค์" โบราณที่สลักด้วยอักษรเลือด กำลังลอยคว้งอยู่กลางอากาศ และเบื้องหลังคัมภีร์นั้น... คือดวงตาสีทองคู่มหึมาที่กำลังจ้องมองทะลุเข้ามาจากอีกภพภูมิหนึ่ง! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดและไอเหมันต์มาด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ลั่วอสูรหมื่นภูผา
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%