แรงกดดันระดับเซียนบรรพกาลที่แผ่พุ่งออกมาจากรอยแยกมิตินั้น หนักหน่วงเสียจนอากาศรอบกายคล้ายกลายเป็นแผ่นเหล็กหนาทึบ บดขยี้ปอดของข้าให้ตีบตันลงทุกขณะ สายฟ้าสีเลือดเส้นมหึมายังคงพาดผ่านเบื้องหน้า ราวกับกรงขังแห่งทัณฑ์สวรรค์ที่แยกโลกออกเป็นสองฝั่ง ระหว่างข้า... กับนาง
มู่หรงเสวี่ยยังคงยืนนิ่งสงระงับ ทรวดทรงอรชรภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนประกายแสงเย็นเยียบ กลิ่นอายไอเย็นพันปีรอบตัวนางแผ่ขยายออกต้านทานแรงกดดันจากเงาดำเบื้องหน้า ทว่าใบหน้าของนางกลับซีดเผือดลงเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดุจสระน้ำแข็งไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับไหววูบคล้ายผืนน้ำยามถูกก้อนหินโยนลงไป
"ถอยไป... เยี่ยเฟิง" เสียงหวานใสที่มักเรียบเฉย บัดนี้เจือกระแสความร้อนรนอย่างหาได้ยากยิ่ง
ข้าแค่นجเสียงเย็นชาในลำคอ ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มหยันฟ้าดินเช่นเคย มือข้างที่ถือกระบี่ไร้ลักษณ์กำด้ามไม้เก่าคร่ำครึแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ข้าปรายตามองเงาดำมหึมาที่กำลังก้าวทะยานออกมาจากรอยแยกมิติ ก่อนจะหันกลับมาสบตาหญิงสาวผู้เป็นดั่งเซียนสวรรค์ผู้สูงส่ง
"ถอยหรือ? มู่หรงเสวี่ย เจ้าคิดว่าตัวข้า เยี่ยเฟิง เป็นคนประเภทที่จะยืนมองสตรีของตนต้องเผชิญหน้ากับหายนะลำพังงั้นหรือครับ?" ข้ากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความดื้อรั้นและทะนงองอาญ28อย่างถึงที่สุด
"เจ้าคนปากกล้า... นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นสนุก วิถีเซียนของข้าไร้ความรู้สึก ไร้ความผูกพัน เจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีแต่จะทำให้จิตใจของข้าสั่นคลอนและนำพาความตายมาสู่ตัวเจ้าเอง!" นางเอ่ยแย้ง น้ำเสียงสั่นระริกเล็กน้อยอย่างที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นมาก่อน
วิชาเซียนไร้ความรู้สึก... ช่างเป็นประโยคที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณยิ่งนัก
ข้าหัวเราะร่วนออกมาเสียงดัง ก้องกังวานกลบเสียงคำรามของสายฟ้าสีเลือดเบื้องหน้า แววตาของข้าทอประกายคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งได้รับการลับจนถึงขีดสุด
"วิชาเซียนหรือมารที่แท้จริงกันแน่เล่า?" ข้าสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวนางโดยไม่เกรงกลัวต่อไอเย็นที่แผ่ออกมาทำลายผิวเนื้อ "เจ้าฝึกฝนเคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์ ปิดกั้นหัวใจ ตัดขาดซึ่งโลหิตและหยาดน้ำตา เพื่อแลกมาซึ่งพลังที่ไร้ผู้ต่อต้านบนจุดสูงสุดของยุทธภพ แต่เจ้าลองถามใจตนเองดูสิ... หัวใจที่เต้นอยู่ใต้แผ่นอกข้างซ้ายของเจ้านั่นน่ะ มันยังมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ หรือมันกลายเป็นก้อนน้ำแข็งที่ตายด้านไปเสียแล้ว?"
มู่หรงเสวี่ยสะท้านเฮือก ร่างบางเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คำถามของข้าราวกับคมมีดที่กรีดแทะเข้าไปในผนึกหัวใจที่นางสร้างขึ้นมาตลอดหลายร้อยปี
"เจ้า... เจ้าใส่อารมณ์อันใดลงไปในคำพูดกัน..." นางพยายามรักษาสีหน้าให้กลับมาเย็นชาดังเดิม ทว่าริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นกลับทรยศความรู้สึกภายใน
"ข้าไม่ได้ใส่อารมณ์อันใด นอกจากความจริง" ข้ากล่าวเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของนาง "หากการเป็นเซียนหมายถึงการไร้ซึ่งความรัก ความแค้น ความห่วงหา และการยืนมองคนที่เรารักต้องเผชิญหน้ากับความตายโดยไม่รู้สึกรู้สา เช่นนั้นแล้ว... ข้าขอเป็นจอมมารผู้ชั่วช้าที่เหยียบย่ำสวรรค์ ดีกว่าเป็นเซียนผู้เย็นชาไร้หัวใจเช่นพวกมัน!"
*ตูมมมม!*
เสียงคำรามของพญาอสูรพยัคฆ์ทมิฬจากเงาดำเบื้องหน้าดังสนั่นหวั่นไหว มันก้าวเท้าออกมาเต็มร่าง ร่างกายมหึมาปกคลุมด้วยขนสีดำสนิท ดวงตาสองข้างแดงฉานดุจโลหิต อ้าปากพ่นไอพลังสีดำทมิฬที่สามารถกัดกร่อนทุกสรรพสิ่งพุ่งตรงเข้ามาหาเราทั้งสอง
มู่หรงเสวี่ยแววตาเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว นางสูดลมหายใจเข้าลึก, กระแสปราณเหมันต์สวรรค์ระเบิดออกจากร่างจนเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับล้านชิ้นลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ นางสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง กระบี่น้ำแข็งใสสะอาดปรากฏขึ้นในมือ
"เยี่ยเฟิง... หากวันนี้พวกเราต้องตายร่วมกัน เจ้า... ห้ามตายก่อนข้าเด็ดขาด"
น้ำเสียงของนางแม้จะยังคงเยือกเย็น แต่กลับแฝงความอบอุ่นที่หลอมละลายน้ำแข็งพันปีในใจของข้าจนหมดสิ้น ข้ายกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ มือซ้ายเอื้อมไปโอบกระชับเอวบางของนางเข้ามาแนบชิด ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของสตรีผู้สูงศักดิ์
"วางใจเถอะครับ... ต่อให้เป็นสวรรค์หรือนรก หากมันกล้าพรากเจ้าไปจากมือข้า ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้... ผ่าพวกมันออกเป็นสองซีกให้ดูเอง!"
สิ้นเสียงคำรามของข้า กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือขวาพลันสั่นระริก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์สีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานเสียดฟ้า หลอมรวมเข้ากับไอเย็นเหมันต์ของนางจนกลายเป็นกระแสพลังลูกผสมที่ทรงอานุภาพสะท้านสะเทือนผืนปฐพี ข้าและนางพุ่งทะยานออกไปพร้อมกันราวกับมังกรและหงส์ที่โผบินเข้าประจันหน้ากับเงาดำมหึมานั้นอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
ทว่า ในวินาทีที่กระบี่ของข้ากำลังจะปะทะเข้ากับกรงเล็บทมิฬของอสูรบรรพกาล...
เงาร่างที่สามก็ปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงตรงหน้าของพวกเรา... ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีทองปักลายอักขระโบราณ มือข้างหนึ่งยื่นออกมารับกระบี่ไร้ลักษณ์ของข้าไว้ได้ด้วยมือเปล่าอย่างง่ายดาย พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังขึ้นข้างหูข้า
"คิดไม่ถึงเลยว่า... ทายาทคนสุดท้ายของวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ จะเป็นเด็กหนุ่มอวดดีที่วิ่งมาตายเคียงข้างสตรีผู้น่าสงสาร... ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก"
ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังปราณในร่างถูกกดทับจนหยุดนิ่งทันทีที่บุคคลผู้นี้ปรากฏตัว... และเมื่อสายตาของข้ากวาดไปมองใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้เงาหมวกของมัน ความหนาวยะเยือกก็แล่นริ้วจากไขสันหลังขึ้นสู่สมองในทันที!
ติดตามตอนต่อไปในตอนที่ 7 ครับ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางของข้ามาโดยตลอดนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 6
วิชาเซียนหรือมารที่แท้จริง
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!