กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 26

เมื่อธรรมะและอธรรมมาบรรจบ

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
"เจ้ายังมีหน้ามาเหยียบย่าง ณ แดนชำระบาปแห่งนี้อีกหรือ… เยี่ยเฟิง!" เสียงคำรามนั้นดังกึกก้องดั่งอสนีบาตฟาดผ่าลงกลางใจคน ท่ามกลางม่านสายฟ้าสีทองที่กำลังฉีกกระชากนภาออกเป็นสองเสี่ยง ร่างของบุคคลที่ก้าวพ้นมิติอันบิดเบี้ยวออกมาไม่ได้มีเพียงแค่แรงกดดันจากลมปราณระดับเซียนบรรพกาล ทว่ามันคือ ‘เงาอดีต’ ที่เยี่ยเฟิงคิดว่าฝังกลบไว้ใต้หลุมศพแห่งกาลเวลาเรียบร้อยแล้ว แววตาของจอมกระบี่ไร้ลักษณ์หรี่แคบลงเล็กน้อย ปราณกระบี่สีชาดในร่างหมุนวนรุนแรงจนอาภรณ์สีดำสะบัดพับตามแรงลม "ฮ่าๆๆๆ คิดถึงข้าล่ะสิไอ้หนู! ข้าบอกเจ้าแล้วว่าตัณหาและเวรกรรมมันวิ่งเร็วกว่าลมปราณก้าวพ,000 ลี้เสมอ!" เสียงแหลมเล็กแต่น่ารำคาญของเจ้าจิ้งจอกอัคคีจอมกวนดังขึ้นบนไหล่ มันขนลุกชันด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น ขณะที่ดวงตาสองสีจ้องเขม็งไปยังผู้มาใหม่ "แต่ว่านะ… งานนี้ดูท่าทางพวกเราจะงานเข้าชิ้นใหญ่กว่าที่คิดเสียแล้วกระมัง?" เยี่ยเฟิงไม่ตอบคำ เขายังคงยืนหยัดอย่างองอาจ ท่าทางดุจพญาอินทรีผยองเดชที่แม้ฟ้าดินถล่มลงตรงหน้าก็หาได้ก้มหัวให้ ปลายกระบี่ในมือส่งเสียงร้องครวญครางเบาๆ คล้ายกระหายเลือด เบื้องหน้าของพวกเขาคือสมรภูมิพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน พยัคฆ์ทมิฬอสูรชั่วร้ายกำลังแผดเสียงคำรามสะท้านภพ มันพยายามกลืนกินปราณสวรรค์เพื่อยกระดับสู่ขั้นสูงสุด ขณะที่อีกด้านหนึ่ง… มู่หรงเสวี่ย เทพธิดาแห่งตำหนักเหมันต์กำลังยืนนิ่งงันอยู่ท่ามกลางพายุเกล็ดน้ำแข็งที่โปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่ง ความเย็นเยียบแผ่ซ่านออกจากร่างของนาง จนหยาดน้ำค้างกลางอากาศกลายเป็นผลึกน้ำแข็งร่วงหล่น ทว่าความเย็นชาภายนอกนั้นยังเทียบไม่ได้กับความปั่นป่วนภายในจิตใจของนางในยามนี้ มู่หรงเสวี่ยหันกลับไปมองเงาร่างของบุคคลที่เพิ่งปรากฏกายจากสายฟ้าสีทองสลับกับแผ่นหลังกว้างของเยี่ยเฟิง ดวงตาสีครามคู่สวยไหววูบอย่างรุนแรง หัวใจที่เคยถูกผนึกไว้ด้วยเคล็ดวิชาเซียนน้ำแข็งนิรันดร์นับพันปี บัดนี้กลับถูกแผดเผาด้วยความร้อนรุ่มของทางเลือกสองสายที่หนักอึ้งดั่งขุนเขา *ระหว่างสำนัก… และจิตวิญญาณแห่งเต๋าที่แท้จริง* *ระหว่างหน้าที่ในฐานะศิษย์เอกแห่งตำหนักเหมันต์… และหัวใจที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าถูกสลักชื่อของชายผู้ถือกระบี่ไร้ลักษณ์ผู้นี้ไว้แล้ว* "มู่หรงเสวี่ย!" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังของเยี่ยเฟิงเอ่ยขึ้น ท่ามกลางเสียงคำรามของพยัคฆ์ทมิฬ "เจ้ายังต้องลังเลอันใดอีก? วิถีเซียนที่ไร้ซึ่งความรู้สึก ก็ไม่ต่างอันใดกับท่อนไม้ที่รอวันผุกر่อ! หากเจ้ายังเลือกที่จะก้มหัวให้กฎเกณฑ์ปลอมๆ ของพวกมัน เจ้าก็เป็นได้เพียงหุ่นเชิดในคราบเซียนเท่านั้น!" "เจ้า… เจ้าเด็กสารเลว เยี่ยเฟิง! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาบังคับอาจารย์อาแห่งตำหนักเหมันต์เช่นนี้!" เสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวมาจากผู้อาวุโสฝ่ายธรรมะที่บาดเจ็บปางตายอยู่ไม่ไกล พวกเขาต่างมองเยี่ยเฟิงด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์และหวาดกลัว "นางคือเทพธิดาผู้บริสุทธิ์ จะต้องไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินของเจ้า… จอมมารวิปลาส!" เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวร่อในลำคอ "ฮ่าๆๆ มลทินงั้นหรือ? ในยุทธภพที่เน่าเฟะแห่งนี้ มีผู้ใดบ้างที่มือสะอาดบริสุทธิ์? พวกเจ้าใช้คำว่า 'คุณธรรม' กดขี่ผู้คน ใช้คำว่า 'ธรรมะ' เพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามอำเภอใจ หากนี่คือวิถีที่พวกเจ้าภาคภูมิใจ ข้า… เยี่ยเฟิง ผู้นี้ขอใช้กระบี่ในมือพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อทำลายมันให้สิ้นซาก!" สิ้นคำพูด ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ก็ทะยานพุ่งสู่ท้องฟ้าจนเมฆหมอกสีทองแตกกระจาย พยัคฆ์ทมิฬอสูรชั่วร้ายหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ มันอ้าปากกว้างปล่อยลำแสงสีดำทะมึนพุ่งเข้าใส่มู่หรงเสวี่ยที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองขั้วอำนาจ "ระวัง!" เยี่ยเฟิงพุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าฟาด ร่างของเขาเคลื่อนไหวด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุดจนเกิดภาพติดตา ประกายกระบี่สีชาดตวัดวาดเป็นวงโค้งต้านทานลำแสงสีดำมืดทมิฬเข้าไว้ แรงปะทะระลอกนั้นทำให้พื้นดินรอบรัศมีร้อยลี้ทรุดฮวบลงกลายเป็นหลุมลึก ปราณกระบี่และปราณอสูรปะทะกันจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วทั้งผืนฟ้า "เสวี่ยเอ๋อร์… เจ้าจะยืนดูอยู่เช่นนี้รึ?" เยี่ยเฟิงหันกลับไปมองนาง แววตาคมกริบแต่ทว่าลึกล้ำไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดัน "ถ้าเจ้าจะเลือกข้าง… จงเลือกหัวใจของตัวเอง!" มู่หรงเสวี่ยสะท้านไปทั้งร่าง นางมองมือที่ถือกระบี่น้ำแข็งนิรันดร์ของตนเอง นิ้วมือเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำนับร้อยปีในการฝึกบำเพ็ญเพียรไหลย้อนเข้ามาในหัว น้ำแข็งพันปีที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณเริ่มแตกร้าวทีละน้อย เสียงคำรามของพยัคฆ์ทมิฬและเสียงหัวเราะเยาะของเหล่าผู้อาวุโสฝ่ายธรรมะดังประสานกันราวกับเสียงกรีดร้องจากขุมนรก นางหลับตาลงชั่วพริบตา… ภาพในอดีตที่เยี่ยเฟิงเคยเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนางท่ามกลางทะเลเพลิงอัคคีสวรรค์ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง… แววตาที่เคยว่างเปล่าและเย็นชา บัดนี้กลับเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดาราในคืนแรม มู่หรงเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก Luminous ปราณเซียนน้ำแข็งรอบกายไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เยี่ยเฟิงอีกต่อไป หากแต่มันแปรเปลี่ยนเป็นพายุเกล็ดน้ำแข็งนับล้านเล่มที่หันปลายคมเข้าหาพยัคฆ์ทมิฬและเหล่าผู้อาวุโสฝ่ายธรรมะผู้เสแสร้ง! "ข้า… ได้เลือกแล้ว" น้ำเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่มันกลับก้องกังวานทรงพลังสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้น มู่หรงเสวี่ยก้าวเท้าเดินเคียงข้างเยี่ยเฟิง ปลายกระบี่น้ำแข็งนิรันดร์ชี้ตรงไปยังพยัคฆ์ทมิฬ "หากวิถีเซียนของพวกท่านคือการเหยียบย่ำชีวิตผู้อื่นเพื่อความเป็นอมตะ… วันนี้ ข้า… มู่หรงเสวี่ย ขอตัดขาดจากตำหนักเหมันต์ และขอเดินร่วมทางกับจอมกระบี่วิปลาสผู้นี้ ฝืนลิขิตฟ้าดินไปด้วยกัน!" "บังอาจที่สุด! นังศิษย์อกตัญญู!" ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักเหมันต์กระอักเลือดออกมาคำโตด้วยความแค้นเคืองก่อนจะสิ้นใจล้มลง พยัคฆ์ทมิฬคำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด "นังมนุษย์โง่เขลา เจ้าคิดว่าพลังแค่นี้จะขวางข้าได้รึ!" เยี่ยเฟิงยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มดุร้ายและท้าทายปรากฏบนใบหน้า เขาตวัดกระบี่ในมือส่งสัญญาณให้มู่หรงเสวี่ย "เช่นนั้นก็เข้ามา… มาดูกกันว่าระหว่างเขี้ยวเล็บของอสูรชั่ว กับกระบี่คู่ผสานเซียน-มารอย่างเรา สิ่งใดจะแหลกสลายก่อนกัน!" ทว่า ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจะพยานพุ่งเข้าประจันหน้ากับพยัคฆ์ทมิฬเป็นครั้งสุดท้าย… จู่ๆ ม่านฟ้าสีทองที่เคยแตกกระจายก็กลับม้วนตัวกลับด้วยแรงดึงดูดประหลาด เงาร่างลึกลับจากบุคคลที่เยี่ยเฟิงไม่คาดคิดว่าจะได้พบในชาตินี้ ก็ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหลังพยัคฆ์ทมิฬ พร้อมกับเอ่ยประโยคหนึ่งที่ทำให้ลมหายใจของเยี่ยเฟิงและมู่หรงเสวี่ยต้องหยุดชะงักลงทันที— "ศิษย์น้องพเนจร… เจ้ายังจำ 'กระบี่เล่มแรก' ที่เราเคยร่วมสาบานกันไว้ใต้ต้นท้อสวรรค์ได้หรือไม่?" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%