ความตายไม่ได้มีกลิ่นอายของโลหิตหรือซากเน่าเฟะ... มันมีกลิ่นของความว่างเปล่า
ทรายสีครามผืนมหึมาทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ไร้ซึ่งร่องรอยของสรรพชีวิต ลมร้อนที่พัดผ่านกรีดกรายผิวเนื้อราวกับคมมีดนับพันเล่ม เยี่ยเฟิงกวาดสายตามองไปเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือส่งเสียงครางฮัมเบาๆ ราวกับรับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ผืนทรายอันเงียบงันนี้
“เจ้านาย... ข้าว่าที่นี่มันแปลกพิสดารเกินไปแล้วนะ” เสียงเล็กแหลมแต่แฝงความตื่นตระหนกของจิ้งจอกอัคคีดังขึ้นจากข้างเอว มันหดร่างเหลือเพียงขนาดเท่าฝ่ามือ ขนสีเพลิงลุกชันด้วยสัญชาตญาณเตือนภัย “วิญญาณอาฆาตพวกนี้ไม่ได้ใช้พละกำลังเข้าจู่โจม แต่มันกำลังกัดกินความทรงจำของเราทีละน้อย!”
เยี่ยเฟิงไม่ตอบคำถาม สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวเพ่งมองไปยังเงาร่างสีขาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงสิบก้าว
มู่หรงเสวี่ย... เทพธิดาแห่งตำหนักเหมันต์ผู้เยือกเย็นและสูงส่ง บัดนี้เส้นผมสีเงินยวงยุ่งเหยิงเล็กน้อย อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์มีคราบฝุ่นทรายเปรอะเปื้อน ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเยี่ยเฟิงกระตุกวูบไม่ใช่สภาพภายนอกนั้น แต่เป็น ‘แววตา’ ของนาง
ดวงตาคู่นั้นที่เคยว่างเปล่าและเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับสั่นไหวระริกเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความหวาดกลัวอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“เยี่ยเฟิง... ท่านยังจำได้หรือไม่?” เสียงของนางสั่นเครือ แหบพร่า และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้ “ในวันที่ตระกูลของข้าถูกเผาทำลาย... ท่านบอกว่าจะปกป้องข้าด้วยชีวิต เหตุใดในวินาทีสุดท้าย ท่านจึงเลือกที่จะหันหลังให้ข้าเล่า?”
เยี่ยเฟิงขมวดคิ้วแน่น หัวใจกระหน่ำเต้นด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนไปชั่วขณะ “เจ้าพูดเหลวไหลอะไร มู่หรงเสวี่ย? ตระกูลมู่หรงถูกทำลายล้างก่อนที่ข้าจะเกิดเสียอีก เหตุการณ์นั้น... ข้าไม่เคยอยู่ในความทรงจำนั้นด้วยซ้ำ!”
“ท่านโกหก!” เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังก้องกังวาน บรรยากาศรอบตัวพลันแปรเปลี่ยน ทะเลทรายสีครามสลายกลายเป็นห้องโถงเพลิงโลกันตร์อันร้อนระอุ ร่างของมู่หรงเสวี่ยถูกตรึงไว้ด้วยโซ่อัคคีสีดำสนิท เลือดสีแดงฉานไหลรินจากมุมปากของนาง
ภาพเบื้องหน้าช่างแจ่มชัดและสมจริงจนจิตวิญญาณของเยี่ยเฟิงสั่นสะเทือน นี่คือภาพหลอนที่สร้างขึ้นจาก ‘จิตมาร’ ภายในใจของเขาเอง มันดึงเอาความกลัวที่ลึกที่สุด ความรู้สึกผิดที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้ความทะนงตนออกมาฉายซ้ำ เพื่อบดขยี้จิตใจของยอดฝีมือให้แหลกสลายกลายเป็นธุลี
“เจ้านาย! อย่าไปฟังมัน! นั่นไม่ใช่คุณหนูมู่หรงตัวจริง!” จิ้งจอกอัคคีคำรามลั่น มันพยายามแผดเผาภาพลวงตาด้วยเปลวเพลิงสีชาด แต่วิญญาณแห่งภาพหลอนกลับหนาแน่นขึ้นทุกที ราวกับมหาสมุทรแห่งความมืดที่พร้อมจะกลืนกินพวกเขาทั้งเป็น
เยี่ยเฟิงหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจเข้าออกถูกปรับให้ลึกและช้าลง ปราณกระบี่ในตันtianหมุนวนอย่างบ้าคลั่งเพื่อต่อต้านแรงกดดันอันมหาศาล เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ความรู้สึกผิดและความหวาดกลัวนี้เข้าครอบงำ เขาก็จะเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดในภาพหลอนนี้ไปตลอดกาล
แต่มันไม่ง่ายเลย... ภาพของมู่หรงเสวี่ยที่กำลังหลั่งน้ำตาและมองมาด้วยสายตาตัดพ้อ ช่างบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณยิ่งกว่าบาดแผลจากกระบี่เล่มใดในยุทธภพ
“เจ้าคิดว่าภาพลวงตากระจอกแค่นี้ จะสั่นคลอนวิถีกระบี่ของข้าได้หรือ?”
เยี่ยเฟิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายตาดุดันฉายแววเฉียบคมดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก ออร่าปราณสีทองอร่ามระเบิดออกจากร่าง แผ่ขยายออกไปรอบทิศทางจนทรายสีครามปลิวว่อน ภาพโถงเพลิงโลกันตร์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินไหว
มู่หรงเสวี่ยในภาพหลอนเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนาง ก่อนที่ร่างนั้นจะสลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำ แล้วพุ่งเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของเยี่ยเฟิงในพริบตา!
“อึก...!” เยี่ยเฟิงคำรามในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ความทรงจำอันมืดมนนับไม่ถ้วนถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประเดประดังในหัว ความอัปยศอดสูในอดีต ความพ่ายแพ้ และความโดดเดี่ยวที่เขาพยายามลืมเลือน ถูกกระชากขึ้นมาตีแผ่ต่อหน้าต่อตา
ทว่า ในวินาทีที่จิตใจของเขากำลังจะแตกสลาย มือที่เย็นเฉียบราวกับหยกน้ำแข็งคู่หนึ่งก็สัมผัสลงบนแก้มของเขาอย่างแผ่วเบา
“ลืมตาขึ้น... เยี่ยเฟิง”
เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้นท่ามกลางพายุทรายและความโกลาหล เยี่ยเฟิงสะดุ้งสุดตัว เขาลืมตาขึ้นมอง และพบว่ามู่หรงเสวี่ยตัวจริงกำลังยืนอยู่ตรงหน้า นางไม่ได้ถูกตรึงด้วยโซ่อัคคี อาภรณ์ของนางสะอาดสะอ้าน และแววตาคู่นั้น... แม้จะยังคงความเยียบเย็น ทว่ากลับสะท้อนเงาของเขียงไว้อย่างชัดเจนและมั่น
“เจ้า... ออกมาได้อย่างไร?” เยี่ยเฟิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
มู่หรงเสวี่ยไม่ตอบคำถาม นางเพียงแต่ขยับกายเข้าไปใกล้ ประสานสายตากับเขาอย่างแน่วแน่ “ข้าบอกท่านแล้ว... ว่าข้าและท่านผูกพันกันด้วยวิถีเซียนที่ไม่มีวันตัดขาด ภาพหลอนพวกนี้จะทำลายท่านได้ ก็ต่อเมื่อท่านยอมแพ้ต่อหัวใจตัวเองเท่านั้น”
นางยกมือขึ้นกุมมือของเยี่ยเฟิงที่ถือกระบี่ไร้ลักษณ์ไว้แน่น ปราณเหมันต์บริสุทธิ์ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขา ช่วยชำระล้างจิตมารและภาพหลอนที่ตกค้างให้มลายหายไปในพริบตา ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากปลายนิ้วของนาง ทำให้ความหน็บหนาวในทะเลทรายมรณะมลายสิ้น
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง เสียงหัวเราะเยาะเยือกเย็นอันน่าขนพองสยองเกล้าก็ดังขึ้นจากผืนทรายเบื้องล่าง!
*ครืนนน—!*
พื้นทรายใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองยุบตัวลงอย่างฉับพลัน กลายเป็นหลุมพรางขนาดยักษ์ที่ไร้ก้นบึ้ง เงาร่างมหึมาสีดำสนิทนับพันพุ่งทะยานขึ้นมาจากความมืด พร้อมกับเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน พยัคฆ์ทมิฬปรากฏกายขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม มันกรงเล็บตะปบเข้าใส่ร่างของมู่หรงเสวี่ยที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคและจิตวิญญาณแห่งมรรคาเซียนไปกับตัวละครของผมครับ
กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 9
ทะเลทรายมรณะและภาพหลอน
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!