กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 4

พันธสัญญาที่ไม่ได้เอ่ยปาก

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
ความตาย... มักมาเยือนในยามที่มนุษย์คาดไม่ถึงที่สุดเสมอครับ เยี่ยเฟิงก้มมองตาม และในวินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของเขาก็ขาดห้วงลงทันที! เบื้องล่างใต้ฝ่าเท้าของเขามิใช่พื้นดินหินผาตามที่สายตาหยาบโลภทั่วไปมองเห็น แต่มันคือโครงข่ายอักขระโลหิตสีชาดนับหมื่นที่ถักทอเข้าหากันจนกลายเป็น "ค่ายกลกลืนวิญญาณเก้าอัสดง" ค่ายกลโบราณที่สาบสูญไปนานนับสามพันปี กลืนกินแม้กระทั่งแสงสว่างและสติสัมปชัญญะของผู้ที่ย่างกรายเข้าไป กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านเสียดแทงกระดูกดำ ยามที่ปลายรองเท้าผ้าดิบของเขาแตะล้ำเส้นเขตอาคมเพียงครึ่งนิ้ว เม็ดเหงื่อกาฬก็ผุดพรายขึ้นเต็มแผ่นหลังกว้าง ชุดคลุมสีดำสนิทของเขาสั่นสะท้อนตามแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับภูเขาคุนหลุนทั้งลูกกำลังพยายามบดขยี้ร่างของเขให้แหลกสลายเป็นผุยผง "เจ้าทึ่มเยี่ย! หยุดคิดเรื่องไม่เข้าเรื่องแล้วถอยหลังสามก้าวเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่อยากให้ขนจิ้งจอกอันสง่างามของข้าต้องไหม้เกรียมไปกับสมองโง่ๆ ของเจ้า!" เสียงแหลมเล็กแต่วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดดังขึ้นจากข้างเอว เจ้าจิ้งจอกอัคคีจอมกวนที่ขดตัวอยู่ใต้ร่มเงากระบี่สะบัดหางพรวดพราง ดวงตาสีเพลิงกลมโตของมันฉายแววตื่นตระหนกอย่างหาได้ยากยิ่ง มันอุตส่าห์ยอมใช้หางวิเศษปัดป้องอัคคีผันแปรมาตลอดทาง แต่ค่ายกลเบื้องหน้านี้หาใช่พลังธรรมชาติธรรมดา หากแต่เป็นกับดักจิตวิญญาณที่สลักเสลาขึ้นด้วยชีวิตของยอดฝีมือยุคบรรพกาล เยี่ยเฟิงมิได้ถอย เขากลับแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างดุดัน นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาอินทรีหรี่แคบลง มุมปากหยักลึกยกยิ้มเย้ยหยันโชคชะตา "ถอยหรือ? จิ้งจอกน้อย เจ้าก็รู้ว่าพจนานุกรมของข้าไม่เคยมีคำนี้... ในเมื่อฟ้าดินส่งกับดักนี้มาต้อนรับข้า มีหรือที่ข้า ‘เยี่ยเฟิง’ จะปฏิเสธไมตรีอันเยือกเย็นนี้" น้ำเสียงของเขาทรงพลังและราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่หล่อหลอมผ่านกองเลือดและซากศพมานับไม่ถ้วน มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ข้างกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ปราณกระบี่สีครามเข้มเริ่มแผ่ซ่ายวนเวียนรอบฝ่ามือราวกับมังกรคลั่งที่รอเวลาทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ทว่า ก่อนที่เขาจะได้ก้าวเท้าทะลวงค่ายกลโลหิตนั้น แผ่นดินเบื้องหน้าก็พลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น! *เปรี้ยง!* เสาแสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงนรกอเวจีแหวกความมืดมิดของหุบเขาอาถรรพ์ให้กระจ่างแจ้งในพริบตา มู่หรงเสวี่ย ที่ยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหยกน้ำแข็งมาตลอดทาง ขยับตัวแล้ว ร่างเพรียวระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนสวรรค์ผู้ไร้กิเลส ลอยตัวขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง ปลายเท้าแตะเบาๆ บนยอดศิลาอาถรรพ์ที่กำลังจะถล่มลงมา นางมิได้หันกลับมามองเขาแม้แต่น้อย ทว่าแผ่นหลังบอบบางที่ตั้งตรงดุจคันศรนั้นกลับแผ่ไอเย็นเยือกแข็งที่สามารถแช่แข็งวิญญาณของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมวิญญาณให้แตกสลายได้ในลมหายใจเดียว "อย่าขยับ..." เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วแต่เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีเอ่ยลอดริมฝีปากบางเฉียบของนาง เป็นน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความลังเล ทว่ากลับแฝงความห่วงใยอันล้ำลึกที่นางพยายามปิดบังไว้อย่างแนบเนียนที่สุด เยี่ยเฟิงชะงักฝีปากที่กำลังจะเอ่ยคำกวนประสาทกลับลงไป เขามองแผ่นหลังที่โดดเดี่ยวแต่มั่นคงของนาง หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ประหนึ่งมีกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านผ่านธารน้ำแข็งในอก หญิงสาวผู้เย็นชาจนไร้หัวใจผู้นี้... กำลังเอาชีวิตของตนเองเข้าแลกเพื่อเปิดทางรอดให้เขาผ่านด่านค่ายกลมรณะเบื้องหน้า! "มู่หรงเสวี่ย เจ้ากำลังทำบ้าอะไร?" เยี่ยเฟิงคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล ปราณกระบี่ในมือระเบิดออกจนเสื้อผ้าปลิวสะบัด "นี่คือค่ายกลกลืนวิญญาณเก้าอัสดง ต่อให้เจ้าสำเร็จวิชาเหมันต์นิรันดร์ขั้นสมบูรณ์ ก็ไม่อาจต้านทานพลังย้อนกลับของมันได้ลำพัง!" "หุบปาก..." มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่านัยน์ตาคู่สวยที่เคยเย็นชาไร้ระลอกคลื่น กลับฉายประกายไหววูบชั่วขณะ นางสะบัดมือเรียวดุจหยกสลักเบาๆ กระบี่น้ำแข็งบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ อักษรเซียนโบราณนับพันตัวเปล่งแสงเรืองรองล้อมรอบร่างของนางราวกับดวงดาวนับล้านบนทางช้างเผือก "ข้าฝึกวิชาเซียนเพื่อตัดขาดทางโลก... แต่วันนี้ ข้ามิได้สู้เพื่อฟ้าดิน" นางพึมพำเบาๆ ท่ามกลางเสียงคำรามของค่ายกลที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอสูรโลหิตนับร้อย "ข้าสู้... เพื่อปกป้องคนโง่เง่าที่เอาแต่ใจตัวเองคนหนึ่งต่างหาก" คำพูดนั้นเบาบางราtoสายหมอกยามเช้า แต่กลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของเยี่ยเฟิงราวกับอสุนีบาตฟาดลงกลางใจ จอมกระบี่ผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดินถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ เคมีอันตรายระหว่างเขากับนางเซียนผู้สูงส่งระเบิดออกเป็นประกายไฟแห่งความผูกพันที่เหนצוกว่าชีวิตและความตาย ในวินาทีนี้ ช่องว่างระหว่างวิถีมารและวิถีเซียนถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ยปากบรรยายได้ *โฮกกกกกกกก!* เสียงคำรามสะท้านภพดังขึ้นจากใจกลางค่ายกล อสูรโลหิตตนมหึมาที่มีศีรษะเป็นพยัคฆ์และลำตัวเป็นมังกรผุดขึ้นมาจากพื้นดิน อ้าปากกว้างเตรียมกลืนกินร่างของมู่หรงเสวี่ยที่ยืนขวางทางอยู่เพียงลำพัง! "เจ้ากล้าดีนักนะ!" เยี่ยเฟิงคำรามลั่นด้วยโทสะอันไร้ขีดจำกัด ดวงตาของเขากลายเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเมฆหมอกสีดำแตกกระเจิง ในเมื่อนางยอมแลกชีวิตเพื่อเปิดทางให้ เขาก็จะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ ผ่าพิภพสวรรค์ คว่ำนรกภูมิ เพื่อปกป้องนางกลับออกไปให้จงได้! เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เหยียบลงบนเขตแดนต้องห้ามของค่ายกลโลหิตโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างกายถูกพลังงานมหาศาลกัดกินจนผิวหนังปริแตกเป็นรอยแผลสดสีแดงฉาน แต่ทว่า... รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของเขากลับยิ่งเด่นชัดและดุดันยิ่งกว่าเดิม "เสวี่ยเอ๋อร์..." เยี่ยเฟิงตะโกนก้องท่ามกลางเสียงคำรามของอสูรโลหิต "วันนี้ ต่อให้เทพเซียนเบื้องบนลงมาขวาง หรือแม้แต่ยมบาลมารับตัว เจ้ากับข้า... ก็ไม่มีวันตายที่นี่เด็ดขาด!" เขายกกระบี่ขึ้นสูงเหนือศีรษะ เตรียมปลดปล่อยกระบวนท่ากระบี่ที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิตการบำเพ็ญเพียร ทว่า... ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะฟาดฟันลงเพื่อทะลวงใจกลางค่ายกลนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่ก็พลันยุบตัวลงอย่างฉับพลัน! หลุมอับอากาศสีดำสนิทปรากฏขึ้นเบื้องล่างอย่างไร้สุ้มเสียง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติที่ลึกที่สุด... *"ฮ่าๆๆ... สมน้ำหน้า เยี่ยเฟิง... เจ้าคิดว่านี่คือค่ายกลกลืนวิญญาณงั้นหรือ? ผิดแล้ว... ที่นี่คือสุสานบรรพกาลที่ข้า ‘พยัคฆ์ทมิฬ’ ขุดรอต้อนรับพวกเจ้ามาสามร้อยปีต่างหาก!"* ร่างของพยัคฆ์ทมิฬ ศัตรูคู่อาฆาตที่ควรจะถูกกำจัดไปแล้ว กลับก้าวออกมาจากเงาความมืด พร้อมกับกรงเล็บมหึมาที่พุ่งเข้าคว้าคอของมู่หรงเสวี่ยจากด้านหลังในพริบตา! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าด่านอันตรายเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ "ลั่วอสูรหมื่นภูผา"
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%