กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 2

ดวงตาน้ำแข็งกลางเปลวเพลิง

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โลหิตร้อนระอุสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนอาภรณ์สีคราม กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับไอเย็นยะเยือกของยอดเขาเมฆาคล้อย ท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องราวฟ้าถล่มของพยัคศฆ์ทมิฬอสูรชั่วร้ายที่กำลังแผดเผาสำนักกระบี่นภาให้กลายเป็นจุล ปราณมารสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับโลกกำลังจะแตกดับลงในชั่วพริบตา "เจ้าสำนัก! ระวัง!" เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกของผู้อาวุโสสำนักดังขึ้น ทว่าสายเกินกว่าจะเอื้อมมือช่วย ปราณกรงเล็บอสูรพยัคฆ์ทมิฬพุ่งทะยานแหวกอากาศเข้ามาหมายปลิดชีพผู้ดูแลสำนักเบื้องหน้า ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งกลับพุ่งแหวกความมืดมิดออกมาดั่งสายอสนีบาต *เคร้ง!* ประกายไฟสีทองสว่างวาบขึ้นตัดผ่านความมืด เยี่ยเฟิงยืนหยัดตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ร่างกายแผ่ซ่านด้วยจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์อันดุดัน กระบี่ในมือสั่นระริกส่งเสียงร้องคำรามราวกับกระหายเลือด ปากรูปกระจับของจอมยุทธ์หนุ่มยกยิ้มหยัน นัยน์ตาดุดั่งพญาอินทรีจ้องมองอสูรตรงหน้าด้วยความเหยียดหยาม "เดรัจฉานเดรัจฉานตัวหนึ่ง... ยังกล้าอาจหาญเหยียบย่างเข้ามาในเขตแดนของข้า งั้นหรือ?" เยี่ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง กลิ่นอายความทะนงตนแผ่ซ่ายกดดันเหล่าอสูรเบื้องล่างจนต้องถอยร่น ทันใดนั้น บนไหล่ของเยี่ยเฟิงก็ปรากฏเงาร่างสีแดงเพลิงขนฟูฟ่อง จิ้งจอกอัคคีจอมกวนส่ายหางไปมา ดวงตากลมโตสีเพลิงกวาดมองเหล่าอสูรด้วยท่าทางเย้ยหยัน มันพ่นลมหายใจออกมาเป็นประกายไฟเล็กๆ ก่อนจะส่งเสียงร้องกวนประสาท "ฮ่าๆๆ! เจ้าพยัคฆ์โง่เง่า ตัวใหญ่เสียเปล่าแต่สมองเท่าเมล็ดถั่วลิสง คิดจะมากินคนสำนักนี้ รังแต่จะเอาหนังหัวมาทำพรมเช็ดเท้าให้เจ้านายข้าเสียมากกว่ามั้ง!" พยัคฆ์ทมิฬแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวจนยอดเขาสั่นสะเทือน มันอ้าปากพ่นบอลปราณมารสีดำสนิทขนาดมหึมาพุ่งตรงเข้าใส่เยี่ยเฟิงอย่างไร้ความปรานี พลังทำลายล้างนี้รุนแรงพอจะผ่าภูเขาออกเป็นสองซีกในคราเดียว เยี่ยเฟิงมิได้หลบเลี่ยง เขากลับก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายปลดปล่อยปราณกระบี่ทะลักทะลายออกมาราวกับมหาสมุทรไร้ขอบเขต "วิชากระบี่สลายฟ้าดิน... กระบวนท่าแรก, ตัดดารา!" ทว่า ในจังหวะที่ประกายกระบี่กำลังจะปะทะกับบอลปราณมารนั้นเอง อุณหภูมิโดยรอบกลับลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมถึงไขกระดูกแผ่ขยายออกไปในรัศมีร้อยลี้ หยาดน้ำค้างกลางอากาศแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับล้านชิ้นในพริบตา ท้องนภามืดครึ้มลงทันตาเห็น ละอองหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาปกคลุมสมรภูมิรบราวกับสรวงสวรรค์และนรกกำลังบรรจบกัน *ฟึบ!* เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ดั่งเทพเซียนปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง นางก้าวเดินบนเกล็ดน้ำแข็งราวกับเดินอยู่บนพื้นราบ อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวตามแรงลม ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งถูกแกะสลักขึ้นจากน้ำแข็งพันปี ดวงตาคู่คมดั่งหยกคริสตัลทอประกายความเย็นชาที่สามารถแช่แข็งวิญญาณของมนุษย์ได้ทั้งเป็น นางคือ 'มู่หรงเสวี่ย' เทพธิดาแห่งตำหนักเหมันต์ผู้ปิดกั้นหัวใจตนเอง มู่หรงเสวี่ยกวาดสายตาเรียบนิ่งมายังพยัคฆ์ทมิฬ นางมิได้กล่าวสิ่งใด มือเรียวดั่งหยกยกขึ้นวาดกระบี่น้ำแข็งในมือเบาๆ "เคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์... หัตถ์สวรรค์แช่แข็งพิภพ!" สิ้นเสียงหวานกังวานดั่งระฆังแก้ว ปราณน้ำแข็งสีฟ้าครามแผ่พุ่งออกไปดึงดูดความเย็นทั้งหมดในรัศมีพันลี้เข้ามารวมกัน พยัคฆ์ทมิฬที่กำลังคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดกลับต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ร่างมหึมาของมันถูกความเย็นยะเยือกเกาะกุมตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงลำตัวในชั่วพริบตา ปราณมารที่เคยพลุ่งพล่านถูกแช่แข็งสนิทจนหยุดการเคลื่อนไหว กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งมหึมากลางสนามรบ เหล่าศัตรูที่เหลือต่างพากันหวาดผวา ถอยร่นกรูเกรียวด้วยความสั่นกลัว เยี่ยเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย มองหญิงสาวผู้มาใหม่ด้วยความรู้สึกประหลาดใจระคนชื่นชม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับสตรีผู้ใช้พลังปราณน้ำแข็งที่บริสุทธิ์และทรงพลังถึงเพียงนี้ แม้แต่วิถีกระบี่ของเขายังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวนาง จิ้งจอกอัคคีบนไหล่เยี่ยเฟิงกระพริบตาปริบๆ มันกระซิบข้างหูเจ้านายด้วยน้ำเสียงกวนประสาท "โอ้โฮ... นายท่าน แม่นางผู้นำน้ำแข็งผู้นี้ เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกเสียอีก ระวังนะขอรับ ถ้าระวังตัวไม่ดี ท่านอาจจะกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งคู่กับเจ้าพยัคฆ์ตัวนั้นก็ได้นะ ฮ่าๆๆ!" เยี่ยเฟิงปรายตามองเจ้าจิ้งจอกอัคคีตัวแสบด้วยหางตา ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้เทพธิดาแห่งตำหนักเหมันต์ช้าๆ กระบี่ในมือถูกเก็บเข้าฝัก เสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันของสมรภูมิ มู่หรงเสวี่ยปรายตามองเขาเช่นกัน ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความหวาดหวั่น มีเพียงความว่างเปล่าดั่งห้วงมหาสมุทรลึก นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เจือปน "ถอยไป... เจ้ากำลังเกะกะวิถีกระบี่ของข้า" คำพูดนั้นเรียบง่าย เย็นชา และแทงใจดำยิ่งนัก ทว่าเยี่ยเฟิงกลับไม่โกรธเคือง เขากลับยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาน้ำแข็งคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว "เกะกะงั้นหรือ? แม่นางมู่หรง... ข้าว่าเมื่อครู่ หากไม่มีกระบี่ของข้าเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าพยัคฆ์นั้น เกรงว่ากระบวนท่าแช่แข็งของเจ้าคงต้องใช้เวลามากกว่านี้อีกสามลมหายใจนะขอรับ" เยี่ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ทว่าแฝงความจริงจังไว้อย่างแนบเนียน มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย ความเย็นชาในแววตาวับวาวขึ้นชั่วพริบตา นางไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับนางด้วยท่าทีเช่นนี้มาก่อนในรอบร้อยปี บรรยากาศรอบตัวทั้งสองพลันเงียบสงัดลง ไอความร้อนจากวิชาอัคคีของเยี่ยเฟิงและไอเย็นจากวิชาเหมันต์ของมู่หรงเสวี่ยเข้าปะทะกันจนเกิดเป็นกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นล้อมรอบตัวคนทั้งคู่ เคมีแปลกประหลาดบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางสมรภูมิที่ยังคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายสงคราม ทว่า ในขณะที่สายตาของทั้งคู่กำลังประสานกันอย่างไร้คำพูด เสียงคำรามต่ำทุ้มดังขึ้นจากซากปรักหักพังเบื้องล่าง รูปปั้นน้ำแข็งของพยัคฆ์ทมิฬเริ่มมีรอยร้าวปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว! ดวงตาน้ำแข็งของมู่หรงเสวี่ยหรี่ลงเล็กน้อย นางเอ่ยเสียงเย็น "มันยังไม่ตาย..." เยี่ยเฟิงหัวเราะในลำคอเบื้องเบา นัยน์ตาดุดันลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ มือหนากระชับด้ามกระบี่แน่นขึ้นทันที กระบี่ไร้ลักษณ์พร้อมที่จะชักออกจากฝักอีกครั้งเพื่อเผชิญหน้ากับความตายเบื้องหน้า "เช่นนั้นก็ดี... ให้ข้าได้แสดงให้แม่นางเห็นว่า ระหว่างไฟนรกของข้า กับน้ำแข็งพันปีของเจ้า สิ่งใดจะแผดเผาหัวใจเดรัจฉานตัวนี้ได้เร็วกว่ากัน!" เยี่ยเฟิงกล่าวจบ ประกายแสงสีทองและสีฟ้าครามก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน ขนาบข้างด้วยเงาร่างของจิ้งจอกอัคคีที่แยกเขี้ยวคำรามเตรียมพร้อม ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง แผ่นดินเบื้องล่างกลับแยกออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับไอสีดำทมิฬสายหนึ่งที่พุ่งขึ้นเสียดฟ้า รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพยัคฆ์ทมิฬหลายร้อยเท่า เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา *“ฮ่าๆๆ... คิดว่ากำจัดลูกสมุนของข้าได้แล้ว พวกเจ้าจะรอดไปได้งั้นรึ เจ้ามนุษย์โง่เขลาทั้งสอง!”* ร่างของบุรุษชุดดำลึกลับปรากฏขึ้นกลางอากาศ ปราณมารรอบกายแผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิดดั่งวันสิ้นโลก และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... ใบหน้าใต้ผ้าคลุมของบุรุษผู้นั้น กลับเป็นใบหน้าที่เยี่ยเฟิงคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากอดีตที่ฝังกลบไว้ในความทรงจำ! ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปพร้อมกับข้า หวังว่าจะสนุกสนานตื่นเต้นกับบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%