ความมืดมิดที่แผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้าไม่ได้เกิดจากราตรีกาล หากแต่เกิดจากมวลมหาปราณมารที่ควบแน่นจนกลายเป็นก้อนเมฆสีนิลทมิฬ บรรยากาศรอบกายในรัศมีร้อยลี้ถูกกดทับด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาล ราวกับฟ้าดินกำลังจะล่มสลายลงมาต่อหน้าต่อตา
ใต้เงาทมิฬนั้น ร่างของบุรุษชุดดำลึกลับยังคงลอยตัวนิ่งสนิท เส้นผมสีขาวโพลนปลิวไสวตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน และเมื่อสายลมนั้นพัดเปิดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง เยี่ยเฟิงพลันรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจกระโหลกศีรษะ
ดวงตาคมกริบของจอมกระบี่ไร้ลักษณ์หรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว ปราณกระบี่ในตันเถียนสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่
*ใบหน้านั้น... ใบหน้าที่เขาจดจำฝังใจมาตลอดร้อยปี ใบหน้าที่ควรจะสลายกลายเป็นธุลีดินไปนานแล้วเหตุใดจึงมาปรากฏ ณ ที่แห่งนี้?*
"เยี่ยเฟิง..." น้ำเสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรกดังก้องขึ้นในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงพูดธรรมดา แต่เป็นคลื่นปราณมารที่จงใจสั่นคลอนจิตวิญญาณของผู้ฟัง "เจ้าคิดว่าหนีพ้นจากเงาอดีตแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ได้จริงๆ งั้นหรือ?"
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นเลือด มู่หรงเสวี่ยที่ยืนอยู่เคียงข้างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติทางจิตวิญญาณของสหายร่วมทาง นางหันไปมองเยี่ยเฟิงแวบหนึ่ง เห็นสันกรามของบุรุษผู้ทะนงตนขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ทั้งที่รอบกายพวกเขามีไอน้ำแข็งจากเคล็ดวิชาเซียนนิรันดร์ปกป้องอยู่แท้ๆ
"ศิษย์พี่เยี่ย..." น้ำเสียงของเทพธิดาตำหนักเหมันต์ราบเรียบเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน "อย่าปล่อยให้มารในใจครอบงำ บุรุษผู้นั้นไม่ใช่สหายเก่าของท่านในอดีต แต่อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากค่ายกลมาร"
"ไม่ใช่ภาพลวงตา..." เยี่ยเฟิงเค้นเสียงลอดไรฟัน แววตาที่เคยเย่อหยิ่งและดุดันบัดนี้เจือปนไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งความแค้น ความเจ็บปวด และความทรงจำสีเลือดที่ไม่อาจลบเลือน "ข้าจำกระบี่เล่มนั้นได้... และข้าก็จำกลิ่นอายความตายของมันได้แม่นยำยิ่งกว่าลมหายใจของตนเอง!"
ท่ามกลางสถานการณ์อันหน้าสิ่วหน้าขวานที่แรงกดดันจากฟ้าดินกำลังบีบรัดหัวใจของทุกคน เสียงหนึ่งก็ทำลายความตึงเครียดลงอย่างไม่รู้จักกาลเทศะ
"โฮ่ง! เจ้ามนุษย์หน้าโง่ชุดดำนั่น แต่งตัวประหนึ่งสุนัขจรจัดตกถังโคลน คิดว่าเอาผ้าคลุมหน้าแล้วจะดูน่าเกรงขามขึ้นมาสามส่วนงั้นเรอะ? รสนิยมต่ำต้อยเช่นนี้ ต่อให้ฝึกวิชาจนบรรลุเป็นเซียนกระบี่ขั้นเก้า ก็ยังคงเป็นแค่เศษสวะที่เดินได้อยู่ดีนั่นแหละ!"
จิ้งจอกอัคคีที่หมอบอยู่บนก้อนหินใหญ่กระดิกหางไปมา มันหาวหวอดหนึ่งทีด้วยท่าทางเกียจคร้าน ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเอייהคieกมองบุรุษชุดดำกลางอากาศด้วยสายตาดดูถูกเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด
มู่หรงเสวี่ยถึงกับคิ้วขมวดมุ่น นางเหลือบมองเจ้าสุนัขจิ้งจอกปากเสียตัวนี้ด้วยแววตาตำหนิ ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย เจ้าอตัวนี้กลับยังมีอารมณ์มาวิจารณ์แฟชั่นของมารฟ้าผู้ยิ่งใหญ่
"เจ้าอสูรชั้นต่ำ..." บุรุษชุดดำกลางอากาศก้มลงมองจิ้งจอกอัคคี แววตาสีแดงฉานฉายแววดุร้ายอำมหิต ปราณมารรอบตัวพุ่งทะยานขึ้นเป็นรูปหัวกะโหลกขนาดยักษ์อ้าปากกว้างเตรียมกลืนกินสรรพสิ่ง "เจ้ากล้าดียังไงมาเหยุกหยันเทพมารเช่นข้า วันนี้ข้าจะถลกหนังเจ้ามาทำเป็นพรมเช็ดเท้า!"
"ฮ่าๆๆๆ เทพมารงั้นรึ? พูดยังกับกินขี้เข้าไปแล้วลืมแปรงฟัน!" จิ้งจอกอัคคีหัวเราะลั่น มันกระโดดโลดเต้นไปมาบนโ더นหิน ราวกับกำลังยั่วโมโหอีกฝ่ายอย่างจงใจ "ข้าคือกิเลนอัคคีบรรพกาลผู้ยิ่งใหญ่นะเว้ยเฮ้ย! มาเรียกข้าว่าอสูรชั้นต่ำ เจ้าตาบอดหรือว่าเอาขี้เถ้าอุดหูไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อนกันแน่? ถ้าแน่จริงก็ลงมาตบกับข้าสิไอ้หัวหงอกหน้าตาย!"
มู่หรงเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก นางขยับตัวเล็กน้อย ไอเย็นสีขาวรอบกายแผ่ขยายออกเพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตี แต่นางไม่คาดคิดเลยว่า... เจ้าจิ้งจอกอัคคีตัวแสบจะหันมาเล่นงานนางต่อด้วยความรวดเร็ว
มันหันขวับมาทางเทพธิดาแห่งตำหนักเหมันต์ เอียงคอทำหน้าตาใสซื่อไร้เดียงสา (ที่ชวนให้คนหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก) แล้วส่งกระแสจิตที่แผ่ขยายออกไปรอบบริเวณจนทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า—รวมถึงบุรุษชุดดำกลางอากาศด้วย
*แม่นางมู่... ดูท่าทางท่านกับเยี่ยเฟิงช่วงนี้จะสนิทสนมกันเกินกว่าคำว่าสหายร่วมทางไปไกลโขแล้วนะกระมัง? ข้าเห็นตอนที่พวกท่านติดอยู่ในถ้ำน้ำแข็งเมื่อคืน... อูย! หน้าตาของท่านตอนนั้นแดงก่ำยิ่งกว่าลูกตำลึงสุกเสียอีก หรือว่าท่านกำลังคิดจะฝากฝังชีวิตไว้กับเจ้าจอมกระบี่ปากหมานี่จริงๆ? ถ้าใช่ ข้าจะได้ไปเตรียมจัดงานแต่ง เลี้ยงสุรามงคลสามวันสามคืนให้พวกท่านเสียเลยดีไหม?*
ฉับพลัน! อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลดลงจนน้ำแข็งเกาะตามใบไม้ในพริบตา
ใบหน้าที่งดงามราวกับแกะสลักจากหยกสลักของมู่หรงเสวี่ยแดงก่ำขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะความเขินอายธรรมดา แต่เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวระคนความกระอักกระอ่วนที่พุ่งปรีด์ขึ้นถึงขีดสุด ดวงตาน้ำแข็งพันปีคู่นั้นจ้องเขม็งไปที่จิ้งจอกอัคคีราวกับจะแช่แข็งมันให้กลายเป็นรูปปั้นชั่วนิรันดร์
"เจ้า... เดรัจฉานปากพล่อย เจ้าอยากตายนักใช่ไหม?" น้ำเสียงของมู่หรงเสวี่ยเยือกเย็นจนบาดลึกถึงกระดูก นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ กระบี่น้ำแข็งเล่มงามปรากฏขึ้นในมือ รังสีฆ่าฟันพุ่งทะยานใส่เจ้าจิ้งจอกอัคคีทันทีโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีกต่อไป
"อุ๊ยๆๆ แม่นางมู่ใจเย็นก่อน! ข้าแค่พูดความจริงจากใจจริงในฐานะสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์นะ!" จิ้งจอกอัคคีร้องลั่น มันมุดหัวหลบคมกระบี่น้ำแข็งที่เฉียดหูมันไปเพียงมิลลิเมตรเดียวอย่างหวุดหวิด ก่อนจะกระโดดไปหลบอยู่ด้านหลังของเยี่ยเฟิง แล้วโผล่หัวออกมาทำหน้าลอยชายใส่เทพธิดาน้ำแข็งต่อ
เยี่ยเฟิงที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความโกรธของสตรีผู้เลอโฉมกับศัตรูจากอดีต ถึงกับมุมกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ความตึงเครียดอันหนักอึ้งเมื่อครู่ถูกความกวนประสาทของเจ้าสัตว์อสูรบรรพกาลบรรเทาลงไปครึ่งหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
ทว่า... บรรยากาศแห่งความขบขันและกระอักกระอ่วนนี้ดำรงอยู่ได้เพียงชั่วลมหายใจเดียวเท่านั้น!
เมื่อบุรุษชุดดำกลางอากาศเห็นท่าทางหยอกล้อของทั้งสามคน เขาก็แค่นเสียงคำรามด้วยความโมโหที่ถูกมองข้ามหัว ปราณมารสีนิลระเบิดออกรอบตัวจนแผ่นดินสั่นสะเทือน เลือดสีดำทะตาก็ไหลรินออกจากดวงตาทั้งสองข้างของมัน ก่อนที่มันจะประสานอินทร์มืออย่างรวดเร็ว
"ในเมื่อพวกเจ้าอยากตายนัก ข้าจะส่งพวกเจ้าลงนรกไปพร้อมกันทั้งหมด!"
ท้องฟ้าเหนือศีรษะพลันฉีกขาดออกเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ เผยให้เห็นดวงตาสีเลือดขนาดยักษ์ที่กำลังจ้องมองลงมาจากห้วงมิติอันว่างเปล่า และสิ่งสำคัญที่สุด... กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากรอยแยกนั้น ไม่ใช่พลังของมนุษย์ หรือแม้แต่พลังของมาร... แต่มันคือพลังที่เยี่ยเฟิงจำได้ดีว่าเป็นของ 'มัน' ผู้ที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมทั้งหมดในอดีต!
เยี่ยเฟิงหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ข้างเอวอย่างมั่น
"เจ้าสารเลว..." เยี่ยเฟิงพึมพำเบาๆ แต่ทุกคำทรงพลังราวมหาอัสนีบาต "ในเมื่อแกกล้าโผล่หัวออกมาจากหลุมศพ... วันนี้แหละ คือวันที่ข้าจะใช้กระบี่นี้ ส่งวิญญาณแกกลับลงไปนอนเน่าในขุมนรกให้สมใจอยาก!"
ทว่า ในวินาทีที่เยี่ยเฟิงกำลังจะชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อพุ่งทะยานขึ้นไปเผชิญหน้า มู่หรงเสวี่ยกลับเอื้อมมือเรียวมาแตะที่แขนของเขาเบาๆ
สัมผัสที่เย็นเยียบแต่สั่นเทานิดๆ ทำให้อารมณ์ของเยี่ยเฟิงชะงักไปชั่วขณะ เขาหันไปมองนาง และสิ่งลึกลับที่ทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะก็คือ... รอยเลือดที่มุมปากของมู่หรงเสวี่ย ซึ่งไหลรินลงมาสัมผัสกับผิวแก้วใส ท่ามกลางม่านพลังมารที่กำลังกลืนกินทุกสิ่งรอบกาย นางกระซิบเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความเงียบงัน
"เยี่ยเฟิง... อย่าเพิ่งขยับ... ดูที่เท้าของบุรุษชุดดำนั่นสิ..."
เยี่ยเฟิงก้มมองตาม และในวินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของเขาก็ขาดห้วงลงทันที!
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่ากระบี่และสายหมอกเหมันต์มาด้วยกันครับ — ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 3
อสูรบรรพกาลผู้ปากเสีย
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!