กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 5

กลิ่นไอสังหารที่ไล่ล่า

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
ความเงียบงันภายในถ้ำศิลาโบราณมิได้แปลว่าปลอดภัย ตรงกันข้าม... มันคือความกดดันก่อนที่พายุโลหิตจะโหมกระหน่ำต่างหาก กลิ่นอายคาวเลือดและไอทมิฬที่แผ่ซ่านเข้ามาทางปากถ้ำ ทำให้ข้า... เยี่ยเฟิง รับรู้ได้ทันทีว่าพวกมันมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ปราณมารอันชั่วร้ายที่กดทับลงมาจากยอดเขาเบื้องบน กำลังบีบอัดชั้นบรรยากาศจนเกิดเสียงคำรามต่ำในลำคอของมิติ นี่ไม่ใช่กลุ่มมือสังหารทั่วไปที่พยัคฆ์ทมิฬเลี้ยงไว้ใช้งาน หากแต่เป็นกองกำลังอสูรโลหิตที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อการล่าสังหารโดยเฉพาะ "นายท่าน... ดูเหมือนแขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาเคาะประตูบ้านเราเสียแล้วกระมังขอรับ?" เสียงเล็กแหลมแต่เต็มไปด้วยความกวนประสาทดังขึ้นจากหัวไหล่ขวา จิ้งจอกอัคคีจอมกวนสลัดขนสีเพลิงของมันสะบัดไปมา ดวงตาสองสีทอประกายเจ้าเล่ห์ขณะจ้องมองไปยังเงาดำนับสิบที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องนอก มันเหยียดปากหาวหวอดหนึ่งทีราวกับสถานการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องน่าเบื่อหน่ายในยามบ่าย ข้าไม่ได้ตอบคำถามของเจ้าสี่ขา มือขวายังคงกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์แน่น ปราณกระบี่ภายในร่างหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นพร้อมทะลวงออกทุกเมื่อ สายตาคมกริบกวาดมองไปยังร่างบอบบางที่นั่งหลับตาโคจรลมปราณอยู่กลางค่ายกลศิลา มู่หรงเสวี่ย... เทพธิดาแห่งตำหนักเหมันต์ ในยามนี้ทั่วร่างของนางถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งบางใส เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากเนียนละเอียด บ่งบอกว่าอาการบาดเจ็บภายในจากการฝืนใช้พลังเซียนขั้นสูงสุดเมื่อคราวก่อนยังคงหลงเหลืออยู่ และนาฬิกาทรายแห่งความเป็นตายกำลังนับถอยหลัง "เจ้าปกป้องค่ายกล... ข้าจะออกไปต้อนรับพวกมันเอง" ข้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าดุดันและเด็ดเดี่ยว "ฮ่าๆๆ ระวังตัวด้วยล่ะนายท่าน ข้าไม่อยากเปลี่ยนเจ้านายบ่อยเสียด้วยสิ!" เจ้าจิ้งจอกอัคคีหัวเราะคิกคัก แต่มันก็ยอมกระโดดไปยืนขนาบข้างร่างของมู่หรงเสวี่ย พร้อมกับแผ่เปลวเพลิงสีชาดปกป้องรอบค่ายกลทันที ข้าก้าวเท้าเดินออกจากปากถ้ำช้าๆ ทุกย่างก้าวที่สัมผัสพื้นศิลาปรากฏรอยร้าวลึกราายใยแมงมุม พลังปราณสังหารแผ่พุ่งออกจากร่างราวกับพายุหมุน บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บปนไอสังหารที่สะท้านสะเทือนถึงจิตวิญญาณ เบื้องหน้าคือลานกว้างท่ามกลางป่าทึบอับชื้น เงาร่างนับสิบในชุดเกราะสีดำทมิฬยืนตระหง่านอยู่บนยอดไม้ ดวงตาสองข้างของพวกมันเปล่งประกายสีแดงฉานดั่งสัตว์ป่ากระหายเลือด ผู้นำกลุ่มเป็นชายหนุ่มร่างกำยำ สวมหน้ากากรูปพยัคฆ์แยกเขี้ยว ในมือถือหอกยาวสลักอักขระมารสีดำสนิท ซึ่งแผ่ไอทมิฬพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย "เยี่ยเฟิง..." เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะดังลอดออกมาจากหน้ากากพยัคฆ์ "นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าหาญถึงเพียงนี้ กล้าแย่งชิงเป้าหมายของท่านพยัคฆ์ทมิฬ เจ้าคิดว่ากระบี่ในมือของเจ้าจะปกป้องสตรีพิการคนนั้นได้ไปตลอดรอดฝั่งงั้นหรือ?" ข้ายกมุมปากขึ้นยิ้มเย็นเยียบ นัยน์ตาดุจเหยี่ยวจ้องมองมันราวกับมองซากศพเดินได้ "กระบี่ในมือข้า... ไม่เพียงแต่ปกป้องคนได้ แต่มันยังเพียงพอที่จะส่งพวกเดรัจฉานอย่างพวกเจ้าลงไปยมโลกได้ในดาบเดียว" "ปากกล้าดีนัก!" ผู้นำกลุ่มสมุนพยัคฆ์ทมิฬคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว "ฆ่ามัน! เอาหัวของเยี่ยเฟิงและตัวนังมารน้ำแข็งนั่นกลับไปถวายท่านพยัคฆ์!" สิ้นคำสั่ง เงาร่างทั้งสิบก็พุ่งทะยานลงมาจากยอดไม้ราวกับห่าฝน ไอทมิฬและจิตสังหารพุ่งเข้าประดังประเดเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นดินรอบตัวยุบตัวลงทันที ข้ามิได้หลบหนีหรือถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว หัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกับเสียงชีพจรของกระบี่ในฝัก ปราณเซียนและปราณมารภายในร่างผสานกลมกลืนกันจนเกิดเป็นรัศมีสีทองหม่นห่อหุ้มทั่วร่าง *เปรี้ยง!* ร่างแรกที่พุ่งเข้ามาใช้กระบี่ฟันลงมาหมายผ่าร่างข้าเป็นสองทีก่อน ข้าเพียงแค่เอี้ยวตัวหลบเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดมือขวาออกไปเบาๆ ฝ่ามือที่อาบไล้ด้วยปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แทงทะลวงผ่านเกราะทมิฬและหน้าอกของมันในพริบตาเดียว เลือดสีดำทะลักออกมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน ร่างนั้นร่วงลงไปกองกับพื้นและสิ้นใจตายทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความตายมาเยือนอย่างไร "วิชากระบี่อันใดกัน?!" สมุนที่เหลือชะงักฝีเท้าด้วยความตื่นตระหนก พวกมันไม่เคยพบเห็นกระบี่ที่ไม่มีรูปร่างแต่กลับคมกริบและรวดเร็วปานสายฟ้าแลบเช่นนี้มาก่อน "วิถีกระบี่ที่พวกเจ้าไม่มีวันเข้าใจ" ข้ากล่าวเสียงต่ำ ดวงตาสาดประกายอำมหิต "หากพวกเจ้ายังมีรักตัวกลัวตาย ก็จงไสหัวกลับไปบอกนายของพวกเจ้าเสีย ว่าถ้ายังไม่อยากให้สำนักพยัคฆ์ทมิฬราบเป็นหน้ากลอง จงอย่าได้ส่งสุนัขรับใช้มาเห่าหอนแถวนี้อีก" "อวดดีนัก! รับมือกระบวนท่านี้ซะ!" ผู้นำกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูง หอกยาวในมือสะบัดออกเป็นร้อยๆ สาย เกิดเป็นพายุหอกสีดำสนิทพุ่งตรงเข้าหมายปลิดชีพข้าในกระบวนท่าเดียว ข้ายืนนิ่งราวกับภูผา ปล่อยให้พายุหอกพุ่งเข้ามาใกล้จนเหลือระยะเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจ ในวินาทีที่ปลายหอกกำลังจะแทงทะลุหัวใจ รอยยิ้มเย้ยหยันก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของข้า นิ้วมือขวาดีดลงบนด้ามกระบี่เบาๆ *กริ๊ง...* เสียงคมกระบี่กระทบฝักดังกังวานใสราศีกังสดาลสะท้อนก้องไปทั่วผืนป่า และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ฝักกระบี่ก็ถูกชักออกเพียงครึ่งนิ้ว! แสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์เจิดจ้าปานดวงอาทิตย์แผดเผาพุ่งทะยานออกจากฝัก ผ่าผ่ากลางพายุหอกสีดำออกเป็นสองเสี่ยงอย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้ แรงสะท้อนมหาศาลซัดร่างของผู้นำกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬกระเด็นถอยหลังไปนับสิบก้าว กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "นะ... นี่มันพลังวิญญาณกระบี่ระดับใดกัน..." มันพยายามพยุงร่างลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก ขณะมองหน้าข้าด้วยความตื่นตะลึง ข้าค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาทีละก้าว ปราณกระบี่กดทับจนมันไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ ทว่าในจังหวะที่ข้ากำลังจะสะบัดกระบี่ปลิดชีพอีฝ่ายเพื่อจบเรื่องราวทั้งหมดนี้ ทันใดนั้น... ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งก็มืดครึ้มลงในพริบตา ลมพายุหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง และเสียงคำรามต่ำอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากมิติเบื้องบน *เปรี้ยง! ครืนนน...!* สายฟ้าสีเลือดเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงหน้าข้าและมัน ขวางกั้นระหว่างเราทั้งสอง พร้อมกับร่างเงาดำมหึมาที่ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติ ท่ามกลางกลิ่นอายกดดันระดับเซียนบรรพกาลที่ทำให้ลมหายใจของข้าสะดุดกึกในทันที ---------------------------------------- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันคมกระบี่และไอสังหารไปกับข้าในทุกๆ บทตอนนะครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%