ความหนาวยะเยือกที่แล่นริ้วจากไขสันหลังขึ้นสู่สมองในวินาทีนั้น มิใช่ความเย็นชาจากสภาพแวดล้อมภายนอก หากแต่เป็นจิตสังหารอันเข้มข้นที่บีบอัดจนมิติเบื้องหน้าบิดเบี้ยว เงาร่างใต้หมวกสานไม้ไผ่ใบนั้นค่อยๆ เงยขึ้น เผยให้เห็นดวงตาคู่หนึ่งที่ไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิต ทว่ากลับเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาและความแค้นฝังลึก
"เด็กน้อย... เจ้าคิดว่าวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของสำนักกระบี่สวรรค์ จะปกป้องชีวิตอันเปราะบางของเจ้าได้จริงๆ เช่นนั้นหรือ?"
เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียบสีกันดังลอดออกมาจากหมวกสาน บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งขึ้นเป็นทวีคูณ ปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของมันราวกับกลุ่มควันแห่งยมโลก สัตว์อสูรบรรพกาลอย่างจิ้งจอกอัคคีที่มักจะส่งเสียงกวนประสาทอยู่เป็นนิจ ถึงกับขนลุกชัน มันซุกตัวหลบอยู่ด้านหลังขาของผมอย่างหวาดกลัว ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก, รวบรวมลมปราณในจุดตันเทียนที่เกือบจะถูกกดทับจนหยุดนิ่งให้กลับมาหมุนเวียนอีกครั้ง แม้กระบี่ในฝักจะสั่นสะเทือนด้วยความหวาดหวั่น แต่มือของผมยังคงกุมด้ามกระบี่ไว้แน่นอย่างไร้ความลังเล ในยุทธภพนี้ ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ แต่วิถีกระบี่ของผมหาใช่การก้มหัวให้ความตายไม่!
"ต่อให้เจ้าคือเงาแห่งอดีตที่ถูกลืมเลือน หรือมารร้ายจากขุมนรกที่ลึกที่สุด หากมันขวางทางที่ข้าต้องเดิน..." ผมยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสEคราบความดุดันและทะนงองอาจ "ข้า... ก็จะใช้กระบี่ในมือนี้ผ่ามันออกเป็นสองซีก!"
ยังไม่ทันที่สิ้นเสียงคำรามของผม ร่างใต้เงาหมวกก็หายวับไปจากจุดเดิม ความเร็วนั้นเหนือล้ำกว่ากระบวนท่าใดๆ ที่ผมเคยพบเจอมา แรงกดดันมหาศาลซัดกระหน่ำเข้ามาจนพื้นศิลาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นจุล ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง แสงสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งวาบตัดผ่านความมืดมิดเข้าขวางกั้น
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันของพลังปราณสวรรค์และปราณทมิฬกระจายออกไปรอบทิศทาง ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าผม มู่หรงเสวี่ยยืนหยัดอย่างสง่างาม ดาบน้ำแข็งในมือของนางสั่นระริกเล็กน้อยจากแรงกระแทก แต่นัยน์ตาคู่สวยของนางกลับเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวราวกับเทพธิดาผู้ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด
"ถอยไป... เยี่ยเฟิง" น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในฤดูหนาว แต่มันกลับแฝงไปด้วยความห่วงใยที่นางพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชา
"เจ้าคิดว่าข้าจะเป็นบุรุษที่หลบอยู่หลังสตรีหรืออย่างไร?" ผมก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้างนาง กลิ่นอายกระบี่ไร้ลักษณ์ผสานเข้ากับลมปราณเหมันต์ของนางเกิดเป็นคลื่นพลังต้านทานที่น่าสะพรึงกลัว
ศัตรูลึกลับหยุดชะงักฝีเท้าลง มันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เผยให้เห็นรอยแผลเป็นน่าเกลียดที่ลากผ่านดวงตาข้างซ้าย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนริมฝีปากแห้งผากนั้น
"มู่หรงเสวี่ย... ในที่สุด เจ้าก็กล้าเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องมดปลวกผู้นี้ ช่างน่าสมเพชเสียจริง... ลูกอกตัญญูผู้สังหารอาจารย์ตนเองเช่นเจ้า ยังมีหน้ามาพูดเรื่องคุณธรรมในยุทธภพอยู่อีกหรือ?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หรงเสวี่ย ร่างกายของนางสะท้านเฮือก เปลือกตากะพริบบางเบา สีหน้าที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีบิดเบี้ยวลงเล็กน้อย ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ถูกเก็บกดไว้ในส่วนลึกของหัวใจถูกกระชากออกมาให้เห็นต่อหน้าต่อตาผม
ผมหันไปมองนาง หัวใจของผมกระตุกวูบเมื่อเห็นหยาดน้ำใสๆ คลออยู่หน่วยตาของสตรีผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้แก่ผู้ใด
"เสวี่ยเอ๋อร์..." ผมเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
มู่หรงเสวี่ยหันมามองผม รอยยิ้มขื่นขมปรากฏขึ้นบนริมฝีปากซีดเซียวของนาง มือที่ถือดาบน้ำแข็งสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพรั่งพรู ก่อนจะเริ่มเอמהด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นในอดีต
"เจ้าสงสัยมาตลอดมิใช่หรือ... ว่าเหตุใดตำหนักเหมันต์จึงขับไล่ข้า และเหตุใดวิชาเซียนของข้าจึงต้องตัดขาดจากความรู้สึก..." สายตาของนางเหม่อมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ราวกับกำลังย้อนกลับไปในห้วงเวลาอันมืดมนที่สุดของชีวิต
"ในอดีต... ข้าเคยเป็นเพียงศิษย์ตัวเล็กๆ ที่โง่เขลา อาจารย์มิได้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดวิชา แต่ทรงเป็นดั่งมารดาผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ข้า..." น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลา กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งขนาดเล็กในพริบตา "ทว่า... ในคืนที่หิมะโปรยปรายอย่างไร้ความปรานี ข้ากลับพบความจริงอันน่าสะพรึงกลัว... อาจารย์มิได้ถ่ายทอดวิชาให้ข้าเพื่อสืบทอดสำนัก แต่ทรงใช้ร่างของข้าเป็นภาชนะรองรับ 'วิญญาณโลหิตมาร' เพื่อบรรลุขอบเขตเซียนอมตะ!"
ผมขบกรามแน่น กำปั้นทั้งสองข้างกำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นถึงขีดสุดเมื่อได้ยินเรื่องราวอันโหดร้ายนี้
"คืนนั้น... ข้ามีทางเลือกเพียงสองทาง..." มู่หรงเสวี่ยหลับตาลง หยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้มเนียน "คือปล่อยให้วิญญาณมารกลืนกินจิตวิญญาณแล้วกลายเป็นปีศาจกระหายเลือด หรือ... ใช้กระบี่ในมือของข้า ปลิดชีพผู้มีพระคุณที่ข้ารักและเคารพที่สุดด้วยมือของตนเอง..."
คำสารภาพนั้นหนักหน่วงราวนำ้หนักของภู ผาทั้งลูกที่กดทับลงบนแผ่นอก นางเปิดเผยแผลเป็นที่เน่าเฟะในใจให้ผมได้เห็นเป็นครั้งแรก มู่หรงเสวี่ยผู้สูงส่งและเย็นชา บัดนี้กลับดูเปราะบางราวกระจกที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
จิ้งจอกอัคคีที่เคยส่งเสียงอึกทึกเงียบเสียงลง มันหมอบราบลงกับพื้นอย่างนอบน้อม ราวกับรับรู้ได้ถึงความโศกเศร้าอันล้ำลึกที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง
ศัตรูลึกลับหัวเราะเยาะออกมาเสียงดังลั่น "ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นเรื่องราวที่น่าสมเพชเวทนาเสียจริง! นังตัวดี เจ้าคิดว่าการหนีมาซ่อนตัวอยู่ในยุทธภพภายนอก จะช่วยให้เจ้าลืมบาปหนาในใจได้งั้นหรือ? วันนี้... ข้าจะส่งเจ้าไปชดใช้กรรมให้อาจารย์ของเจ้าในนรก!"
มันสะบัดมือขวา ปราณทมิฬรวมตัวกันเป็นหอกโลหิตขนาดมหึมา พลังกดดันระดับบรรพกาลแผ่ขยายออกจนอากาศรอบตัวแปรปรวน ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งพลันมืดครึ้มด้วยเมฆสีดำทะมัดทะแมง สายฟ้าคำรามกึกก้องรับทัณฑ์มรณะที่กำลังจะมาเยือน
มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้น แววตาของนางที่เคยสั่นไหว กลับมาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเย็นชาไร้หัวใจเช่นเดิม หากแต่มันคือความพร้อมที่จะแหลกสลายไปพร้อมกับอดีตอันเจ็บปวด นางก้าวออกไปข้างหน้าหมายจะเผชิญหน้ากับมันตามลำพัง
ทว่า... ผมกลับเอื้อมมือไปคว้าแขนเรียวของนางไว้แน่น แรงดึงนั้นทำให้นางต้องหันกลับมามองด้วยความตกตะลึง
ผมดึงร่างของนางเข้ามาประชิดตัว นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ยังคงมีคราบน้ำตาค้างอยู่ รอยยิ้มมุมปากอันเป็นเอกลักษณ์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำพูดที่สลักลึกอยู่ในหัวใจของนางตราบนานเท่านาน
"อดีตอันโสมมของเจ้า จะเป็นเช่นไรข้าไม่สน..." ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา "แต่จากนี้ไป... ใครก็ตามที่กล้าทำให้หยดน้ำตาของสตรีในเงื้อมมือของเยี่ยเฟิงผู้นี้ร่วงหล่น... มันผู้นั้นจะต้องใช้ชีวิตชดใช้!"
สิ้นคำพูดของผม กระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักก็ส่งเสียงร้องคำรามลั่นราวกับมังกรตื่นจากการหลับใหล ปราณกระบี่สีทองอร่ามระเบิดออกทะลวงชั้นเมฆทมิฬเบื้องบนจนแตกกระเจิง แสงสว่างเจิดจ้าอาบไล้ไปทั่วบริเวณ
และในวินาทีที่กระบี่ถูกชักออกจากฝักครึ่งนิ้ว... พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเราก็ยุบตัวลงพร้อมกับเสียงระเบิดกัมปนาท และเงาร่างที่สามก็ปรากฏขึ้นจากรอยแยกมิติเบื้องหลังศัตรูลึกลับ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้โลмаทั้งใบแทบหยุดหมุน...
"นึกไม่ถึงเลยว่า... ข้าจะได้พบกับ 'ทายาทกระบี่อมตะ' และ 'ผู้สืบทอดเหมันต์มาร' พร้อมกันในที่รกร้างเช่นนี้..."
ขอขอบคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงมิติและจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 7
รอยร้าวในใจน้ำแข็ง
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!