"ระวัง!"
เสียงคำรามของเยี่ยเฟิงดังก้องราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางฤดูร้อน ร่างของเขาพุ่งทะยานตัดผ่านความมืดมิดดั่งดาวตกที่แผดเผา ท่ามกลางหุบเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้งซึ่งพลายทรายเพิ่งจะยุบตัวลงเมื่อชั่วลมหายใจก่อน กรงเล็บสีดำสนิทที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายซากศพของพยัคฆ์ทมิฬตวัดวาดลงมาหมายปลิดชีพมู่หรงเสวี่ยในคราเดียว
ชั่วพริบตานั้น อากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งจนกลายเป็นผลึกแก้ว
มู่หรงเสวี่ยไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลัง ใบหน้างามล้ำเลิศที่เยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปีปรากฏร่องรอยความเย้ยหยันขึ้นวูบหนึ่ง นางสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่หิมะครามในมือพลแผ่ไอเย็นยะเยือกที่สามารถแช่แข็งวิญญาณได้นับหมื่นดวง แสงกระบี่พวยพุ่งออกมาราวกับธารน้ำแข็งโบราณที่ไหลทะลัก ปะทะเข้ากับกรงเล็บทมิฬอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม!
*เปรี้ยง! ตูม!*
คลื่นพลังรุนแรงแผ่ขยายเป็นวงกว้าง บดขยี้ผนังหินรอบด้านจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง เยี่ยเฟิงอาศัยจังหวะนี้ทะยานผ่านร่างของนางไปยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า
กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือสั่นระริก ปราณกระบี่สีทองอร่ามแผ่พุ่งออกมาจากคมกระบี่ราวกับมังกรผยอง ดวงตาคมกริบของเขาวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารอันดุเดือด จ้องมองไปยังร่างมหึมาของพยัคฆ์ทมิฬที่ยืนแยกเขี้ยวคำรามอยู่กลางความมืดมิด
"เจ้าสารเลวเดรัจฉาน... รนหาที่ตายนักนะ!" เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวoเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและทะนงตนตามวิสัยของยอดฝีมือผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดิน
พยัคฆ์ทมิฬหัวเราะคำรามในลำคอ เสียงของมันดังก้องกังวานสะท้อนไปทั่วก้นเหว "ฮ่าๆๆๆ... มนุษย์จอมปลอม อวดดีนัก! คิดว่าถือครองกระบี่ไร้ลักษณ์แล้วจะต่อกรกับข้าผู้ดูดกลืนปราณสวรรค์ได้เช่นนั้นหรือ? แผนที่แดนลับในมือพวกเจ้า... วันนี้ต้องตกเป็นของข้า และศพของพวกเจ้าก็จะกลายเป็นปุ๋ยบำรุงวิญญาณให้ข้า!"
"ระวังวาจา" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งของมู่หรงเสวี่ยดังขึ้นจากด้านหลัง นางก้าวเท้าช้าๆ ออกมาเคียงข้างเยี่ยเฟิง ไอเย็นรอบตัวนางพวยพุ่งสูงขึ้นจนเกล็ดน้ำแข็งก่อตัวเป็นดอกบัวเหมันต์นับพันดอกลอยวนเวียนอยู่รอบกาย "เดรัจฉานเช่นมัน สมควรถูกลบชื่อออกจากวัฏสงสารเสียให้สิ้นเรื่อง"
"เสวี่ยเอ๋อร์... เจ้าพูดจาได้ใจข้ายิ่งนัก" เยี่ยเฟิงเหลือบสายตาไปมองนางเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มขึ้นบางเบา แววตาที่ดุดันเมื่อครู่กลับอ่อนแสงลงยามเมื่อทอดมองสตรีผู้เย็นชาผู้นี้ "แต่ศัตรูระดับนี้... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบี่ในมือข้าเถอะ ยืนดูเฉยๆ หรือไม่ก็... คอยเชียร์สามีผู้นี้ก็พอ"
มู่หรงเสวี่ยใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างรวดเร็ว แม้จะชินชวาปากคำพล่อยๆ ของเขาบ้างแล้ว แต่นางก็ยังอดไม่ได้ที่จะค้อนใส่เขาด้วยหางตาครั้งหนึ่ง "ใครเป็นสามีเจ้า... เหลתไหลสิ้นดี จัดการมันเสียเถอะ อย่าให้เสียเวลา"
"โฮ่ง! นายท่าน! ระวังข้างหลัง!"
เสียงร้องแหลมเล็กด้วยความตื่นตระหนกของจิ้งจอกอัคคีจอมกวนที่เกาะอยู่บนไหล่ของเยี่ยเฟิงดังขึ้น ขนสีเพลิงของมันลุกชันจนพองฟู
*ฟึบ!*
พยัคฆ์ทมิฬหาได้รอให้พวกเขาสวีทกันไม่ มันสะบัดหางหนาทึบที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำสนิท ฟาดเข้าใส่ร่างของเยี่ยเฟิงอย่างรุนแรงราวกับแสเหล็กกล้า ความเร็วของมันเหนือจินตนาการ แรงกดดันจากลมปราณอสูรระดับบรรพกาลทำให้หินผารอบด้านร้าวระแหง
เยี่ยเฟิงนัยน์ตาหดแคบลง พลังปราณในร่างหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ท่าร่าง 'ก้าวอัสนีไร้เงา' ถูกแปร100% พริบตานั้น ร่างของเขาก็หายวับไปจากจุดเดิม ปล่อยให้หางพยัคฆ์ฟาดใส่ความว่างเปล่าจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว
"เร็วมาก!" พยัคฆ์ทมิฬอุทานด้วยความตกใจ มันกวาดสายตามองหาเป้าหมาย แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
"เจ้ามองไปทางไหนกัน?"
เสียงกระซิบกระเส่าดังขึ้นที่ข้างหูของมัน พยัคฆ์ทมิฬขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว มันรีบหันขวับกลับมาพร้อมกับกรงเล็บที่ตวัดออกไปสกัดกั้น ทว่า... มันสายเกินไปเสียแล้ว!
เยี่ยเฟิงปรากฏกายอยู่บนกลางอากาศเหนือหัวของมัน ร่างของเขาย่อตัวลงเล็กน้อย สองมือจับด้ามกระบี่มั่น จิตสังหารพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า แสงสีทองของปราณกระบี่ระเบิดออกเจิดจ้าจนกลบความมืดมิดของก้นเหวให้สว่างวาบราวกับกลางวัน
"กระบี่สะบั้นจิต!"
ชื่อกระบวนท่าถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงทรงพลัง เยี่ยเฟิงตวัดกระบี่ฟันลงมาเป็นแนวตั้ง สายฟ้าสีทองผสานกับพลังปราณเซียนพุ่งทะยานลงมาดั่งอัสนีบาตฟาดฟัน ดิ่งตรงเข้าผ่ากลางศีรษะของพยัคฆ์ทมิฬอย่างไร้ความปรานี!
พลังกดดันมหาศาลทำให้พยัคฆ์ทมิฬทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ดินแยกแตกเป็นรอยแยกลึกนับร้อยเมตร มันอ้าปากคำร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานเมื่อคมกระบี่ไร้ลักษณ์กรีดลึกลงไปในกะโหลกศีรษะของมัน ทำลายชีพจรและจิตวิญญาณภายในอย่างโหดเหี้ยม
*ฉัวะ! อร๊ากกกก—!*
เสียงคำรามของพยัคฆ์ทมิฬขาดห้วงไป ร่างมหมหิมาของมันแข็งค้าง ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำและมลายหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงลูกแก้วอสูรสีดำสนิทเม็ดหนึ่งที่ส่องประกายเรืองรองตกลงบนพื้น
เยี่ยเฟิงลงสู่พื้นดินอย่างแผ่วเบา เขาเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยกิริยาสง่างาม หายใจหอบเล็กน้อยแต่สีหน้ายังคงเย่อหยิ่งทระนง เขาก้มลงเก็บลูกแก้วอสูรขึ้นมาแล้วหันไปยิ้มให้มู่หรงเสวี่ย "เห็นหรือไม่? ข้าบอกแล้วว่าจัดการได้สบายมาก"
มู่หรงเสวี่ยปรายตามองลูกแก้วอสูรในมือเขาก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ "ฝีมือไม่เลว... แต่เจ้าประมาทเกินไป"
ทว่า... ก่อนที่เยี่ยเฟิงจะได้เอ่ยปากหยอกล้าคู่อริสาวต่อ พื้นดินบริเวณที่พยัคฆ์ทมิฬเพิ่งสลายตัวไป กลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
รอยแยกขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางหลุมพราง พร้อมกับไอหมอกสีเลือดที่พวยพุ่งขึ้นมาราวกับน้ำพุร้อน และสิ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น... กลับไม่ใช่สัตว์อสูร แต่เป็นเงาร่างของมนุษย์สวมชุดคลุมสีทองปักลายมังกรโบราณ ใบหน้าครึ่งหนึ่งสวมหน้ากากกระดูกสัตว์ ดวงตาสสีแดงฉานจ้องมองมาที่ทั้งสองด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
"เยี่ยมมาก... เจ้าหนู เยี่ยเฟิง ขอบคุณที่ช่วยกำจัดสัตว์เลี้ยงตัวโปรดให้ข้า แผนที่แดนลับ... และชีวิตของพวกเจ้า... ส่งมาให้หมดเสียดีๆ!"
ขอบือของบุรุษปริศนาสะบัดเบาๆ ปราณเทพเซียนระดับบรรพกาลขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายกดทับลงมาจนเยี่ยเฟิงและมู่หรงเสวี่ยต้องเปลี่ยนสีหน้า!
ขอบكرคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของกระบี่วิปลาสและนางเซียนน้ำแข็งมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 10
กระบี่สะบั้นจิต
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!